เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 เวลา 10.30 น. ศาลปกครองสงขลานัดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยทำนองว่า ในคดีที่นายนิธิวัฒน์ ชินพงค์, นายวิชัย แก้วนพรัตน์ และนายอภิชาติ สังข์ทอง ซึ่งทั้งสามเป็นสมาชิกเครือข่ายประชาชนรักษ์หาดสทิงพระ ยื่นฟ้องศาลปกครองสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส.5/2563 โดยมีผู้ถูกฟ้องคดี ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่ 1 , กรมเจ้าท่า ที่ 2 , สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา ที่ 3 และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 4

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจทางกฎหมาย และจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ (คำร้องอุทธรณ์คำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา)

จากกรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลพร้อมกับปรับปรุงภูมิทัศน์ พื้นที่ชายฝั่งหากมหาราชบริเวณ หมู่ที่ 4 ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างว่า บริเวณที่พิพาทเป็นชายหาดที่สมบูรณ์และไม่พบการกัดเซาะชายฝั่ง ทั้งยังเป็นชุมชนของชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กที่ต้องจอดเรือบนพื้นทราย การดำเนินโครงการดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะทำให้หาดทรายสูญหายและไม่อาจฟื้นฟูให้กลับคืนสภาพเดิมได้ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนและเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่ดำเนินการกำกับดูแลให้มีการดำเนินการตามกฎหมายสำหรับการก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำแม่น้ำ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ไม่ดำเนินการควบคุมป้องกันผลกระทบต่อชายหาด จึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎตามหนังสือของผู้ฟ้องคดีที่ 4 ระบุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบรายละเอียดพื้นที่ชายฝั่งตำบลจะทิ้งพระ พบว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ไม่พบการกัดเซาะ มีสถานภาพสมดุล แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้างในช่วงมรสุม โดยมีตะกอนทรายกลับเข้ามาทดแทน รวมทั้งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ทะเลและมีทรัพยากรที่เป็นแหล่งทำการประมงพื้นบ้านของชุมชน ประกอบกับการประชุมร่างแผนมาตรการ แนวทางในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเชิงพื้นที่ ซึ่งจัดโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และมีผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เข้าร่วมประชุมดังกล่าวด้วย เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2561 และเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 โดยที่ประชุมเห็นว่า การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณดังกล่าว ควรเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับกระบวนการทางธรรมชาติเป็นหลักซึ่งจะสร้างผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงน้อยที่สุดและเป็นมาตรการที่เหมาะสม กรณีจึงฟังได้ว่าการดำเนินการตามโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลพร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ พื้นที่ชายฝั่งหาดมหาราช มีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงมีมูล

กรณีมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษามาใช้บังคับคดีนี้หรือไม่ นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีความยาว 1,430 เมตร แบ่งออกเป็นสามระยะ ส่วนระยะที่สามขณะนี้ยังไม่ได้รับงบประมาณและโครงการยังอยู่ในขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ประกอบกับเมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามนำคดีมาฟ้องศาล ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้จัดประชุมร่วมกับผู้ฟ้องคดีทั้งสามและกลุ่มประมงพื้นบ้าน เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 และวันที่ 16 กันยายน 2565 โดยในการประชุมได้ข้อยุติร่วมกันว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตกลงจะปรับปรุงรูปแบบจากเขื่อนบันไดอัฒจันทร์ เป็นเขื่อนกำแพงแนวตั้ง และปรับแนวเขื่อนเข้าชิดถนนด้านหลังเขื่อนให้มากที่สุด รวมทั้งปรับลดความยาวของเขื่อนคงเหลือ 83 เมตร กรณีจึงเห็นได้ว่า หากให้ระงับโครงการระยะที่สาม ไว้เป็นการชั่วคราวตามคำร้องขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสามย่อมไม่มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการโครงการและการจัดการงบประมาณที่ต้องดำเนินการภายในกำหนดเวลา อันจะเป็นปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐ

เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยังได้รับอนุญาตจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และยังได้รับงบประมาณสำหรับใช้ดำเนินการก่อสร้าง อีกทั้ง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่มีความจำเป็นต้องก่อสร้างโดยเร่งด่วนต่อเนื่องตลอดทั้งโครงการทั้งสามระยะ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สามารถประชุมเจรจากับผู้ฟ้องคดีทั้งสามและกลุ่มประมงพื้นบ้าน โดยยอมรับว่าโครงการในระยะที่สามจะมีการปรับปรุงรูปแบบการก่อสร้างเขื่อนใหม่และลดความยาวของเขื่อนลง นอกจากนี้ เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามอ้างว่าพื้นที่ก่อสร้างโครงการระยะที่สามเป็นพื้นที่ชายหาดสมบูรณ์ไม่พบการกัดเซาะชายฝั่ง และเป็นชุมชนชาวประมงที่ต้องการพื้นที่จอดเรือและขนถ่ายอุปกรณ์ประมง ซึ่งเห็นได้ว่าหากปล่อยให้มีการก่อสร้างโครงการดังกล่าวระยะที่สามต่อไป และภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามโครงการดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อชายหาดมหาราช มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต่อชุมชนชาวประมง รวมทั้งก่อให้เกิดความเสียหายแก่งบประมาณแผ่นดิน กรณีจึงมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษามาใช้บังคับคดีนี้ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม

การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลพร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ ในพื้นที่ชายฝั่งหาดมหาราช หมู่ที่ 4 ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ระยะที่ 3 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น หรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุดนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

นายอธิวัฒน์ เส้งคุ่ย ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นความร่วมมือหลายภาคส่วนทั้งเครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทางทะเลและชายฝั่ง กลุ่ม และทีมทนายความ CRC เป็นต้น กับอันที่สองก็จะมีองค์กรเฉพาะที่ทำเรื่องของชายหาด นั่นคือ Beach for Life ที่ติดตามข้อมูลเรื่องหาดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องหาดทั้งติดตามเรื่องงบประมาณ เรื่องนโยบายและก็สนับสนุนการทำงานกับชุมชนในเรื่องของข้อมูล เรื่องของการสำรวจหาด

“ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพชายฝั่ง หากเข้าไปดูในแต่ละคดีอย่างคดีของมหาราช ถ้าอ่านในตัวคำสั่งก็จะมีในส่วนที่ศาลพูดถึงก็คือข้อมูลในเว็บไซต์ของ Beach Lover ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งมันมีสภาพเป็นอย่างไร ซึ่งศาลก็เอามาเขียนไว้ในคำสั่งนี้ด้วยเหมือนกัน” ทนายอธิวัฒน์ กล่าว

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

จากการที่กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้จัดทำโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ชายฝั่ง หาดมหาราช ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา จำนวน 3 ระยะ ดังนี้

1.) โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ พื้นที่ชายฝั่งทะเล หาดมหาราช ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ระยะที่ 1 มีความยาว 92 เมตร ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว

2.) โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ พื้นที่ชายฝั่งทะเล หาดมหาราช ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ระยะที่ 2 มีความยาว 1,102 เมตร ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างตามสัญญา

และ 3.) โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ พื้นที่ชายฝั่งทะเล หาดมหาราช ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ระยะที่ 3 ความยาว 550 เมตร ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้าง

16 พฤษภาคม 2557 บริษัท เอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด และ บริษัท แมคโครคอนซัลแตนท์ จำกัด จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มีผู้เข้าร่วมประชุม 124 คน ณ หอประชุมรัตนโกสินทร์ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา โดยเวทีดังกล่าวเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการและนำเสนอรายละเอียดโครงการ รวมทั้งนำเสนอรูปแบบโครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่บริษัทที่ปรึกษาได้ทำการศึกษาทางเลือกที่เหมาะสม จำนวน 3 รูปแบบ ได้แก่ เขื่อนถุงทราย เขื่อนเรียงหินใหญ่ และเขื่อนเกเบี้ยน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะต่อโครงการ โดยผลการคัดเลือกรูปแบบโครงสร้างป้องกันแบบเขื่อนเรียงหินใหญ่มีความเหมาะสมที่สุด

6 กุมภาพันธ์ 2558 กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ว่าจ้าง บริษัท แมคโครคอนซัลแตนท์ จำกัด และ บริษัท เอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแบบกลุ่มย่อย มีผู้เข้าร่วม 25 คน ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลสทิงพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ในการประชุมครั้งนั้น มีการเสนอแนะให้ทำการออกแบบโครงสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งให้มีรูปแบบที่กลมกลืนกับสภาพพื้นที่ชายฝั่งหาดมหาราช

