ปัญหา
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนริมทะเล
หลังเหตุการณ์น้ำมันรั่ว
ทางออก
ชดใช้ค่าเสียหายและฟื้นฟูระบบนิเวศน์
ให้คืนสู่สภาพเดิม
รายละเอียดเบื้องต้น
ช่วง 3 ปีแรก หลังจากเกิดเหตุน้ำมันรั่ว สัตว์น้ำได้ลดลงเห็นได้ชัด สาเหตุสำคัญที่ปริมาณสัตว์น้ำยังไม่เพิ่มขึ้นนั้นเนื่องมาจากสารเคมีจากคราบน้ำมันดิบยังคงตกตะกอนและปนเปื้อนอยู่ในอ่าวทะเลระยอง ส่งผลกระทบต่อวงจรการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำซึ่งมีลักษณะเป็นห่วงโซ่อาหาร โดยมีกุ้งเคยที่เป็นอาหารของสัตว์น้ำต่างๆ เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ หลังจากเกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วไหล เมื่อถึงฤดูกาลของกุ้งเคยกลับไม่มีกุ้งเคย ส่งผลให้สัตว์น้ำอื่นๆ ที่กินกุ้งเคยเป็นอาหารหายไปจากระบบนิเวศน์ด้วย จึงทำให้ปริมาณสัตว์น้ำในอ่าวทะเลระยองมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การสะสมของสารพิษหรือสารเคมีที่ใช้กำจัดคราบน้ำมันดิบที่รั่วไหลได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ โดยเฉพาะแนวปะการังในบริเวณที่คราบน้ำมันดิบเคลื่อนที่ผ่าน เช่น บริเวณอ่าวพร้าว อ่าวตะไคร้ อ่าวกิ่ว ซึ่งอยู่ด้านตะวันตกของเกาะเสม็ด ปรากฏว่าหลังเกิดเหตุแนวปะการังในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเกิดการฟอกขาวเป็นเนื้อที่บริเวณกว้าง แต่ในทะเลบริเวณที่ไม่มีคราบน้ำมันดิบเคลื่อนที่ผ่านไม่พบว่าเกิดปะการังฟอกขาวแต่อย่างใด เช่น บริเวณหาดทรายแก้ว อ่าววงเดือน อ่าวแสงเทียน ซึ่งอยู่ด้านตะวันออกของเกาะเสม็ด เนื่องจากแนวปะการังเป็นแหล่งห่วงโซ่อาหารของสัตว์น้ำ การเกิดปะการังฟอกขาวจึงส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำลดน้อยลงไปด้วย
สมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็กจังหวัดระยองจึงได้ยื่นข้อเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดระยองเพื่อให้ดำเนินการปิดอ่าวเพื่อฟื้นฟูทะเลจังหวัดระยอง โดยมีขั้นตอนคือ สำรวจท้องทะเล จัดเก็บข้อมูล จัดเก็บคราบน้ำมัน ทำการวิจัย ฟื้นฟูทะเลและทรัพยากร โดยได้ร่วมกับชาวประมงในพื้นที่ระยองและผู้ได้รับผลกระทบในการขับเคลื่อน ผลักดัน การแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูท้องทะเล
ปัจจุบันสำรวจผลการจับสัตว์น้ำของประมงพื้นบ้าน พบว่าชาวประมงทุกรายจับสัตว์น้ำได้น้องลง สถิติปริมาณปลาและชนิดของปลาที่ได้มีปริมาณลดลง กลุ่มแม่ค้าที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารและค้าขายอาหารทะเลต้องนำสินค้าอาหารทะเลจากต่างจังหวัดเข้ามาเพื่อขายแทนสินค้าประมงจังหวัดระยอง อีกทั้งยังเกิดปรากฏการณ์มีก้อนน้ำมันดิบขึ้นชายหาด สัตว์น้ำตายในลอบดักปลาของชาวประมง ปลามีการกลายพันธุ์ มีสภาพผิดปกติ เช่น ตาบอด มีเนื้องอกที่หัว ลำตัวมีบาดแผล เป็นต้น ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริงทั้งจากบริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ก่อมลพิษ และจากหน่วยงานราชการ ในฐานะรัฐที่มีหน้าที่ในการดูแลรักษาสาธารณประโยชน์ของชาติ
เรือบรรทุกน้ำมัน Malan Plato
ลำดับเหตุการณ์ของกรณีนี้
