ชำแหละ EIA โปแตชอุดร [Part 2] ขุดแร่โปแตชส่งออกไปขาย ใครได้ประโยชน์ ?

หากย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน คือ พ.ศ.2546 นับว่าเป็นปฐมบทของการชำแหละ EIA โปแตชอุดร ฉบับแรก จากการที่กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้มีการเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อชาวบ้านในพื้นที่จำนวนกว่า 7,000 รายชื่อ เพื่อนำไปเป็นหลักฐานประกอบการยื่นหนังสือคัดค้านรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) ต่อนายประพัฒน์  ปัญญาชาติรักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในสมัยนั้น พร้อมเรียกร้องให้นายประพัฒน์ แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาแก้ไขปัญหา EIA ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.)  ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2543 เพราะพบความบกพร่องหลายประเด็น

ต่อมา รมว.กระทรวงทรัพยากรฯ ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี (วันที่ 13 มีนาคม 2546) โดยมี ศ.ดร. ปริญญา  นุตาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา และผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อให้ความเห็นรายงานEIA เสนอต่อ รมว. กระทรวงทรัพยากรฯ พิจารณา

คณะทำงานฯ สรุปผลว่ารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี มีความบกพร่องมากถึง 26 ประเด็น ทั้งการนำเสนอด้านเนื้อหาไม่ชัดเจน และไม่ได้ระบุข้อมูลการป้องกันผลกระทบและมาตรการป้องกันแก้ไขไว้อย่างเด่นชัด รวมถึงกระบวนการพิจารณา EIA ที่ผิดขั้นตอน

เป็นที่น่าสนใจว่า 1 ในคณะทำงานชุดนั้น มีชื่อของนักวิชาการด้านธรณีวิทยาหนุ่ม วัย 36 ปี คือ ศศิน  เฉลิมลาภ ร่วม “ชำแหละ” EIA ฉบับดังกล่าวด้วย สุดท้ายรายงานถูกตีตกไป นายทุนเหมืองไม่สามารถนำ EIA ไปประกอบการยื่นขออนุญาตประทานบัตรได้

ระยะเวลาผ่านมา 20 ปี จะด้วยเหตุบังเอิญหรืออย่างไรก็แล้วแต่ วันนี้ อาจารย์ศศิน ได้วนกลับมาชำแหละ EIA โครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี (ฉบับใหม่) อีกคำรบ   

ขุดแร่โปแตชส่งออกไปขาย ใครได้ประโยชน์ ?

อาจารย์ ศศิน  เฉลิมลาภ นักวิชาการด้านธรณีวิทยา อดีตประธานกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร อธิบายว่า

ในรายงาน EIA มีความหนาจำนวนกว่า 1,900 หน้า เราจะแบ่งออกเป็นแบบนี้ ในส่วนแรกจะเป็นจดหมายยื่นไปถึงสำนักงานต่างๆ แต่หัวใจสำคัญคือ ตารางมาตรการในการแก้ไขมัน 100 กว่าหน้า อันนี้มันสำคัญและจำเป็นต้องอ่าน และที่ต้องมีตาราง 100 กว่าหน้า ก็เนื่องจากว่า ถ้าโครงการจะเกิด เขาก็จะใช้ตารางนี้ติดตามทดสอบ ในทางกฎหมาย ถ้ามีคณะกรรมการ ลงไปตรวจสอบเขาก็จะใช้ตารางนี้ตรวจสอบว่าทำตาม EIA ไหม

หัวใจสำคัญของมาตราการแก้ไขตามรายงานมีอยู่ 2 เรื่องคือ เหมืองทำไปแล้ว 22 ปี ฟื้นฟูดีไหม ตามที่เขาบอก ซึ่งแต่ก่อน EIA เดิมเขาไม่ได้พูดถึงกองทุน อันนี้เขาเลยมีเรื่องของการเยียวยา โดยทำเรื่องของกองทุนให้ประมาณนี้ กล่าวคือเขาจะดูว่ามีการฟื้นฟูเหมืองไหม มีกองทุนฟื้นฟูไหม

ส่วนที่สองตัวก็คือตัวบทนำ สารบัญก็ว่ากันไป ซึ่งตรงนี้เขาก็จะบอกว่าอายุประทานบัตรคือ 22 ปี

“ถ้าวันนั้นไม่มีผมกับอาจารย์ปริญญาและคณะทำงาน ทบทวน EIA ซึ่งวันนี้ก็ครบรอบ 20 ปี พอดีเขาคงขุดเสร็จไปแล้ว และถ้าดูจากปริมาณแร่ที่มีอยู่จำนวนมหาศาล ประทานบัตรเขาก็น่าจะขุดต่ออีก 20 ปี รวมแล้วเป็น 40 ปี”

