
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00-12.00 น. ที่ห้องประชุมศรีสองรัก ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดเลย ได้มีการประชุมคณะทำงานจัดทำและพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมบริเวณในและรอบเหมืองแร่ทองคำ ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ตามคำสั่งแต่งตั้งของอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ประธานคณะทำงาน ได้มอบหมายให้นายอนุพงศ์ คำภูแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัด ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้
คณะทำงานฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากภาคส่วนราชการ นักวิชาการ องค์กรเอกชนและภาคประชาชน อาทิ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.), อุตสาหกรรมจังหวัดเลย, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรมป่าไม้, นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลย, กรมควบคุมมลพิษ, มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC), โครงการขับเคลื่อนนโยบายสารธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM), มูลนิธิบูรณะนิเวศ, เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ และกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านรอบเหมืองทองคำจังหวัดเลย จำนวน 30 คน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่และประชาชนทั่วไป สนใจเข้าร่วมติดตามการประชุมครั้งนี้ด้วย
ทั้งนี้ ก่อนการประชุมวันนี้ 1 วัน (1 พ.ค.) คณะทำงานฯ ได้ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบผลการดำเนินการกำจัดบำบัดของเสียบริเวณในและรอบเหมืองแร่ทองคำ ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด โดยบริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือ เจนโก้ เป็นผู้ซื้อทรัพย์และได้รับการประมูลรื้อถอนโรงแต่งแร่ และกำจัดบำบัดกากของเสียที่ปนเปื้อน โดยจุดสำคัญที่มีการลงตรวจสอบ ได้แก่ 1.) บ่อรับน้ำจากโรงแต่งแร่ หรือบ่อสังเกตการณ์ 2.) อาคารเก็บสินแร่ 3.) โรงลอยแร่ 4.) โรงถลุงแร่ และ5.) สำนักงานบริษัทฯ เพื่อนำผลการลงพื้นที่มาประชุมหารือในวันนี้ด้วย
โดยตัวแทนของบริษัทเจนโก้ ได้ชี้แจงว่า บริษัทฯ ได้รับการประมูลรื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 ซึ่งในข้อตกลงคือ เจนโก้จะต้องรื้อทรัพย์สินที่เป็นโครงสร้างเหล็ก ถังบรรจุน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษจำนวนกว่า 10 ถัง พร้อมกับนำของเสียที่ตกค้างไปกำจัดด้วย หลังจากนั้นเจนโก้ก็เข้าทำงานโดยเริ่มรื้อในส่วนโซนโลหกรรม และมีการปรับพื้นที่ในช่วงต้นเดือนธันวาคม รวมทั้งมีการเก็บกากสารพิษออกไปกำจัดในพื้นที่ของบริษัทฯ ที่จัดเตรียมไว้ตามมาตรฐาน ปัจจุบันได้ดำเนินการแล้วเสร็จเหลือเพียงขั้นตอนการส่งมอบงาน
ขณะที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ ได้ชี้แจงถึงปัญหาระหว่างการดำเนินงานของเจนโก้ ว่ามีการแอบปล่อยน้ำจากถังโดยไม่ได้นำไปกำจัดตามมาตรฐาน, เกิดไฟไหม้ 2 ครั้ง ระหว่างการรื้อถอนโดยผู้ได้รับการประมูลงานไม่ได้เตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันและรับมือต่อเหตุการณ์ รวมทั้งคนงานไม่ได้มีการปกป้องหรือแต่งกายเพื่อป้องกันจากการทำงาน นอกจากนี้กลุ่มชาวบ้านก็มีข้อเสนอให้ทางเจนโก้ เก็บตัวอย่างดินและน้ำเพิ่มเติมในหลายจุด เพื่อไปนำตรวจวัดคุณภาพว่าได้ตามค่ามาตรฐานจริงหรือไม่ อย่างไรก็ดี หลังจากรื้อถอนเสร็จแล้วชาวบ้านเสนอขอกันพื้นที่บางส่วนไว้เป็นพิพิธภัณฑ์หรืออนุสรณ์สถานแห่งการต่อสู้และเป็นพื้นที่ป่าชุมชนด้วย

