
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ระหว่างเวลา 08.30 – 16.00 น. กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อบูรณาการ การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติ ว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในระดับจังหวัด ครั้งที่ 5 ขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทารา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ประมาณ 100 คน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้
การประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจ กับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566-2570) และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในระดับจังหวัดสามารถบูรณาการนำแผนปฏิบัติการฯ ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
โดย คุณเอมอร เสียงใหญ่ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้กล่าวเปิดการประชุมผ่านระบบ Video Conference ว่า ปัจจุบันธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มีการตื่นตัวของกระแสประชาคมโลกเกี่ยวกับการแข่งขันและการขยายตัวทางเศรษฐกิจซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ กล่าวคือ ในเชิงบวกก็คือการพัฒนาเศรษฐกิจย่อมทำให้เกิดรายได้เพิ่มมากขึ้นเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
แต่ในขณะเดียวกันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน เกิดการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นต่างๆ เช่น สิทธิในด้านแรงงาน สิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการของภาคธุรกิจ หรือโครงการขนาดใหญ่ในหลายๆ กรณีอาจส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประเทศนั้นๆ ด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบดั่งกล่าวที่จะเกิดขึ้น” อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าว

อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลไทยจึงได้มอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและผลักดันหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน รวมถึงการจัดทำและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ต่อไปนี้จะขอเรียกว่าแผน NAP ไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
แผน NAP เคยดำเนินการมาตอนนี้เป็นระยะที่ 2 แต่ว่าในระยะที่ 1 ตั้งแต่ พ.ศ.2562-2565 เป็นแผนแรกในเอเชีย และได้รับควานเห็นชอบจากครม. ประกาศใช้ตั้งแต่ 29 ตุลาคม 2562 เป็นต้นมา รวมที่ผ่านมาทุกภาคส่วนได้ร่วมการขับเคลื่อนแผน NAP ประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง ประเทศในอาเซียนได้มาแลกเปลี่ยน ในระยะที่ 2 มีเป้าหมายสำคัญคือส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจมีความตระหนักและดำเนินการธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ และเคารพสิทธิมนุษยชน โดยครอบคลุมประเด็นที่สำคัญ 4 ด้าน 1.ด้านแรงงาน 2.ด้านชุมชน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ด้านที่ 3 นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ด้านที่ 4 การลงทุนระหว่างประเทศและบริษัทข้ามชาติ
“สำหรับการประชุมในวันนี้วัตถุประสงค์เพื่อจะเพิ่มความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแผน NAP ในระยะที่ 2 การส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในระดับจังหวัด สามารถที่จะบูรณาการ การนำแผน NAP ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป” คุณเอมอร กล่าว
หลังจากนั้นในช่วงเวลา 10.00-12.00 น. ได้มีเวทีเสวนาในหัวข้อ “มาตรฐานสากล สู่การยกระดับสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในระดับพื้นที่อย่างมั่นคงและยั่งยืน” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย 1.) คุณธาริณี สุรวรนนท์ ผู้จัดการโครงการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย 2.) คุณอานนท์ ยังคุณ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาระบบและสร้างหลักประกันสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ 3.) คุณรัตนาวดี เกียรติซิมกุล ผู้อำนวยการกำกับดูแลกิจการ บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) และ 4.) คุณ ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ประสานงาน มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน โดยมี คุณจีรภรณ์ ศิริพลัง ทุมมาศ หัวหน้ากลุ่มวิเทศสัมพันธ์และส่งเสริมการปฏิบัติตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นผู้ดำเนินรายการ

