เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 เวลา 09.00 น. นางสาวภัทรชาภา กฤษตารมย์ พร้อมด้วย พร้อมด้วยทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ได้เดินทางไปศาลจังหวัดพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ.700/2567 ซึ่งถูกพนักงานอัยการจังหวัดพัทยา โจทก์, นายเชิดวงศ์ แสงศุภวานิช โจทก์ร่วม ฟ้องนางสาวภัทรชาภา เป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยมีชาวบ้านจากเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และกลุ่ม Beach for Life ประมาณ 10 คน เดินทางมาจากจังหวัดสงขลาเพื่อร่วมให้กำลังใจด้วย

สืบเนื่องจากคดีนี้ เฟซบุ๊กเพจ (Facebook Page) ได้มีการแชร์ เรื่องกำแพงกันคลื่น เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2565 และมีการพิมพ์ข้อความว่า “ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน เท่ากับวิถีของธรรมชาติ” ประกอบการแชร์โพสต์ดังกล่าว

โดยศาลวินิจฉัยและมีคำพิพากษา สรุปได้ว่า การแชร์ข้อมูลหรือข้อความดังกล่าวนั้น เป็นการใส่ความโจทก์ร่วมเนื่องจากข้อความดังกล่าวอาจสื่อความหมายได้ว่า ความเสียหายของชายฝั่งเกิดจากความคิดของโจทก์ร่วม ที่สนับสนุนให้มีการก่อสร้างโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ส่วนข้อความที่จำเลยพิมพ์ว่าไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพันเท่ากับวิถีของธรรมชาตินั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยการสะท้อนจากวิถีชีวิตของชุมชนที่จำเลยอาศัยอยู่ ว่าโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งนั้นไม่ได้แก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ในทางกลับกันได้ส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ทั้งด้านการประกอบอาชีพประมงและการใช้ประโยชน์ในชายหาด ซึ่งการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวนั้นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของโครงการดังกล่าว เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ในความเห็นในส่วนของนักวิชาการชี้แจงว่า โครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งเป็นมาตรการสีเทา โครงสร้างแข็งที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ภายหลังจากที่ได้มีการนำกำแพงกันคลื่นออกจากการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ทำให้มีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นเป็นจำนวนมาก ต่อมาจึงมีการแก้ไขกฎหมายให้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นของจำเลยเกี่ยวกับประเด็นกำแพงกันคลื่นดังกล่าว เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยที่จำเลยชอบที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3)

พิพากษา ยกฟ้อง!

เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) รายงาน


ทั้งนี้ อยู่ระหว่างขอคัดคำพิพากษาฉบับสมบูรณ์ แล้วจะนำมาเผยแพร่ต่อไป

นอกจากนี้ เฉลิมศรี ประเสริฐศรี หรือ ทนายเลิฟ ยังเปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ในส่วนความเห็นของทนายความเกี่ยวกับคดีนี้มีความเห็นว่าคดีดังกล่าวไม่ควรนำมาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิการแสดงความคิดเห็นของชาวบ้านที่มีต่อโครงการกัดเซาะชายฝั่ง เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อประโยชน์สาธารณะ และชาวบ้านย่อมมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นเพื่อให้หน่วยงานรัฐนำไปแก้ไขปรับปรุง ปัญหาดังกล่าวให้เกิดผลประโยชน์ต่อชุมชนและส่วนรวม

“การดำเนินคดีดังกล่าวกับจำเลยในคดีนี้ถือว่าเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมขัดขวางการแสดงออกความคิดเห็นซึ่งเข้าข่ายลักษณะการฟ้องคดีปิดปาก (slapp) มิให้จำเลยหรือชุมชนวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นในสิทธิ์ที่ตนสามารถพึงกระทำได้ตามกฎหมาย”

ทนายเลิฟ ยังกล่าวด้วยว่า การฟ้องคดีดังกล่าว ยังเป็นการสร้างภาระให้แก่จำเลยอย่างยิ่ง เนื่องจากจำเลยจะต้องเดินทางมาจากจังหวัดสงขลาซึ่งจะต้องเดินทางมายังศาลพัทยา (จังหวัดชลบุรี) เพื่อรายงานตัวต่อศาลทุกนัดจนสิ้นสุดกระบวนการในวันนี้ อันเป็นการสร้างภาระในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในการต่อสู้คดีดังกล่าว

ภัทรชาภา กฤษตารมย์ ผู้ซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ เปิดเผยว่า วันนี้มีพี่น้องชาวบ้านเดินทางมาให้กำลังใจประมาณ 10 คน จากพี่น้องชาวเลเดินทางมาจากสงขลา ตนรู้สึกดีใจที่ศาลเห็นความสำคัญของเสียงชาวบ้านที่อยู่ในชุมชน จากการที่เราได้รับผลกระทบจริงๆ แม้เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ก็ตาม แต่เราอยู่พื้นที่ใกล้เคียงเราก็เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ก็อยากให้พี่น้องทุกคนยืนหยัดต่อสู้เพื่อชุมชนของตัวเอง เพราะเรารู้ว่าฐานทรัพยากรของเราเป็นอย่างไร และพื้นที่ของเราควรจะพัฒนาไปในรูปแบบไหน

“อยากให้ทุกคนยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อชุมชน เพราะว่าความเป็นวิถีของเรามันจะเป็นความยั่งยืนและเราสามารถส่งต่อลูกหลานได้ คืออยากให้ทุกคนยืนหยัด” ภัทรชาภา เผย

ภัทรชาภา ยังกล่าวด้วยว่า ทีมงานก็ได้วิเคราะห์กันว่าคดีนี้น่าจะเป็นการฟ้องปิดปาก (slapp) เพราะที่ผ่านมาหลังจากตนถูกดำเนินคดีต้องเดินทางมาจังหวัดชลบุรีสองเดือนต่อครั้ง ทำให้เสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลาในแต่ละครั้งเยอะมาก ถ้าเจตนาแค่จะฟ้องหมิ่นประมาทฟ้องอยู่สงขลาก็ได้ ไม่น่าจะให้ลำบากขึ้นมาจนถึงที่นี่ อีกอย่างคือ ถ้าเจตนาฟ้องหมิ่นประมาทก็แค่คดีเป็นทางแพ่งไม่ควรจะฟ้องอาญาด้วยซ้ำ

“เราก็รู้สึกว่า ทำไมเราแค่ปกป้องบ้านเกิดของเรา ปกป้องทรัพยากรบ้านเรา เราพูดอะไรไม่ได้เลยเหรอ บางทีเรารู้สึกว่า เราอยากสื่อสารให้เขาทราบว่า เราได้รับความเสียหายนะ แค่ให้เขามาฟังเสียงของเราว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วช่วยกันแก้ไขปัญหาเราทำไม่ได้เลยเหรอ แล้วอย่างนี้ใครจะทำเพื่อเราได้”

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