โดย ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ได้สรุปคำพิพากษาของศาลจังหวัดพัทยา ดังนี้
คดีนี้ นางสาวภัทรชาภา กฤษตารมย์ ชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น จ.สงขลา ถูกพนักงานอัยการจังหวัดพัทยา โจทก์, ยื่นฟ้องและบรรยายคำฟ้องมีเนื้อหาโดยสรุปว่า จำเลยได้หมิ่นประมาทใส่ความนายเชิดวงศ์ แสงศุภวานิช ผู้เสียหาย โดยการโฆษณาด้วยเอกสารและตัวอักษรโดยป่าวประกาศด้วยวิธีอื่นผ่านเพจเฟซบุ๊กของจําเลยดังกล่าวต่อบุคคลที่สามที่สามารถเข้าสู่เพจเฟซบุ๊กของจําเลยได้ โดยจําเลยพิมพ์ข้อความว่า “ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน เท่ากับวิถีของธรรมชาติ” และจําเลยได้แชร์ ส่งต่อ และเผยแพร่โพสต์ของผู้ใช้ แอปพลิเคชันเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Titisak Pech ซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะ ที่ได้โพสต์ภาพเคลื่อนไหวและสียง (คลิปวิดีโอ) ของผู้เสียหายไว้ พร้อมข้อความใต้ภาพเคลื่อนไหวและเสียงดังกล่าวว่า “ที่ฉิบหายอยู่ทุกวันนี้เป็นไปด้วยอีโก้ของตาคนนี้แหละ รศ.เชิด ชายฝั่ง” เพื่อให้สมาชิกเพจเฟซบุ๊กคนอื่นและ บุคคลทั่วไปที่สามารถเข้าสู่หน้าเพจเฟซบุ๊กของจําเลยได้พบเห็นข้อความดังกล่าว เข้าใจว่าผู้เสียหายเป็นคนต้องการทำลายธรรมชาติชายฝั่งทะเล ทำให้ผู้เสียหายกลายเป็นคนไม่น่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ได้รับความอับอาย ไม่กล้าพบผู้คน โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 โดยระหว่างพิจารณา นายเชิดวงศ์ แสงศุภวานิช ผู้เสียหาย ยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,000,000 บาท

ศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยที่จำเลยชอบที่จะกระทำ
ศาลมีคำวินิจว่า พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจําเลยนําสืบแล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันและเวลาตามฟ้อง จําเลยซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีผู้ใช้แอปพลิเคชันเฟซบุ๊กชื่อ ภัทรชาภา กฤษตารมย์ ได้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวของจําเลยแชร์โพสต์ของผู้ใช้แอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กชื่อ Titisak Pech ซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะ ที่ได้โพสต์ภาพเคลื่อนไหวและเสียง (คลิปวิดีโอ) ของโจทก์ร่วมพร้อมข้อความใต้คลิปวิดีโอดังกล่าวว่า “ที่ฉิบหายอยู่ทุกวันนี้เป็นไปด้วยอีโก้ของตาคนนี้แหละ รศ.เชิดชายฝั่ง” และ จําเลยได้พิมพ์ข้อความประกอบการแชร์โพสต์ดังกล่าวว่า “ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน เท่ากับวิถีของธรรมชาติ” โดยจําเลยตั้งค่าการมองเห็นโพสต์เป็นสาธารณะ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าดู อ่านกดถูกใจ แสดงความคิดเห็น และสามารถเผยแพร่โพสต์ดังกล่าวต่อไปได้ ตามคลิปวิดีโอวัตถุพยาน หมาย วจ.1 และภาพโพสต์เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 4
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของ จําเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมนําโจทก์ร่วมและนางสาวนัตติกานต์ แซ่จิว มาเป็นพยานเบิกความตรงกันว่า ขณะเกิดเหตุ โจทก์ร่วมดำรงตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ ละรองศาสตราจารย์อยู่ที่คณะพาณิชย์นาวีนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา มีหน้าที่สอนนิสิต ให้คำปรึกษาด้านวิชาการและบริการวิชาการ และมีบทบาทหน้าที่ในการออกแบบโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งให้แก่หน่วยงานราชการและเอกชน