คุณ ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) กล่าวว่า มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เป็นองค์กรให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็จะมีเคสต่างๆ ในประเทศไทย โดยถ้าเป็นจังหวัดสงขลา เราเริ่มตั้งแต่ยังไม่เป็นมูลนิธิฯ ก็คือประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน กรณีเหมืองหินเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ซึ่งเวลาเราคิดโมเดลเรื่องของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เรื่องของเหมืองหินมันก็คือภาคธุรกิจไปลงทุน ไปทำเหมือง แล้วเกี่ยวอะไรกับหน่วยงาน ก็คือ หน่วยงานเป็นผู้อนุญาต เช่น อุตสาหกรรมจังหวัด กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นต้น
กรณีเรื่องเหมืองหินเขาคูหามีผลกระทบจริงๆ ช่วงประมาณปี พ.ศ.2551-53 ชาวบ้านลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการจนกระทั่งว่ามีการไปร้องเรียน ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีว่าการประกอบกิจการส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน ก็คือว่าในเรื่องของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ฝุ่นที่กระจายออกจากเหมือง ปัญหาที่สองก็คือ บ้านเรือนแตกร้าว ซึ่งหลังจากชาวบ้านร้องเรียน ทางอำเภอก็ประกาศให้มีการสำรวจว่ามีใครบ้างได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ปรากฏว่ามีประมาณ 326 ครอบครัวไปลงทะเบียน
“นอกจากนี้ก็มีเรื่องสุขภาพจิต คือ ตกใจกลัว เพราะว่าทุกๆ วัน ช่วงหกโมงเย็นจะมีเสียงระเบิดดังขึ้น สมัยนั้นคือแรงระเบิดทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนชาวบ้านเขาเล่าให้ฟังว่า บ้านมันจะไหว พื้นจะไหวทุกวัน นึกถึงสภาพว่าไหวๆ แล้วก็เสียงตึ้งดังตามมา คนก็จะตกใจและหวาดกลัว ที่สำคัญคือก้อนหินที่ระเบิดตกใส่ในบ้าน มีบ้านหลังหนึ่งอยู่ติดเขา เขามีพ่อนอนติดเตียงมีอยู่วันหนึ่งก้อนหินตกลงมาข้างที่นอนพ่อมันไม่ใช่แค่เรื่องว่าความตกใจกลัวแต่มันคือเรื่องความปลอดภัยด้วย” ส.รัตนมณี กล่าว
ทนายความและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ยังกล่าวด้วยว่า การร้องเรียนปรากฏว่า พอทำหนังสือร้องเรียนไป มีหน่วยงานลงมาตรวจสอบแต่ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไขปัญหา ไม่ได้มีการเยียวยาจนทางเราเข้าไปคุยกับชาวบ้านว่าชาวบ้านมีสิทธิในการเรียกร้องด้วย คือถ้าเราไม่เข้าไปชาวบ้านก็รู้แค่ว่าจะต้องเรียกร้องให้หยุดแต่ไม่รู้ว่า เขาสามารถเรียกค่าเสียหายจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาได้ เราก็เลยเข้าใช้กลไกเรื่องของการเยียวยาในการฟ้องศาล
“แต่เชื่อไหมคะว่า 326 ราย ฟ้องกันจริงๆ มีเพียงแค่ 6 รายที่มาฟ้องคดี เพราะว่ามีปัญหาเรื่องอิทธิพลความกลัวชาวบ้านบอกว่าฟ้องแล้วชนะไหม ท่านลองคิดดูว่า เวลาชาวบ้านไปศาลชาวบ้านต้องมีความกล้าขนาดไหนที่จะต้องไปฟ้อง”
แล้วพอไปฟ้อง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ยื่นฟ้องก็คือบริษัทก็ฟ้องแกนนำชาวบ้านบอกว่าหนังสือที่ไปร้องเรียนนายกฯ เป็นการหมิ่นประมาทเขาก็มาฟ้องเรียกค่าเสียหายในฐานะหมิ่นประมาท 60 กว่าล้านบาท ใครที่ได้รับจดหมายหรือหมายศาลถ้าแพ้คดีต้องจ่าย 60 ล้าน ท่านลองคิดดูว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร
คนเหล่านี้ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้โดยส่วนใหญ่เราจะเรียกว่านักปกป้องสิทธิ เขาเป็นเพียงแค่ผู้ไปร้องเรียนแต่กลายเป็นว่าเอาหนังสือร้องเรียนมาฟ้อง สิ่งที่เราเห็นจากตัวอย่างนี้ มีตั้งแต่เรื่องว่า หนึ่ง แล้วหน่วยงานไปอยู่ที่ไหน หน่วยงานในที่นี่คือฝ่ายปกครอง มีหน้าที่ไปดูแลแก้ไขเยียวยา สอง หน่วยงานที่เป็นผู้ที่ต้องกำกับดูแล เพราะเขาจะต้องเข้าไปกำกับดูแลไม่ให้บริษัทประกอบกิจการที่ก่อมลพิษ ซึ่งไม่ใช่ว่าบริษัทจะได้รับใบอนุญาตแล้วจะทำอะไรก็ได้
“หน่วยงานมีหน้าที่ในการเข้าไปกำกับดูแลอันนี้คือเป็นการคุ้มครอง หน่วยงานมีหน้าที่เข้าไปคุ้มครองไม่ให้เกิดปัญหา บริษัทเองมีหน้าที่ในการเคารพชุมชน บริษัทต้องประกอบกิจการที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ซึ่งอันนี้ก็เป็นปัญหาพอชาวบ้านมาเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาแทนที่จะได้รับการเยียวยาก็กลับถูกฟ้องกลับ”
สถานการณ์เรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมันมีมานานแล้ว แต่ด้วยสหประชาชาติไปเน้นของสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้มองว่าภาคธุรกิจจะก่อให้เกิดปัญหา พอถึงที่สุดเราจะพบว่าเมื่อโลกมันพัฒนาไปองค์ประกอบสำคัญที่ต้องเข้ามารับผิดชอบก็คือภาคธุรกิจด้วย เพราะว่ากิจกรรมทั้งหมดในโลกนี้มันไปอยู่ในภาคธุรกิจกันหมดแล้ว มันไม่ได้อยู่ในภาครัฐในภาครัฐมันมีแค่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน
“เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นว่า จริงๆ เราอยู่กับประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมาตลอด แต่ว่าเราไม่ได้มีกลไกมาใช้ เราไม่ได้มี การตระหนัก แต่เมื่อมีการตระหนักแล้วเราจะทำอย่างไรให้การตระหนักเหล่านี้ทำให้เกิดการคุ้มครองได้” ส.รัตนมณี กล่าวทิ้งท้าย








