วันนี้ ( 18 มีนาคม 2568) เวลา 11.00 น. ศาลปกครองสงขลา กำหนดนัดฟังคำพิพากษาว่า เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ประกอบกับ กฎกระทรวงการขอและการออกอาชญาบัตรและประทานบัตร พ.ศ. 2564 แก้ไขเพิ่มเติม ถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการ รับฟังความคิดเห็นของชุมชนในพื้นที่ที่ขอประทานบัตร พ.ศ. 2561 แล้ว เห็นว่า คำสั่งอนุญาต หรือไม่อนุญาตประทานบัตรของผู้ออกประทานบัตรตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งก่อนที่ผู้ออกประทานบัตรจะออกคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตประทานบัตรนั้น มีขั้นตอนในการดำเนินการต่างๆ เพื่อประกอบการพิจารณาคำขออนุญาตการพิจารณาออกประทานบัตรหลายขั้นตอน กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชน และการจัดทำรายงานเวทีรับฟังความคิดเห็นของชุมชนที่เป็นเหตุพิพาทในคดีนี้เป็นเพียงกระบวนการขั้นตอนหนึ่งในการพิจารณาออกประทานบัตรทำเหมืองเท่านั้น

ประกอบกับการขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองตามกรณีพิพาทในคดีนี้ เป็นการขอประทานบัตรการทำเหมือง ในพื้นที่ป่าไม้ตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และเป็นการทำเหมือง ประเภทที่ 2 การพิจารณาออกประทานบัตรจึงยังมีขั้นตอนการขออนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งครอบครองดูแลพื้นที่ป่าดังกล่าวและจะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตามข้อ 12 (2) และ (3) ของกฎกระทรวงการขอและการออกอาชญาบัตรและประทานบัตร พ.ศ. 2564 แก้ไขเพิ่มเติม ถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 ซึ่งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนคดีว่าขณะฟ้องคดีนี้ได้มีการดำเนินการทั้งสองกรณีดังกล่าวแล้วแต่อย่างใด จะปรากฏข้อเท็จจริงก็แต่เพียงว่า คำขอประทานบัตรดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบด้านโบราณคดีผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและรับรองรายงานลักษณะธรณีวิทยาแหล่งแร่ และผ่านการตรวจสอบรับรองความถูกต้องของแผนผังโครงการทำเหมืองแล้วเท่านั้น และแม้ว่าการพิจารณาอออกประทานบัตรในคดีนี้จะผ่านขั้นตอน การพิจารณาขั้นตอนต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ใน ข้อ 12 (1) – (6) กฎกระทรวงการขอและการออกอาชญาบัตรและประทานบัตร พ.ศ. 2564 แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 แล้วก็ตาม แต่ยังมีขั้นตอนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ในฐานะเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ จะต้องรวบรวมข้อมูลเสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เพื่อให้เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาออกประทานบัตรต่อไป

ซึ่งหลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะต้องพิจารณาคำขอ ข้อมูล เอกสารหลักฐาน ความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และความเห็นของผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมเสนอความเห็นไปยังคณะกรรมการแร่เพื่อพิจารณาออก ประทานบัตรต่อไปตามที่กำหนดไว้ในข้อ 14 และ ข้อ 15 ของกฎกระทรวงการขอและการออกอาชญาบัตรและประทานบัตร พ.ศ. 2564 แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะออกประทานบัตรการทำเหมืองให้แก่บริษัท ภูทองอันดา จำกัด ได้นั้น ยังคงมีกระบวนการตามกฎหมายอีกหลายขั้นตอน จนกว่าคณะกรรมการแร่ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาออกประทานบัตรทำเหมืองให้แก่บริษัท ภูทองอันดา จำกัด ต่อไป ตามมาตรา 4 และมาตรา 24 (3) แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ประกอบข้อ 15 วรรคสอง และวรรคสี่ ของกฎกระทรวงการขอและการออกอาชญาบัตรและประทานบัตร พ.ศ. 2564 แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566

ดังนั้น กระบวนการการรับฟังความคิดเห็น ของชุมชนและการจัดทำรายงานเวทีรับฟังความคิดเห็นของชุมชนที่เป็นเหตุพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นเพียงการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง อันเป็นการพิจารณาทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เท่านั้น ซึ่งยังถือไม่ได้ว่ากระทบต่อสิทธิผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบ ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบจึงยังไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ ตามคำฟ้อง

ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 พิพากษายกฟ้อง

โดยที่คดีนี้ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2564 นายมูหัมหมาด ปะดุกา ที่ 1 กับพวกรวม 20 คน เป็นผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองสงขลา โดยมีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสตูล และอุตสาหกรรมจังหวัดสตูล เป็นผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1-4 ตามลำดับ ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบคน ขอให้ศาลพิพากษา ว่า

  1. ให้ “การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของชุมชน” ในพื้นที่คำขอประทานบัตร ที่ 4/2559 ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน และหมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่มีผลทางกฎหมาย โดยให้มีผลนับแต่วันที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น
  1. ให้ “รายงานการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของชุมชน” เป็นรายงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นโมฆะหรือไม่มีผลทางกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ไม่อาจนำเอาไปใช้ประกอบการพิจารณาการขอประทานบัตร ตามคำขอประทานบัตรที่ ที่ 4/2559 จังหวัดสตูลได้ โดยให้มีผลนับแต่วันที่จัดทำรายงาน
  1. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ไม่อาจนำเอาเวทีรับฟังความคิดเห็นของชุมชนและรายงานดังกล่าว ไปดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 และให้ถือว่า การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องจากการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว เป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่มีผลทางกฎหมาย โดยให้มีผลนับแต่วันที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น

สำหรับพื้นที่เขาโต๊ะกรัง ตั้งอยู่บริเวณรอยต่ออำเภอควนโดน ในหมู่ที่ 6 และหมู่ที่ 9 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล และหมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ภูเขามีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งน้ำซับซึม ต้นกำเนิดแหล่งน้ำ เปรียบเสมือนธนาคารน้ำอยู่โดยรอบ อีกทั้งมีระบบนิเวศถ้ำที่หลากหลาย รวมทั้งหินงอกหินย้อย นอกจากนี้ยังมีการค้นพบสิ่งมีชีวิตที่โดดเด่นและหายากอย่าง หอยทากจิ๋ว และเป็นแหล่งโบราณคดีและโบราณสถาน ดังนั้น ชุมชนจึงมีความกังวลใจว่าหากเหมืองเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาฝุ่นและเสียงที่จะกระทบกับนักเรียนโรงเรียนอรุณศาสน์วิทยามูลนิธิ ซึ่งอยู่ในรัศมีของพื้นที่การขอสัมปทานเหมืองหินเพียง 300 เมตร

ซึ่งคดีดังกล่าวนี้ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาก็สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษา เพื่อที่ให้ศาลปกครองสูงสุดทบทวนคำพิพากษา เป็นเรื่องที่ทีมทนายความต้องดำเนินการเรื่องอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวต่อไป

อธิวัฒน์ เส้งคุ่ย ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) รายงาน

ด้านนายมูหัมหมาด ปะดุกา ผู้อำนวยการโรงเรียนอรุณศาสน์วิทยามูลนิธิ เป็นผู้ฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งได้เดินทางไปฟังคำพิพากษาในวันนี้ด้วย เปิดเผยว่า แม้ว่าวันนี้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ก็รู้สึกพอใจว่าข้อมูลที่ชุมชนร่วมกับทีมทนายความได้นำส่งศาลนั้นไม่สูญเปล่า และเกิดการสื่อสารเพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้และเฝ้าจับตามองกรณีเหมืองหินเขาโต๊ะกรังร่วมกัน

“ตอนนี้ศาลยกฟ้อง เพราะศาลเห็นว่า สิ่งที่เราฟ้องไปมันยังไม่เกิดผลกระทบ ซึ่งการที่เราไปฟ้องมันเป็นเพียงแค่ขั้นตอนของการเริ่มต้น อย่างไรก็ดี ศาลก็เปิดช่องให้ผมและคณะนั้นเดินต่อได้ คือ ศาลบอกว่าเอกสารข้อมูลต่างๆ ที่ทางเราส่งไปให้ศาลปกครองนั้น จะเก็บเอาไว้เผื่อว่า ถ้าวันหนึ่งเหตุการณ์ระเบิดเขาโต๊ะกรังมันเกิดขึ้นจริงก็จะเก็บข้อมูลตรงนี้เอาไว้ เพื่อนำมาพิจารณาด้วย” นายมูหัมหมาด กล่าว

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