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2565 ช่วงเย็น นางสาวนัตติกานต์ ผู้ช่วยของโจทก์ร่วมพบเห็นโพสต์ของผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Titisak Pech ซึ่งเป็นโพสต์เผยแพร่คลิปวิดีโอที่โจทก์ร่วมเคยให้สัมภาษณ์แต่ตัดมาเฉพาะช่วงที่โจทก์ร่วมให้สัมภาษณ์ในเชิงสนับสนุนการสร้างเขื่อนกันคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ในโพสต์ประกอบด้วยคลิปวิดีโอซึ่งภาพหน้าคลิปเป็นภาพโจทก์ร่วมพร้อมชื่อและตำแหน่ง และผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวได้เขียนข้อความประกอบว่า “ที่ฉิบหายอยู่ทุกวันนี้เป็นไปด้วยอีโก้ของตาคนนี้แหละ รศ.เชิด ชายฝั่ง” ตามภาพโพสต์เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 4 จึงได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ จากนั้นโจทก์ร่วมและนางสาวนัตติกานต์ตรวจสอบโพสต์ดังกล่าวว่ามีบุคคลใดแชร์หรือเผยแพร่โพสต์ออกไปหรือไม่ พบว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2565 จําเลยได้แชร์โพสต์ดังกล่าวและพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมว่า “ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน เท่ากับวิถีของธรรมชาติ” โดยตั้งค่าการมองเห็นเป็นสาธารณะ จากโพสต์ของจําเลยเมื่อดูคลิปวิดิโอจากต้นโพสต์และอ่านข้อความที่ ปรากฏแล้ว เข้าใจได้ว่าโจทก์ร่วมคือตัวทำลายชายหาด ทำให้ธรรมชาติและชายฝั่งฉิบหาย โจทก์ร่วมจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 3 โพสต์ของจําเลยกระทบต่อความน่าเชื่อถือของโจทก์ร่วมในฐานะนักวิชาการ ทำให้โจทก์ร่วมได้รับเชิญไปแสดงความคิดเห็นทางวิชาการตามสถานที่ต่างๆ ลดน้อยลง และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของโจทก์ร่วมในฐานะรองศาสตราจารย์มีนิสิตที่เห็นโพสต์ของจําเลยมาสอบถามโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมสอนเนื้อหาผิดให้นิสิตโดยเนื้อหาที่สอนเป็นการทำลายธรรมชาติจริงหรือไม่ ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอายและรู้สึกด้อยความรู้ทางวิชาการ โดยโจทก์ร่วมตอบทนายจําเลยถามค้านว่า เหตุที่ฟ้องจําเลยเนื่องจากจําเลยแชร์ต้นโพสต์ของผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Titisak Pech แล้วจึงพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมตามฟ้อง หากจําเลยพิมพ์เพียงข้อความดังกล่าว โจทก์ร่วมย่อมไม่ฟ้องจําเลยเป็นคดีนี้
โจทก์และโจทก์ร่วมยังนํา พ.ต.ท.ณัฐพล บุญรัชกุล พนักงานสอบสวนมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จากที่พยานดูโพสต์ของจําเลยในฐานะบุคคลที่สาม หากอ่านเฉพาะข้อความที่จําเลยพิมพ์จะไม่เป็นการหมิ่นประมาท แต่เมื่อดูคลิปวิดิโอและข้อความของต้นโพสต์ที่จําเลยแชร์ประกอบด้วย พยานรู้สึกว่าโจทก์ร่วมเป็นคนไม่ดีและอาจเป็นผู้ทำลายชายฝั่งและทะเล เห็นว่า โพสต์ของจําเลยตามเอกสาร หมาย จ.2 แผ่นที่ 4 เป็นการแชร์โพสต์ของผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายอื่นที่โพสต์คลิปวิดีโอซึ่งปรากฏภาพโจทก์ร่วมพร้อมชื่อนามสกุลจริงและตำแหน่ง ซึ่งเมื่อกดเล่นคลิปวิดีโอที่ปรากฏในโพสต์ตามวัตถุ พยานหมาย วจ.1 แล้ว พบว่า เป็นบทสัมภาษณ์ที่โจทก์ร่วมให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกโครงสร้าง เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งว่า เนื่องจากชาวบ้านเรียกร้องให้มีการสร้างโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรง กรมโยธาธิการและผังเมืองจึงเลือกสร้างเขื่อนกันคลื่น แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ เขื่อนหินใหญ่เรียงและ เขื่อนชนิดคอนกรีตขั้นบันได ซึ่งเมื่อสร้างแล้วสามารถอยู่ได้นาน 50 ปี ไม่พัง ส่วนโครงสร้างแบบ ชั่วคราว เช่น การปักไม้ไผ่ การทำถุงทราย นั้น เมื่อสร้างแล้วสามารถอยู่ได้เพียง 1 ถึง 2 ปี กรมโยธาธิการและผังเมืองจึงไม่เลือกโครงสร้างชนิดดังกล่าว
