มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) และนักกฎหมายชุมชน (Paralegal) ในพื้นที่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการของรัฐและเอกชน เช่น การทำเหมืองแร่ การก่อสร้างท่าเทียบเรือ และแนวกันคลื่น เข้าร่วมอบรมโครงการแลกเปลี่ยนนักกฎหมายชุมชนระดับภูมิภาค ภายใต้ชื่องาน “สาดแสงไปยังนักกฎหมายชุมชน : การเสริมพลังชุมชน, การแลกเปลี่ยนเรื่องราว, การสร้างความสามัคคี” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 สิงหาคม 2567 ที่โรงแรม Palazzo กรุงเทพมหานคร

โครงการดังกล่าว จัดโดย Grassroots Justice Network Southeast Asia ซึ่งนอกจากผู้เข้าร่วมจากประเทศไทยแล้ว ก็ยังมีนักกฎหมายในชุมชนจากประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา และสปป.ลาว ซึ่งเป็นองค์กรสมาชิกของเครือข่ายยุติธรรมรากหญ้า หรือ Grassroots Justice Networks (GJN) เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ด้วย

เป้าหมายหลักของการแลกเปลี่ยนนักกฎหมายชุมชน คือ การให้นักกฎหมายชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถพัฒนาแผนงานระดับภูมิภาคที่เน้นประเด็นหลัก4 ประเด็น ได้แก่ ความปลอดภัย การยอมรับและความยั่งยืน การสร้างศักยภาพ และความสามัคคี

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเยี่ยมชมชุมชนขององค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่งในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แบ่งปันและเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเกี่ยวกับงานในชุมชนของตน องค์กรที่เข้าเยี่ยมชม ได้แก่ องค์กรการเข้าถึงผู้ลี้ภัยประเทศไทย (Asylum Access Thailand), มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation), มูลนิธิสิทธิมนุษยชนเพื่อการพัฒนา (Human Rights and Development Foundation) ศูนย์กฎหมายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University Law Center) และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (Thai Lawyers for Human Rights)

Paralegal ที่เป็นมากกว่า นักกฎหมายชุมชน

ชุติมา ชื่นหัวใจ จากกลุ่มรักษ์บ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง คัดค้านโครงการเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ เธอเล่าให้ฟังถึงความหมายของการเป็นนักกฎหมายชุมชน หรือ Paralegal ตามที่เธอเข้าใจว่า คือ ผู้ช่วยนักกฎหมายที่เป็นตัวแทนอยู่ในชุมชน เป็นตัวแทนชาวบ้านที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับทีมนักกฎหมายหลักหรือทีมทนายความที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านคดีแก่ชุมชน ขณะเดียวกัน หากชาวบ้านถูกดำเนินคดี Paralegal ก็จะคอยทำหน้าที่ช่วยเหลือ และคอยเคียงข้าง ให้กำลังใจพี่น้อง

“ในชุมชนของพี่มีการเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการเหมืองแร่มาเกือบ 20 ปี และตั้งแต่มีคดีความก็มีนักกฎหมายหลักเข้าไปให้ความช่วยเหลือเรื่องคดี โดยมีตัวแทนชาวบ้านหรือแกนนำประมาณ 3-4 ราย ที่จะมาเป็นตัวแทนชาวบ้านคอยประสานงานกับทีมนักกฎหมายหลักเพื่อทำคดี และทำเอกสารเวลาขึ้นศาล” ชุติมา กล่าว

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ แกนนำกลุ่มรักษ์บ้านแหง ตอบว่า

สิ่งแรกเลยก็คือเป็นความตื่นเต้นมากที่เจอเพื่อนหลากหลาย ได้เรียนรู้ว่าเพื่อนๆ ต่างประเทศ เจออะไรบ้างและทุกคนก็ได้แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังพบว่า มีหลายพื้นที่ที่เป็น Paralegal ที่ทำงานเยอะกว่าเรา และเราก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากการแลกเปลี่ยนตรงนั้นเยอะมาก มันสร้างความเข้มแข็ง สร้างความเพลิดเพลินให้เรามากขึ้น และได้เห็นกิจกรรมอะไรหลายๆ อย่างที่เราสามารถเอามาปรับใช้กับชุมชนได้

“หลังจากนี้ก็คงจะเอาความรู้จากตรงนั้นมาเผยแพร่สู่พี่น้องชาวบ้านที่นี่ให้พี่น้องชาวบ้านในชุมชนได้รับรู้ว่าเรามีแบบนี้นะจากการที่เราเป็นตัวแทนแกนนำช่วยประสานงานกับนักกฎหมายหลัก แต่ว่าตอนนี้เราไปเสริมสร้างความแข็งแกร่งมากขึ้น” เธอกล่าวด้วยความมุ่งมั่น

ชุติมา ยังกล่าวด้วยว่า แน่นอนว่าการต่อสู้ของเราเพียงลำพังมันย่อมไม่มีพลัง ดังนั้น การมีเครือข่ายมันจะเป็นการเสริมสร้างพลังให้ชุมชนของเราแข็งแกร่งขึ้น

