ระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน ที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ได้มีการจัดเวทีสนทนาธุรกิจที่มีความรับผิดชอบและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Responsible Business and Human Rights Forum, Asia – Pacific ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ณ ศูนย์ประชุมองค์การสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยมีเครือข่ายภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมเวทีเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (Community Resource Centre Foundation : CRC) ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในองค์กรภาคประชาสังคมจากประเทศไทย และเป็นองค์กรภาคีร่วมจัดงานในครั้งนี้ด้วย ซึ่งทาง CRC ก็ได้มีการเชิญชวนเครือข่ายจากชุมชน

 

ส่วนบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักตลอดทั้งงาน ซึ่งทางผู้จัดได้กำหนดหัวข้อของการสนทนาไว้ในแต่ละห้องประชุม แล้วทุกคนสามารถเลือกเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนตามความสนใจ โดยมีวิทยากรและผู้ดำเนินรายการสนทนาตามประเด็นนั้นๆ อาทิ ในเรื่องของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม แนวทางแก้ไข และความรับผิดชอบขององค์กรตั้งแต่ในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ข้ามพรมแดน และข้ามชาติ, เรื่องการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบทางด้านการเงินและความร่วมมือเพื่อการพัฒนา และเรื่องสิทธิมนุษยชนและเทคโนโลยี : การประเมินผลกระทบด้านสิทธิในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโดยชุมชน เป็นต้น

 

ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง กลุ่มรักษ์เชียงของ จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จากการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ทำให้ตนได้รับรู้ประเด็นที่ถกเถียงแลกเปลี่ยนในระดับนานาชาติ ที่ธุรกิจ รัฐบาล สถาบัน องค์กรที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ภาคประชาสังคม มาร่วมแลกเปลี่ยน เป็นความท้าทายของยุคสมัย โดยเฉพาะในส่วนประเทศไทยเองสภาพการดำรงอยู่ คือปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและปกป้องทรัพยากร อาศัยการเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีอำนาจต่อรองซึ่งอ่อนแออยู่มาก ส่วนที่รอการพัฒนาศักยภาพ ไม่เพียงการเข้าถึงการเยียวยา และในส่วนที่สูญเสียไปแล้ว ยังเป็นการคำนวณความเสียหายในการเยียวยาอย่างเป็นธรรม

เป้าหมายน่าจะเป็นเรื่องการจัดการทรัพยากรใช้ประโยชน์ร่วมกันด้วยการสร้างข้อตกลงอย่างเท่าเทียม เพื่อการสร้างมุมมองท่าทีการเคลื่อนไหวในระดับชุมชนมองไปถึงสภาพแวดล้อมปัญหาและเงื่อนไขในเวทีนานาชาติ

“การร่วมประชุมทำให้เห็นชัดขึ้นในประเด็นปัญหาร่วมกันของกลุ่มคนมีปัญหาเช่นเดียวกันในประเทศต่าง ๆ ได้ฟังจากผู้มีประสบการณ์จากหลายมุมมองการกำหนดท่าทีของการต่อรองภาคประชาสังคม ชุมชน กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคธุรกิจที่ต่างเป็นยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาด” ปิยนันท์ กล่าว

 

ตัวแทนกลุ่มรักษ์เชียงของ ยังกล่าวอีกว่า การรวมและสร้างแนวคิดให้สั่นสะเทือนแนวคิดกระแสโลก คือการยืนยันความเป็นมนุษย์ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงยุคสมัยที่ง่ายต่อการบั่นทอนความเป็นมนุษย์ ดังนั้นเราจึงต้องเข้มแข็ง แข็งแรงในการสร้างอำนาจการต่อรอง นอกจากนี้การมีพันธมิตรของชุมชนในเครือข่ายนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน นักกฎหมายระหว่างประเทศก็เป็นเรื่องจำเป็น รวมถึงการสร้างกระแสโลกที่ต้องไม่เดินหน้าไปในโลกก้าวกระโดดในยุคเอไอที่จะพัฒนาโลกธุรกิจ ซึ่งมีแนวโน้มผูกขาดการกำหนด การใช้ประโยชน์ และการสะสมสินทรัพย์อย่างบ้าคลั่ง ที่เข้าถึงอำนาจกำหนดกติกาโลกได้