นอกจากคลิปวิดีโอแล้ว ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กต้นโพสต์ยังพิมพ์ข้อความแสดงความคิดเห็นประกอบคลิปวิดิโอว่า “ที่ฉิบหายอยู่ทุกวันนี้เป็นไปด้วยอีโก้ของตาคนนี้แหละ รศ.เชิด ชายฝั่ง” ซึ่งคําว่า “ฉิบหาย” มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ว่า สูญหมด เสียหมด หมดเร็ว ป่นปี้ ตามเอกสารหมาย ล.13 เห็นได้ว่า บุคคลทั่วไปที่ได้ดูคลิปวิดีโอและอ่านข้อความดังกล่าวย่อมเข้าใจความหมายว่า สาเหตุที่ชายฝั่งเสียหายป่นปี้ในปัจจุบันเป็นเพราะโจทก์ร่วมที่ยึดถือความคิดของตนในการสนับสนุนการสร้างเขื่อนกันคลื่น เช่นนี้ แม้จําเลยจะไม่ได้เป็นผู้โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมข้อความดังกล่าว โดยจําเลยเพียงพิมพ์ข้อความว่า “ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน เท่ากับวิถีของธรรมชาติ” ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อนามสกุลของโจทก์ร่วมและเมื่ออ่านแล้วก็ไม่ได้ความว่ากล่าวถึงหรือวิพากษ์วิจารณ์โจทก์ร่วมอย่างไร แต่การที่จําเลยแชร์โพสต์ดังกล่าวโดยตั้งค่าการมองเห็นเป็นสาธารณะ บุคคลทั่วไปที่เห็นโพสต์ของจําเลยย่อมเข้ามาดูคลิปวิดิโอและอ่านทั้งข้อความของจําเลยและข้อความของผู้ใช้บัญชีต้นโพสต์ อันทำให้เข้าใจความหมายได้เช่นเดียวกันว่า สาเหตุที่ชายฝั่งเสียหายป่นปี้ในปัจจุบันเป็นเพราะโจทก์ร่วมที่ยึดถือความคิดของตนในการสนับสนุนการสร้างเขื่อนกันคลื่น โจทก์ร่วมเป็นสาเหตุที่ทำให้ชายฝั่งเสียหาย การที่จําเลยแชร์โพสต์ที่ประกอบด้วยคลิปวิดีโอและข้อความแสดงความคิดเห็นดังกล่าว จึงเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ร่วมนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งจําเลยได้กระทำโดยการโฆษณา
ส่วนจําเลยอ้างตนเองเบิกความว่า จําเลยเคยรับฟังข้อมูลว่าการสร้างกําแพงหรือเขื่อนกันคลื่น มีผลกระทบต่อธรรมชาติและเคยเห็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ใกล้บ้านที่หลังจากมีการสร้างเขื่อนกันคลื่น ปรากฏว่าชายหาดในบริเวณดังกล่าวหายไปและชาวบ้านไม่สามารถจับปลาได้ดังเดิม จําเลยแชร์คลิปวิดีโอพร้อมข้อความของต้นโพสต์และพิมพ์ข้อความเพิ่มเติมเพราะต้องการแสดงความคิดเห็นว่า สิ่งที่ยั่งยืนที่สุดคือการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ สิ่งก่อสร้างของมนุษย์นั้นไม่ยั่งยืน และจําเลยนํา ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รองศาสตราจารย์ดร. สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง และนายอภิศักดิ์ ทัศนี นักรณรงค์สิ่งแวดล้อมมาเป็นพยานเบิกความเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนกันคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง
สรุปได้ว่า นโยบายในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ผ่านมาทางกรมได้รับความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ทั้งจากประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีมุมมองต่อวิธีการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งแตกต่างกัน สำหรับการสร้างกําแพงหรือเขื่อนกันคลื่นเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะนำมาใช้แก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเนื่องจากมีผลกระทบสูงสุดต่อระบบนิเวศ ถือเป็นมาตรการสีเทาและเป็นโครงสร้างวิศกรรมแบบตรึงตราถาวร เดิมก่อนการสร้างกําแพงหรือเขื่อนกันคลื่นต้องจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่ภายหลังถูกยกเลิกไป