“ในใจก็ยังแอบคิดอยู่เล็กๆ ว่า ถ้าเรามีสถานะให้ Paralegal มีการยอมรับ มีคนรู้จักมากขึ้น เราก็จะได้มีพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมมากขึ้น”

นักกฎหมายชุมชน ควรมีตัวตน หรือสถานะที่ชัดเจน

ด้านสมหญิง ยศวิปาน สภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลคลองวาฬ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากพื้นที่โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งชายหาดคลองวาฬ (กำแพงเขื่อนบนชายหาด) กล่าวว่า รู้สึกชอบมากกับกระบวนการในเวทีแลกเปลี่ยนนักกฎหมายชุมชนระดับภูมิภาคครั้งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำชุมชนจากหลายประเทศ และเกิดการปฏิบัติการจริงในพื้นที่ ดังนั้น แต่ละคนจึงสามารถพูดได้ แลกเปลี่ยนและตอบคำถามได้อย่างชัดเจน ในประเด็นของตนเอง

สมหญิง ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังได้ทราบปัญหาของ Paralegal ในประเทศอื่นๆ ซึ่งบางประเทศประชาชนได้รับเหลียวแลน้อยกว่าประเทศไทย เพราะด้วยการเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีของตัว Paralegal เอง และมีปัญหาในด้านการเมืองมาแทรกแซง และการรวมกลุ่มในชุมชนก็ยังมีน้อยอยู่

“พี่คิดว่าจะเอาเรื่องของสื่อตรงนี้มาปรับใช้ พยายามให้ตัวเองรู้ถึงสื่อและรู้จริงมากขึ้น และพยายามจะการสื่อสารออกไปว่าในชุมชนตัวเองกำลังเกิดอะไรและควรทำอย่างไร บอกต่อกับผู้นำชุมชนคนอื่นๆ”

สมหญิง มีข้อเสนอกับการจัดเวทีครั้งนี้ว่า การแลกเปลี่ยนอาจจะน้อยไปบ้าง มันยังไม่เห็นภาพชัด หรือผู้จัดงานควรตั้งประเด็นในการแลกเปลี่ยน เช่น ประเทศของคุณเกิดปัญหาอะไรบ้าง ยกตัวอย่าง และมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ตนจึงอยากเรียนรู้ เพื่อจะได้เอามาปรับใช้กับชุมชนของตน

“อยากให้มีการตั้งประเด็นสำคัญของคนที่เป็น Paralegal มากกว่านี้ ว่าเขามีบทบาท หน้าที่อะไรบ้าง และสามารถทำอะไรได้บ้าง อย่างนี้เป็นต้น”

หลังจากฝึกอบรม สู่การลงมือปฏิบัติจริง

ขณะที่ มะยูโซ๊ะ ซาและ จากพื้นที่การขอประทานบัตรอุตสาหกรรมเหมืองหิน บ้านบาตูฆอ ต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา กล่าวว่า ในฐานะเป็นบุคคลที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรียกร้องความเป็นธรรมในสิทธิทำกิน สิทธิชุมชน สิทธิความเป็นพลเมืองของไทย และสิทธิในข้อมูลราชการ พร้อมการต่อต้านการมีเหมืองหินในพื้นที่ ถ้ำบาตูฆอ ซึ่งการอบรม Paralegal ถือเป็นโอกาสดีๆ สำหรับการสร้างแนวคิดใหม่ๆ ได้พันธมิตรและองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิทธิพลเมือง

“ต้องขอขอบคุณมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ที่ได้เลือกเป็นตัวแทนเข้าร่วมอบรม Paralegal ในครั้งนี้ ผมภูมิใจและดีใจที่มีโครงการดีๆ อยากให้มีต่อไปและเพิ่มกลุ่มบุคคลใหม่ๆ เข้ามาโดยเฉพาะคนที่สนใจในเรื่องนักกฎหมายชุมชน”

มะยูโซ๊ะ ยังกล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการอบรมครั้งนี้ว่า ประการแรก เมื่อเป็นการอบรมระดับนานาชาติ จึงได้เห็นถึงปัญหาความต้องการ และการดำเนินงานของแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันตามสภาพพื้นที่ ทำให้คิดได้ว่าเราไม่อาจกำหนดพื้นที่ใดหรือประเทศไทยให้เหมือนกันทั่วประเทศ แต่เราสามารถกำหนดทิศทางตามแต่ละวิธีของพื้นที่นั้นๆ ประการที่ 2 การขับเคลื่อนในชุมชนก็สามารถดำเนินการโดยวิธีการวิจัย และนำไปสู่การเสนอเปลี่ยนนโยบายสาธารณะให้ได้และติดตามผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อไป

อีกทั้งการอบรมในครั้งนี้ ทำให้ตระหนักยิ่งว่าเราต้องเพิ่มความรู้ในด้านกฎหมายขั้นพื้นฐานตามสิทธิต่างๆ ฉะนั้นตนพร้อมจะเรียนรู้กฎหมายของประเทศไทย และร่วมกันรักษาสิทธิของชุมชน สิทธิของพลเมือง ตลอดจนสร้างความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาพื้นที่บ้านเมืองของตนเอง