ทั้งนี้ ได้มีการเสนอแนะให้มีการสร้างเขื่อนแบบบันไดเอียง หรือแบบขั้นบันได ซึ่งมีจุดเด่น คือ สอดคล้องกับสภาพชายหาดท่องเที่ยว โครงสร้างทนน้ำทะเล มีความแข็งแรง แต่มีข้อด้อย คือ อาจต้องสูญเสียความกว้างของหาดทรายไป อีกทั้ง การก่อสร้างมีความซับซ้อน และมีราคาสูง และพื้นที่ด้านบนสันเขื่อนอาจถูกคลื่นซัดขึ้นไปจนเกิดความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้างได้

4 มิถุนายน 2558 กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ว่าจ้าง บริษัท แมคโครคอนซัลแตนท์ จำกัด และ บริษัท เอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแบบร่างและรายละเอียดโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล และรับฟังความคิดเห็นพร้อมข้อเสนอแนะ มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 147 คน ณ หอประชุมรัตนโกสินทร์ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ผลการประชุมภาพรวมของโครงการ มีผู้เห็นด้วย ร้อยละ 81.05 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 13.68 และไม่แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 5.26

ธันวาคม 2562 ประชาชนในพื้นที่พบเห็นการดำเนินการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล หาดมหาราช ระยะที่ 2 โดยมีการนำป้ายประกาศโครงการ พร้อมมาสเตอร์แปลนโครงการมาติดตั้งริมชายหาดมหาราช และมีการนำเสาเข็ม วัสดุก่อสร้าง และเครื่องจักรเข้ามายังบริเวณริมชายหาดมหาราช

5 มกราคม 2563 ประชาชนในพื้นที่อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ที่มีความห่วงกังวลต่อโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์หาดมหาราช ได้พูดคุยหารือกัน และจัดตั้งเครือข่ายประชาชนรักษ์หาดสทิงพระ เพื่อติดตามโครงการดังกล่าว และได้มีการเปิดเพจเฟซบุค “ หยุดทำลายหาดมหาราช หยุดทำลายหาดคาบสมุทรสทิงพระ ” เพื่อสื่อสารกับสังคมถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการดังกล่าว

13 มกราคม 2563 เครือข่ายประชาชนรักษ์หาดสทิงพระ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงองค์กรและหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ได้แก่ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เพื่อขอให้ใช้อำนาจในการระงับการดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ พื้นที่ชายฝั่งหาดมหาราช รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อขอให้ระงับและตรวจสอบการดำเนินโครงการฯ นี้ด้วย

11 สิงหาคม 2563 กลุ่ม Beach for life มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) และเครือข่ายประชาชนรักษ์หาดสทิงพระ ได้ร่วมเวที เสวนาปราศรัย “หายนะหาดมหาราช เมื่อกำแพงกันคลื่นมาถึง” โดยมีองค์กรภาคประชาสังคม นักกฎหมาย ทนายความ นักวิชาการ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมพูดคุยเสวนาถึงผลกระทบของกำแพงกันคลื่นหาดมหาราช โดยชี้ว่า โครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นหาดมหาราช ไม่มีความจำเป็นเนื่องจากชายหาดมหาราชไม่มีการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนประมงริมชายฝั่ง และจะส่งผลกระทบต่อชายหาดมหาราชทำให้สูญเสียหาดทรายไปอย่างถาวรและเกิดการกัดเซาะชายฝั่งด้านเหนือของโครงการ

10 กันยายน 2563 คณะกรรมการสิทธิมนุษชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แถลงผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีการกล่าวอ้างว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

24 กันยายน 2563 ผู้ฟ้องคดีร่วมกับผู้สนับสนุนให้มีการฟ้องคดี รวม 218 รายชื่อ ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองสงขลา ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมชายฝั่งทะเล และปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ชายฝั่งหาดมหาราช ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา พร้อมยื่นคำร้องขอให้มีการกำหนดมาตรการชั่วคราว ด้วยการชะลอโครงการไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

12 ธันวาคม 2566 ศาลปกครองสงขลา มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวพื้นที่ชายหาดมหาราช จากโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น ระยะที่ 3 ความยาว 555 เมตร โดยศาลได้มีเหตุผลในการสั่งคุ้มครองชั่วคราว (อ่านเพิ่มเติมสรุปสาระสำคัญคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวศาลปกครองสงขลา https://beachforlife.org/blog/5

Views: 587|By |Published On: 29 มกราคม 2568|Categories: ข่าว|Tags: , , |

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