หลังจากนั้นปรากฏว่ามีการสร้างเขื่อนกันคลื่นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการทำประมง ทำให้ชาวประมงจอดเรือไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อชายหาดทำให้นักท่องเที่ยวลดลง อีกทั้งมีกรณีที่ชาวบ้านร้องเรียนว่ามีการสร้างเขื่อนกันคลื่นรุกล้ำลงไปในทะเล ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลให้มีการกัดเซาะชายฝั่งต่อไปและกระทบต่อระบบนิเวศชายหาด ทำให้ชายหาดหายไปได้ในอนาคต ซึ่งในข้อนี้ได้ความว่าโครงการสร้างเขื่อนกันคลื่นที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ร่วมออกแบบในพื้นที่ชายฝั่ง ตำบลม่วงงามและพื้นที่ชายฝั่งหาดทรายแก้ว อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา และพื้นที่ชายฝั่งหาดมหาราช เทศบาลตําบลสทิงพระ อําเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ตามเอกสารโครงการหมาย ล.4, ล.5, ล.8, ล.10
ศาลปกครองสงขลามีคําพิพากษาให้ยกเลิกโครงการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ตำบลม่วงงามและศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ชายฝั่งหาดมหาราช ส่วนโครงการของหาดทรายแก้ว หลังก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นได้เพียง 3 ปี มีการรายงานข่าวว่าเกิดปัญหากําแพงเขื่อนพังเสียหาย ตามสำเนาคําพิพากษาและคำสั่งและข่าวที่เกี่ยวข้อง เอกสารหมาย ล.6, ล.7, ล.9, ล.11 และ 1.12 เช่นนี้ เห็นได้ว่านโยบายการสร้างเขื่อนกันคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลนั้น มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
เนื่องจากการสร้างเขื่อนกันคลื่นมีผลกระทบต่อธรรมชาติและวิถีชีวิตของประชาชน มีกรณีที่ประชาชนร้องเรียนโครงการก่อสร้างเขื่อน อีกทั้งศาลเคยมีคําพิพากษาหรือคําสั่งให้ระงับหรือยกเลิกโครงการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นในบางพื้นที่ จึงฟังได้ว่าประเด็นการสร้างเขื่อนกันคลื่นเป็นประเด็นสาธารณะที่สังคมให้ความสนใจ ประชาชนทั่วไปมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็น เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนักวิชาการและเคยมีบทบาทในการร่วมออกแบบโครงการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นเพื่อป้องกันการกัด เซาะชายฝั่งในหลายพื้นที่ให้สัมภาษณ์ในเชิงสนับสนุนการสร้างเขื่อนกันคลื่น ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนกันคลื่นย่อมมีความเห็นได้ว่า การที่โจทก์ร่วมสนับสนุนการสร้างเขื่อนกันคลื่นเป็นสาเหตุที่ ทำให้ชายฝั่งได้รับความเสียหาย
ดังนั้น แม้โพสต์ของจําเลยที่แชร์โพสต์ต้นทางพร้อมข้อความแสดงความคิดเห็นจะประกอบด้วยเนื้อหาที่เป็นการใส่ความโจทก์ร่วม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการที่จําเลยแสดง ความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จําเลยจึงไม่มี ความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3)
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จําเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของจําเลยไม่เป็นความผิดฐาน หมิ่นประมาทโจทก์ร่วม การกระทำของจําเลยจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม จําเลยจึงไม่ต้อง รับผิดชําระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ให้ยกคําขอของโจทก์ร่วมส่วนนี้เสีย พิพากษายกฟ้องและยกคําขอส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ
อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม : https://crcthai.org/wp-admin/admin-ajax.php?juwpfisadmin=false&action=wpfd&task=file.download&wpfd_category_id=526&wpfd_file_id=5364&token=&preview=1