“หลังจากอบรมผมก็ได้ศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินทำกิน ที่ดิน ที่อยู่อาศัย เพื่อนำเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติ คือกรรมาธิการที่ดินสภาผู้แทนราษฎรในโอกาสมาที่จังหวัดยะลา ในต้นเดือนกันยายนนี้” มะยูโซ๊ะ กล่าว

มะยูโซ๊ะ ยังฝากทิ้งท้ายด้วยว่า อยากให้มีการจัดอบรม Paralegal ตั้งแต่ระดับพื้นที่ ประเทศชาติ และนานาชาติ ให้กับผู้สนใจ สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันตลอดเวลา

“ขอฝากนักกฎหมายชุมชนทุกท่าน อดทนเรียนรู้พัฒนาแล้วก้าวให้ไกล เพื่อความเป็นอยู่ในอนาคตที่สงบสุขและได้ประโยชน์ร่วมกันถ้วนหน้าไม่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองพรรคพวกทั้งนั้น”

สร้างเครือข่าย พัฒนาศักยภาพ Paralegal อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของ พิเชษฐ์ ปานดำ กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชนบ้านอ่าวกุ้ง จากกรณีที่ภาคเอกชนจะดำเนินโครงการท่าเทียบเรือสำราญและกีฬาอ่าวกุ้ง มารีน่า ในพื้นที่บริเวณอ่าวกุ้ง (ท่าเล) จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ตนรู้สึกประทับใจเพื่อนๆ Paralegal จากหลากหลายประเทศ

ซึ่งต้องทำหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้สาธารณชนได้เห็นคุณค่าของ Paralegal ที่ทำงานเพื่อชุมชน ตลอดจนปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“ได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรงของเพื่อนๆ Paralegal ในการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาของผู้ด้อยโอกาส ให้ได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ยังได้เครื่องมือและเทคนิคในการทำงาน เช่น งานวิจัยแบบมีส่วนร่วม สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการทำงานในบทบาท Paralegal ในบริบทพื้นที่ของตนเองได้” พิเชษฐ์ กล่าว

ส่วนข้อเสนอแนะ พิเชษฐ์เสนอว่า อยากให้มีเวทีเครือข่าย และสร้างการเรียนรู้ข้ามพื้นที่กันและกัน

สุดท้าย เดชา คำเบ้าเมือง มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) และจากพื้นที่การอนุญาตประทานบัตรดำเนินโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นเหมืองแร่ใต้ดิน กินพื้นที่กว่า 24,600 ไร่ ได้แสดงความคิดเห็นหลังจากการเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ ว่า โดยบทบาทของ Paralegal แล้ว มีหน้าที่สำคัญในการสนับสนุนการทำงานของนักกฎหมาย ทนายความ ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐ ควบคู่กับการหนุนเสริมการทำงานของเครือข่ายชาวบ้านพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบ หรือมีปัญหาความเดือดร้อนจากโครงการต่างๆ เช่น หน้าที่ในเรื่องของการจัดทำข้อมูลชุมชน การสืบค้นเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการสื่อสารสู่สาธารณะด้วย ซึ่งการอบรม Paralegal ที่มีนักกฎหมายชุมชนจากแต่ละประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยน เราก็ได้เห็นประสบการณ์และสามารถนำมาปรับใช้ หรือขยายผลในชุมชนได้

“เครือข่ายของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากแต่ละประเทศ ล้วนมีต้นต่อหรือสาเหตุที่คล้ายกัน นั่นคือขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับโครงการต่างๆ ที่ก่อเกิดขึ้น แล้วก็นำมาสู่การรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิ และต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมนั้น ดังนั้นบทบาทของ Paralegal จึงสำคัญอย่างยิ่งในการให้ความช่วยเหลือชุมชน”

เดชา ยังมีข้อเสนอด้วยว่า เห็นด้วยในเรื่องของการมีเครือข่าย Paralegal เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกันตั้งแต่ระดับพื้นที่ ไปจนถึงเครือข่ายปัญหาระดับนานาชาติ เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนและหนุนเสริมกระบวนการทำงานซึ่งกันและกัน และควรมีการพัฒนาศักยภาพให้กับ Paralegal อย่างต่อเนื่องด้วย

“การพัฒนาศักยภาพให้กับ Paralegal จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แต่นอกจากการอบรมให้ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ แล้ว ผมคิดว่าควรมีการอบรมเรื่องความปลอดภัยให้กับ Paralegal ด้วย เพราะหลายคนมีความเสี่ยง และอยู่ในพื้นที่เสี่ยง” เดชา กล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวของเพื่อนๆ ผู้ร่วมโครงการ

Community paralegals are building power amid shrinking civic spaces in Southeast Asia

Views: 483|By |Published On: 6 พฤศจิกายน 2567|Categories: ข่าว, สัมภาษณ์|Tags: , , |

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