ต่อมาอีก 500 กว่าหน้า จะพูดถึงว่าเหมืองออกแบบอย่างไร แผนผังจะทำอะไร ต่างๆ นี้ มันเป็นเรื่องเทคนิค พอต่อมาเขาก็จะบอกว่าสภาพแวดล้อมของโครงการเป็นอย่างไร เช่น ทำนา ทำสวน อากาศ ดิน น้ำ ฝนตกเป็นอย่างไร รวมก็ 600-700 หน้า ที่เหลือคือการมีส่วนร่วม อันนี้บอกเลยว่าเขาจะพูดถึงว่ามีคนคัดค้านอะไร อย่างไรบ้าง เขาจะเขียนใส่หมด ประมาณ 200 หน้า

คราวนี้เรื่องที่สำคัญบทนำเรื่องมาตรการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มันก็จะไปซ้ำกับในตารางที่เป็นรายละเอียด ส่วนผลกระทบด้านสุขภาพก็จะประมาณ 70-80 หน้า ที่เหลือก็จะเป็นเอกสารอ้างอิง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว เราก็จะฉีกมันออกมาเป็นส่วนๆ แล้วค่อยๆ ดู

เมื่อวานผมโพสต์เฟสบุ๊กว่าถ้าจะอ่าน EIA ต้องทำอย่างไร ก็มีพี่นักธรณีวิทยาเกษียณท่านหนึ่งคอมเม้นต์แซวเข้ามาว่า ต้องใช้เวลากี่เดือนเพื่อทำความเข้าใจ แล้วแกก็บอกว่าส่วนตัวสนับสนุนการใช้ประโยชน์แร่โปแตช แต่ต้องมีมาตรการทางสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้น และต้องตั้งโรงงานปุ๋ยควบคู่ไปด้วย โดยมีหลักประกันว่าปุ๋ยที่ผลิตได้ ต้องมีราคาต่ำกว่าปุ๋ยที่นำเข้ากว่า 30% เพื่อให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต หากเหลือใช้ในประเทศจะส่งปุ๋ยออกขายก็ได้ แต่ถ้าผลิตโปแตชเพื่อการส่งออกขอคัดค้านครับ นี่นักธรณีมือเก๋าเลยนะบอก

ว่าแล้วผมก็บอกไปว่าตอนนี้ผมยังหาโรงงานปุ๋ยในรายงานยังไม่เจอครับ แล้วสักพักผมก็มาดูตารางในบทที่ 1 ปรากฏว่าพื้นการขนส่งของโครงการอยู่ใกล้กับทางรถไฟหนองตะไก้ ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.อุดรธานี ดังนั้นการขนส่งแร่โปแตชเพื่อจำหน่ายไปยังลูกค้าในต่างประเทศจึงดำเนินการได้ในทางปฏิบัติ ซึ่งใน EIA เดิมผมจำได้ว่าจะส่งไปสิงคโปร์ แล้วก็ส่งไปทำโรงงานที่จีน

“โครงการจะขนส่งแร่ไปยังทางมาบตาพุด เพื่อส่งออกไปยังลูกค้าต่างประเทศปีละประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี และขนส่งไปยังลูกค้าในประเทศโดยรถบรรทุกปีละประมาณ 500,000 ตันต่อปี ดังนั้นกลับไปที่พี่นักธรณีวิทยาที่มาคอมเม้นต์เฟสบุ๊กผม สรุปแกก็ตอบว่า ครับ ผมคัดค้านครับผม”

ด้าน ดร.อาภา  หวังเกียรติ ได้กล่าวเสริมว่า ในรายงาน EIA เขาไม่ได้ลงรายละเอียดมากเรื่องความคุ้มทุนในการส่งออกไปขายต่างประเทศ

“จริงๆ มันควรจะมีทางเลือกว่า ถ้าเราจะต้องใช้ปุ๋ยแค่ 1,000 ตัน เราควรมีทางเลือกที่จะสั่งปุ๋ยจากต่างประเทศจะคุ้มกว่าไหม เพื่อทำเป็นตัวเปรียบเทียบด้วย นอกจากการผลิตเพื่อส่งออก”

แร่โปแตช มูลค่า 4 แสนล้าน ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของได้ 2 เปอร์เซ็นต์