ด้านนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, รองประธานคณะกรรมการมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูว่าเราเห็นด้วยหรือไม่ ในการที่ชาวบ้านอยากจะทำให้ตรงนี้เป็นอนุสรณ์สถานและเป็นป่าชุมชน ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ ในส่วนของเจนโก้ก็จะต้องทำตามกำหนดวาระสัญญา เราก็ต้องเห็นใจ เพราะในเรื่องของหลุมบ่อ หรืออาคารต่างๆ ที่มีเศษซากของสารเคมีหรือว่าวัตถุเป็นพิษ คือสิ่งที่เจนโก้จะต้องรับผิดชอบ รวมถึงการตรวจดิน ตรวจน้ำเพิ่มเติม
“เราต้องตกลงว่าสิ่งซากที่เหลืออยู่เราจะเอาอย่างไร หนึ่งเราต้องเห็นด้วยกับหลักการก่อน สองก็เป็นเรื่องที่คณะทำงานก็ต้องถามทางป่าไม้ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ตามกฎหมาย ส่วนชาวบ้านก็ต้องเขียนรายละเอียดให้ชัดว่าแผนฟื้นฟูของชาวบ้านตรงนั้นจะเป็นอย่างไร เราก็อาจจะนำไปพิจารณาในวาระประชุมคราวต่อไป” นพ.นิรันดร์ กล่าว
ต่อมาคณะทำงานฯ ได้พิจารณาเรื่อง แนวทางและกรอบเวลาการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมบริเวณในและรอบเหมืองแร่ทองคำ ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด โดยผู้แทน กพร. และนักวิชาการ ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาผลกระทบ ทั้งตามหลักวิชาการ แนวทางสากลจากต่างประเทศ รวมทั้งการดำเนินการภายใต้กฎหมายกำหนด เป็นต้น หลังจากนั้นที่ประชุมจึงมีมติให้ตั้งคณะทำงานชุดเล็กเพื่อทำแผนปฏิบัติการฟื้นฟูและวางกรอบระยะการทำงาน 3 เดือน

โดย ดร.อาภา หวังเกียรติ นักวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เสนอในแง่ของกลไกการทำงานเราน่าจะเสนอเป็นคณะกรรมการหรือคณะทำงานชุดเล็ก เพื่อมานั่งทำแผนฟื้นฟูร่วมกัน ซึ่งตนเข้าใจทางกพร. ว่าอาจจะโฟกัสเฉพาะในพื้นที่เหมืองแร่โดยเฉพาะเรื่องบ่อกักเก็บแร่ แต่ของชาวบ้านมีเรื่องสุขภาพ เรื่องชุมชน นอกจากนี้การที่จะต้องเร่งด่วนเรื่องบ่อกับเก็บแร่ อันนี้อาจจะเป็นแผนระยะสั้นที่ควรทำได้เลย มันควรจะตรวจสอบว่า ตรงบ่อกักเก็บแร่ในปัจจุบันสถานภาพมันเป็นอย่างไร ซึ่งมันเป็นเหมือนอะไรร้อนๆ อยู่ในพื้นที่
“ควรให้คณะทำงานชุดเล็กไปหารือกันว่ามันมีแผนย่อยที่เป็นในหลายมิติ เช่น มีแผนเรื่องสุขภาพ เรื่องมลพิษ เรื่องของการทำศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูชุมชนฟื้นฟูป่า และไปหากลไกการทำงานอีกทีหนึ่ง แบ่งเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เพื่อให้มันขยับไปได้” ดร.อาภา กล่าว

ในส่วนของนายอนุพงศ์ คำภูแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ประธานในการประชุม กล่าวว่า มอบหมายให้ส่วนราชการและภาคประชาชนเสนอรายชื่อคณะทำงานชุดเล็กมาแล้วส่งให้ฝ่ายเลขาเพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามแต่งตั้ง โดยชุดเล็กมีกรอบระยะเวลาทำงาน 3 เดือน และทำแผนให้ละเอียดออกมา ซึ่งพอได้แผนแล้วเราก็ค่อยมาไล่กันว่ากิจกรรมตามแผนเราจะเสนอหน่วยไหน หรือส่วนใดที่ดำเนินการได้ก็ว่ากันไปไม่ต้องรอ เพื่อให้เกิดแผนปฏิบัติการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม
“ตอนนี้เราเป็นทีมคณะทำงานเดียวกันเพียงแต่ว่าเราเดินออกจากบ้านคนหลัง แต่เรามาทำงานร่วมกัน มีปัญหาก็ให้ประสานงานกันบ่อยๆ ถ้าเรามุ่งที่จะทำงานจริงๆ แล้วผมว่าพี่น้องประชาชนก็ค่อยช่วยเราอยู่ ก็คอยให้กำลังใจอยู่ ถ้าเราทำตรงนี้ประสบความสำเร็จร่วมกัน เก็บไว้แผ่นดินนี้ใครผ่านไปผ่านมาเขาก็เห็น” นายอนุพงศ์ กล่าว

ด้าน น.ส.รจนา กองแสน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านรอบเหมืองทองคำจังหวัดเลย เปิดเผยในภายหลังว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านใช้ทุกช่องทางและทุกกระบวนการในการต่อสู้ จนสามารถปิดเหมืองได้ และศาลมีคำพิพากษาให้มีการฟื้นฟูโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้นชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นผู้ได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนาน จึงผลักดันให้เกิดแผนการฟื้นฟูโดยภาคประชาชน และขอมีสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งในการเป็นคณะทำงาน
“เราก็หวังมานานแล้วว่าจะมีการฟื้นฟู และในอนาคตก็อยากเห็นการฟื้นฟูไปด้วยกันระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนนักวิชาการและภาคส่วนต่างๆ เข้ามาให้ข้อเสนอ แนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟู ซึ่งหากคณะทำงานชุดเล็ก สามารถพูดคุยและทำงานได้เร็ว ก็คิดว่ามันจะเป็นประโยชน์และนำไปสู่แผนการฟื้นฟูตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้” รจนา กล่าว











