คณะกรรมการ กป.อพช. ภาคใต้ชุดใหม่ นำโดยวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี เลขาธิการฯ บัณฑิตา อย่างดี รองเลขาธิการฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการทั้ง 13 คน ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากการประชุมสมัชชาใหญ่ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ประกาศจะขับเคลื่อนและนำพาขบวนนักพัฒนาภาคใต้ไปตามวาระ 2 ปี ข้างหน้า ดังนี้

คำประกาศสมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้

‘หยุดกฎหมายอภิสิทธิ์ชน ยับยั้งภัยคุกคามภาคใต้ สร้างสรรค์รูปธรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน’

จากการประมวลสถานการณ์สังคมการเมือง และสิ่งแวดล้อมในเวทีสมัชชาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ ประจำปี พ.ศ. 2566 ในครั้งนี้ มีบทสรุปที่เกิดขึ้นจากการนำเสนอและแลกเปลี่ยนจากองค์กรสมาชิกและภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด จนตกผลึกร่วมกันอย่างน่าสนใจหลายประการ อันหมายถึงข้อห่วงกังวลที่เกิดขึ้นจากแนวนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และรูปธรรมการดำเนินงานของพวกเราที่เชื่อว่าจะเป็นทางรอดให้กับสังคมภาคใต้ ที่พอจะนำเสนอได้เบื้องต้น ดังนี้

1. ภัยคุกคาม ที่จะเกิดขึ้นจากแนวคิดการพัฒนาภายใต้นโยบายทางการเมืองของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ในพื้นที่ภาคใต้ อย่างเช่น การผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ ร่าง พ.ร.บ. SEC ,โครงการแลนด์บริดจ์ระนอง – ชุมพร ,การแก้ไขพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 , นโยบายการให้สัมปทานเหมืองแร่ , นโยบายคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชายเลนและป่าบก ,นโยบายการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมถึงการดำเนินโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ,นโยบายด้านพลังงาน ที่รวมถึงการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจำนวนมาก ,โครงการสร้างเขื่อนในหลายพื้นที่ของภาคใต้ เป็นต้น

2. รูปธรรมการดำเนินงานที่เชื่อว่าจะเป็นทางรอดในภาคใต้ เราพบว่า แนวทางในการจัดการทรัพยากรที่ชุมชนมีส่วนร่วมกับภาคีพัฒนาต่างๆ ในท้องถิ่น ที่มีการดำเนินการในหลายพื้นที่และหลายมิติ อย่างเช่นการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การจัดการป่าไม้ที่ดิน การจัดการน้ำ ซึ่งรวมถึงการจัดการผลผลิตด้านการประมง การเกษตรที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค และหมายรวมถึงการสร้างกระบวนการในการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ท้องที่ท้องถิ่น ภาคเอกชน วิชาการ และประชาสังคมได้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนรูปธรรมการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติต่างๆ ทั้งด้านสังคม การเมืองภาคพลเมือง การศึกษา เศรษฐกิจชุมชนที่สร้างสรรค์ อันเป็นการพัฒนาบนฐานศักยภาพของภาคใต้ที่มีอยู่อย่างครบครัน ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าแนวทางเหล่านี้จะนำพาประชาชนภาคใต้ไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนได้จริง

โอกาสนี้ พวกเราในฐานะสมาชิกและภาคีเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ ขอประกาศว่า เราจะผนึกกำลังร่วมกัน เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ดังที่กล่าวไว้แล้วเบื้องต้นอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะการยับยั้งไม่ให้กฎหมายพิเศษ ที่เรียกว่า (ร่าง) พระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนเฉพาะกลุ่ม ที่เสมือนเป็นการสร้างทางด่วนพิเศษให้กับอภิสิทธิ์ชน ได้เข้ามาใช้ช่องทางนี้ในการแย่งยึดฐานทรัพยากรของพวกเราได้อย่างชอบธรรม บนความฉ้อฉลของระบบการเมืองที่เลือกปฏิบัติ แล้วอ้างว่าจะสร้างความเจริญให้กับพวกเรา

และที่มากไปกว่านั้น กฎหมายฉบับนี้จะกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง กลุ่มทุนและชนชั้นนำ ใช้ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ต่างๆอีกจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ระนอง – ชุมพร ที่รัฐบาลกำลังผลักดันและตระเวนเดินสายขายโครงการอยู่ในเวลานี้ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ รัฐบาลกำลังสร้างมาตรฐานทางการปกครองแบบใหม่ ในลักษณะของ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่เป็นการสถาปนาอำนาจพิเศษให้กับฝ่ายการเมืองและกลุ่มทุนอย่างชัดเจนภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งพวกท่านเรียกว่า “คณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้” ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมีรัฐมนตรีเกือบทุกกระทรวงและตัวแทนองค์กรภาคธุรกิจอีกจำนวนหนึ่งเป็นคณะกรรมการ ซึ่งอำนาจของคณะกรรมการชุดนี้ ไม่ต่างอะไรกับคณะรัฐบาล ที่สามารถดำเนินการยกเลิกหรือละเว้นที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายปกติได้ และยังสามารถสร้างกฎหมายใหม่ เพื่อให้เอื้อประโยชน์กับนักลงทุนได้ง่ายขึ้น ภายใต้เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเริ่มต้นในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน 4 จังหวัด คือ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช และยังสามารถประกาศขยายเขตนี้เพิ่มเติมได้อีกอย่างไร้ข้อจำกัด และยังไม่นับรวมถึงการให้สิทธิพิเศษกับผู้ประกอบการที่จะเข้ามาลงทุนทั้งด้านภาษี การใช้ที่ดิน แหล่งน้ำ ด้านแรงงาน ด้านการเงิน และอื่นๆ อีกหลายกรณี ซึ่งจากสิทธิดังกล่าวนี้จะนำไปสู่การละเว้นการบังคับใช้กฎหมายปกติที่มีอยู่แล้วเกือบ 20 ฉบับ

ทั้งหมดนี้ จึงมีเหตุผลเพียงพอที่พวกเราจะยับยั้งกฎหมายฉบับนี้ ไม่ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ และในพื้นที่ภาคอื่นๆ ของประเทศไทย บนหลักการที่ว่า “ประเทศไทยมีสิทธิในการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน” ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือนักการเมืองและนักธุรกิจ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นประเด็นสำคัญของพวกเราที่จะขับเคลื่อนและจะสร้างการร้อยรวมพลังประชาชนทุกภาคส่วนให้ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกันอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกันนี้พวกเรายังพร้อมที่จะประสานกับเพื่อนต่างภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันตก ตะวันออก และภาคกลาง เพื่อจะสร้างปฏิบัติการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด

พวกเรายังยืนยันว่า ศักยภาพของภาคใต้ ทั้งด้านทรัพยากร สังคมวัฒนธรรม ฐานเศรษฐกิจ และความตื่นรู้ของภาคพลเมือง ถือเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนา ซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาที่นำต้นทุนศักยภาพของพื้นที่ที่มีอยู่มาเป็นฐานและการให้อำนาจในการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่มาจากประชาชนในพื้นที่ มิใช่ให้อำนาจส่วนกลางกำหนดโครงการพัฒนา โครงสร้างอำนาจที่มาครอบอำนาจท้องถิ่น ออกกฎหมายพิเศษมาเป็นส่วนขยายอำนาจของส่วนกลางเพื่อเอื้อต่อกลุ่มทุนและละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน ของคนในพื้นที่ รัฐบาลต้องทำความเข้าใจและความชาญฉลาดในการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนอย่างแท้จริง และเป็นการพัฒนาเพื่อสร้างความสุขของทุกฝ่าย ไม่ใช่เพื่อเอื้อประโยชน์กับคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น

 สิทธิในการพัฒนาต้องเป็นสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง เราไม่ยอมรับการพัฒนาที่คิดจากส่วนกลางโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วมเช่น ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อันเป็นต้นทางของกฎหมายพิเศษอย่างเช่นกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อื่นๆ เราจะร่วมกันปกป้องฐานทรัพยากร สิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน สิทธิในการพัฒนาของคนในพื้นที่ เราจะหยุดกฎหมายอภิสิทธิ์ชน ยับยั้งภัยคุกคามภาคใต้ สร้างสรรค์รูปธรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน และจะร่วมเรียนรู้กับภาคประชาชนอื่นๆ ในกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชน ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อให้สิทธิเหล่านี้ถูกรับรองอย่างชัดเจนมากขึ้น

ประกาศ ณ มูลนิธิอันดามัน จังหวัดตรัง

ในเวทีสมัชชาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้

วันที่ 17 ธันวาคม 2566

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