อาจารย์ด้านธรณีวิทยาท่านนี้ ยังชี้ว่า การทำเหมืองมันมีหลายระดับในผลกระทบ ดังนั้นเราต้องอธิบายให้คนเข้าใจ เพราะสังคมมักมองว่าคนที่ลุกขึ้นมาคัดค้านเป็นพวกขัดขวางความเจริญ แต่ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องขุดแผ่นดินไปขายแล้ว เพราะตอนนี้เรามีอาชีพอื่นทำ รวมทั้งว่ามันมีพัฒนาการในการใช้ทรัพยากร เราไม่จำเป็นต้องใช้แร่โปแตชในปริมาณมากมายขนาดนั้น  

“อย่างในกรณีที่ผมโพสต์บุ๊ก ก็เพื่ออธิบายให้เขาเข้าใจเพื่อให้เกิดแนวร่วม ว่ามันล้าสมัยไปแล้วที่จะต้องมาขุดแร่โปแตชส่งออกขาย มันล้าสมัยไปแล้วสัก 50 ปี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ต้องให้คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติรู้”

แล้วคณะกรรมการแร่ฯ แห่งชาติ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 เพื่อดูนโยบายแร่ แต่ก่อนมันไม่มี ทางพวกเราก็จำเป็นต้องทำให้เขาเห็นถึงผลกระทบและความไม่จำเป็นที่จะต้องขุดแร่ เพราะตอนที่ผมเป็นนักศึกษาจบใหม่ ผมได้ศึกษาเรื่องนี้แรกๆ พบปัญหาดินทรุด คือแต่เดิมที่เขาขุดแล้ว เขาเอาไปขายหมด

“ดังนั้น ที่เราพูดคุยกันมาทั้งหมดคือ เราขุดโปแตชเพื่อขายให้ต่างชาติแล้วเขาทำปุ๋ยมาขายให้เราในราคาแพง อันนี้คือ ถ้าไม่โง่บัดซบคงทำไม่ได้”

อีกประเด็นที่เราต้องสังเกตในฐานะวิชาการคือ เวลาที่เขาบอกว่าตอนนี้เขามีมาตรการถมกลับ เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่รู้ แต่เราต้องดูจุดเด่นของเขาว่าอยู่ตรงไหน อย่างแต่ก่อนอะไรที่เขาขุดขึ้นมา คือเขาจะเอาไปขายหมด ต้องดูว่าเขาให้นิยามคำว่าแร่โปแตชว่าอย่างไรใน EIA นี้ และแร่โปแตชนอกจากเกลือมันก็จะมีเศษดินเศษหินที่ขุดขึ้นมา คือแร่โปแตชทั้งหมด ดังนั้นเขาก็จะขายโดยเฉพาะขายให้สิงคโปร์ แล้วเศษดินเศษหินเขาเรียกว่าเป็นหางแร่ 5 ปีถัดมาเขาก็จะเอามาผสมกับน้ำเกลือเขย่าๆ แล้วเทกลับลงไปในโพรงใต้ดินแล้วเขาจะให้น้ำเกลือมันซึมกลับเข้าไปเอง ผลเพื่อให้การคำนวณของวิศวกรก็คือ จะทรุดไม่เกิน 35 เซนติเมตร ซึ่งตามทุ่งนาก็แทบจะมองไม่เห็น หรือถ้ามองเป็นภาพใหญ่ๆ ก็อาจจะบอกว่ารับได้ อันนี้คือจะชี้ให้เห็นว่า EIA ฉบับเขาต้องการขายอะไร

ดังนั้น EIA ฉบับนี้เขาก็จะขายการทรุดที่น้อยลง จากแต่เดิมเขาไม่ได้ขายจุดนี้ ทีนี้เขาก็ไปเอามาตราฐานจากทั่วโลกมา ดังนั้น ถ้าเราจะไปคุยกับเขาเราจะต้องงัดข้อมูลพวกนี้มา เพราะอย่างอันนี้เขาก็จะปรับมาจากที่ผมกับอาจารย์ปริญญา เคยไปคุยเรื่องนี้กับเขามา ดังนั้นเราก็อาจจะต้องเตรียมข้อมูลให้ดีๆ งัดมันออกมาทีมทนายก็จะต้องเตรียมข้อมูลให้ดี เพราะเขาก็จะบอกว่า เขาแก้ไขปัญเรื่องดินทรุดมาระดับหนึ่งแล้ว เพราะว่าเขาก็มีวิชาการรองรับ

พื้นที่ตั้งโรงแต่งแร่ มีเนื้อที่ประมาณ 1,680 ไร่ อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟบ้านหนองตะไก้ ขณะเดียวกันอยู่ติดหนองนาตาล ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสาธารณะของชุมชน

ประเด็นที่สอง ก็คือว่า แต่เดิมมาตรการป้องกันผลกระทบที่ออกไปสู่ทั้งน้ำใต้ดินและบนดิน มาตรการแต่ก่อนหละหลวมกว่านี้เยอะ ทีนี้เขาก็เพิ่มทั้งบ่อสำรวจและเพิ่มการมอนิเตอร์ หรืออะไรขึ้นมาสารพัดเพื่อป้องกัน ดังนั้นก็ต้องเตรียมข้อมูลเหล่านี้ด้วยเพื่อเป็นข้อต่อสู้ที่เขาทำขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องการทรุดตัว หรือน้ำเกลือ รวมทั้งไอเกลือที่ออกมา มันไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดหรอก เพราะมันยังมีข้อผิดพลาดอีกมากมายที่อาจะเกิดขึ้นได้

ส่วนการปิดเหมืองเขาก็ขับเคลื่อนด้วยคณะกรรมการ ซึ่งผมคิดว่าไม่พอ และเรื่องที่น่ากังวลคือ สมมุติว่าเขาทำดีมาตลอด 20 ปี แล้วมันไม่ทรุด แต่ดินเริ่มทรุดในปีที่ 30 ขึ้นไป ที่แบบปรากฏใน EIA เราจะรู้ได้อย่างไร แล้วตอนนั้นเหมืองก็ไม่อยู่แล้ว เนื่องจากมันมีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ซึ่งจากเดิมมันมีเป็นชั้นหินและเกลือ เมื่อมันไม่มีการแข็งตัวแล้วจะทำอย่างไร หากว่าดินทรุดหรือบังเอิญมีคนขุดแล้วชั้นดินที่เขาเคยหล่อปิดไว้มันแตกแล้วมันสารมาปนเปื้อนในดิน ในน้ำเราจะทำอย่างไร อย่างกรณีของ อ.ด่านขุนทด เราต้องกลับมาทบทวนว่าเราจะทำอย่างไร ถ้าเกิดกรณีแบบนั้น และที่สำคัญเราต้องกลับมาถามประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ว่า เรายอมให้ประเทศไทยใช้แร่แบบนี้เหรอ ในขณะที่มีคณะกรรมการแร่ฯ แห่งชาติแล้ว

“สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมได้ ทีนี้เขาแก้อย่างไรใน EIA ฉบับนี้ เขาก็แก้โดยการชดเชยด้วยกองทุนต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือของเขา”

อาจารย์ศศิน ได้คำนวณให้เห็นถึงตัวเลขผลประโยชน์จากการขุดเอาแร่โปแตชขึ้นมาขาย คือมีมูลค่ามากถึง 4 แสนล้านบาท ขณะที่ผลประโยชน์ที่ชุมชนหรือประชาชนจะได้รับในรูปแบบกองทุน หรือการชดเชยเยียวยาต่างๆ จะถูกแบ่งออกเป็นก้อนใหญ่ๆ อยู่ 2 ก้อน คือ ก้อนแรก 1,000 กว่าล้าน บริษัทเหมืองจะใช้เป็นค่าชดเชย เยียวยาพื้นที่ เช่น ค่าลอดใต้ถุน หากลองเอาสองหมื่นกว่าไร่มาหารจำนวนเงิน ก็จะตกหลังคาเรือนละ 3-4 หมื่นบาท แต่บริษัทคงไม่เอามาแจกที่บ้านเพราะเขาจะเอาเสียค่าลอดใต้ถุน ส่วนอีก 1,000 กว่าล้าน เขาจะเอาไว้ให้คนที่มีส่วนร่วม แต่ถ้าจะให้คนที่มีส่วนร่วมจริงๆ มันจะต้องให้ชุมชน แต่เขาคงไม่ให้ชาวบ้านโดยตรง ที่เหลือก็จะเป็นเงินกองทุนการศึกษา และอื่นๆ รวม 10,000 ล้านบาท

“เงินเหล่านี้คิดเป็นแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ จากเงินที่ลงทุนทำเหมืองเท่านั้นเอง คำถามคือ มันคุ้มแล้วหรือไม่กับเงินเพียง 2 เปอร์เซ็นต์”

หมายเหตุ : เนื้อหาจากเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ “อีไอเอ…เหมืองโปแตซอุดรธานี” โดยมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้จัดขึ้น ที่ห้องประชุม โรงแรมประจักษ์ตรา ดีไซน์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี  เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566