ขณะเรือบรรทุกน้ำมัน Malan Plato สัญชาติกรีช ได้ทำการขนถ่ายน้ำมันดิบทางทะเลจากเรือบรรทุกน้ำมันโดยใช้เครื่องปั๊มน้ำมันผ่านท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 นิ้ว และท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 24 นิ้ว ซึ่งมีลักษณะเชื่อมต่อกันที่ใช้ขนถ่ายน้ำมันดิบผ่านทุ่นรับน้ำมันดิบมายังโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เกิดการแตกทำให้มีปริมาณน้ำมันดิบที่อยู่ในระหว่างการขับดันผ่านท่อส่งดังกล่าวไหลออกสู่ทะเล มีปริมาณน้ำมันดิบที่รั่วไหล ประมาณ 50,000 ลิตร โดยจุดเกิดเหตุอยู่ตรงบริเวณทุ่นรับน้ำมันดิบ (Single Point Mooring) ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 20 กิโลเมตร ทำให้น้ำดิบลอยแผ่กระจายอยู่บนพื้นผิวทะเลเป็นบริเวณกว้างและเนื่องจากช่วงเวลาเกิดเหตุขณะนั้นทิศทางลมและกระแสคลื่นพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้มุ่งสู่ชายฝั่งบริเวณหาดแม่รำพึงและบริเวณเกาะเสม็ดทำให้คราบน้ำมันดิบค่อยๆ เคลื่อนตัวไปในทิศทางดังกล่าว
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับหน่วยราชการดำเนินฉีดพ่นสารเคมีเพื่อสลายคราบน้ำมันดิบ (Dispersant) โดยใช้เรือและเครื่องบินฉีดพ่นสารเคมีดังกล่าวให้กระจายลงไปผสมกับน้ำมันดิบเพื่อคลุกเคล้าสารเคมีให้ผสมกับน้ำมันดิบ ทำให้คราบน้ำมันดิบจับตัวกับสารอื่นแล้วจมลงสู่ทะเล ซึ่งปริมาณสารเคมีที่ใช้จำนวนไม่น้อยกว่า 37,500 ลิตร แต่ก็ยังไม่สามารถขจัดคราบน้ำมันดิบได้หมดสิ้น ยังคงเหลือกองคราบน้ำมันดิบไหลเข้าสู่บริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ตลอดแนวชายหาดความยาวกว่า 400 เมตร
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับหน่วยราชการได้มีการประกาศว่าขจัดคราบน้ำมันดิบจนกระทั่งน้ำทะเลและชายหาดกลับสู่สภาพปกติ มีคราบน้ำมันเหลือปริมาณน้อยมากและรวมคราบน้ำมันส่วนที่เก็บจากทะเลซึ่งมีน้ำปนบางส่วนจำนวนทั้งสิ้น 54,000 ลิตร
ต่อมาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจึงได้ร้องขอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำการตรวจสอบกรณีการแก้ไขปัญหาน้ำมันดิบรั่วไหลของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งในกระบวนการตรวจสอบทางคณะกรรมการสิทธิฯ ได้มีการลงมาดูพื้นที่เพื่อตรวจสอบปัญหาและเรียกผู้ที่ส่วนเกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานราชการ บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กลุ่มเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง
หลังจากเหตุการณ์แก้ไขวิกฤติน้ำมันรั่วดังกล่าว ปรากฎว่าเกิดผลกระทบต่อเนื่องอย่างรุนแรงภายหลังการขจัดคราบน้ำมันโดยชาวประมงไม่สามารถจับสัตว์น้ำได้ตามปกติ เนื่องจากปริมาณสัตว์น้ำได้ทยอยลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง
ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วได้มีการรวมตัวกัน และใช้สิทธิในการฟ้องคดีต่อศาล เพื่อให้ทางบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และหน่วยราชการเกี่ยวข้อง รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีชาวบ้านบางส่วนได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง ที่กรุงเทพมหานคร เป็นคดีหมายเลขดำที่ สว.(พ) 2-8/2557
งานของเราที่ได้ทำไป