เป็นสิ่งที่ผู้ขับเคลื่อนด้านสิทธิมนุษยชนต้องแสวงหาทุกเครื่องมือ ทุกวิธีการที่เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มอำนาจต่อรองของชุมชน ของคนที่รองรับผลกระทบที่ไม่มีกำลังต่อรองใดๆ ให้ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองอย่างแข็งแรงขึ้นเป็นลำดับ

“ก่อนจะเข้าถึงการเยียวยา จึงต้องชัดเจนในเรื่องการใช้และการปกป้องการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทั้งธรรมชาติและทรัพยากรที่ประยุกต์ตามยุคสมัยอย่างเป็นธรรม จึงจะพอเห็นหนทางนำไปสู่การต่อรองที่จะทำให้เกิดความสมดุลในการอยู่ร่วมกันในอนาคตได้”

ปิยนันท์ เธอยังมีข้อเสนอแนะต่อการจัดงานด้วยว่า เวทีนานาชาติที่หน่วยงานรัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และนักเคลื่อนไหวในเวทีระหว่างประเทศ น่ามีการกำหนดวาระร่วมกันในการที่จะสร้างอำนาจต่อรองเพื่อกำหนดเงื่อนไขกติกา เพื่อจะนำไปสู่การขับเคลื่อนข้อกฎหมายในประเทศ และการขับเคลื่อนข้อตกลงระหว่างประเทศร่วมกัน

“ควรจะทำให้ข้อเสนอจากเวทีไปสู่การปฏิบัติจริง มีผลจริงในการต่อรองกับอำนาจธุรกิจ และอำนาจรัฐในประเทศ รวมถึงอำนาจการกำหนดกติการะหว่างประเทศ” ปิยนันท์ กล่าว

 

ด้านพิกุลทอง โทธุโย จากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช กล่าวว่า จากการได้เข้าร่วมเวทีที่ UN ในครั้งนี้ ตนได้เรียนรู้หลายอย่าง โดยเฉพาะได้รู้ว่าประชาชนจากประเทศอื่นๆ เขาก็มีปัญหาหรือได้รับความเดือดร้อน ในเรื่องของการลงทุนของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม แล้วส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงชุมชนที่อาศัยอยู่เหมือนกันกับเรา เช่น เรื่องเหมืองแร่ เรื่องปัญหาขยะ และการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นต้น

“นอกจากนี้ก็ได้รับความรู้และประสบการณ์ รวมถึงแนวทางการต่อสู้จากกลุ่มองค์กรที่เขาต่อสู้เรียกร้องในแต่ละประเทศ เช่น การยื่นหนังสือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การรณรงค์ให้กับสังคมและผู้ลงทุนเข้าใจถึงปัญหาความเดือดร้อน ซึ่งเรายังสามารถเอามาเล่าและขยายผลต่อให้พี่น้องในชุมชนได้รับทราบด้วยเช่นกัน” พิกุลทอง กล่าว

ส่วนข้อเสนอ ตัวแทนจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี สะท้อนว่า หลายคนมีข้อจำกัดอย่างมากในเรื่องของภาษา เนื่องจากผู้จัดงานใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร แต่ไม่มีล่ามคอยทำหน้าที่แปลผ่านเครื่องฟังให้กับผู้เข้าร่วมจากแต่ละประเทศที่มาจากชุมชนหรือกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

นอกจากตัวแทนชุมชน ยังมีเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนเข้าร่วมรับฟัง และผู้ประสานงาน CRC ได้เข้าร่วมเวทีย่อย ซึ่งจะนำมารายงานในภาคต่อไป

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