วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 9.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 501 ชั้น 5 ศาลแขวงดุสิต ขึ้นบัลลังก์อ่านคำพิพากษา กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายจำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการบริหารขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ในข้อหาเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล ตามมาตรา 7 วรรคท้าย ของพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558
จากกรณีตัวแทนเครือข่ายชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากทั่วภูมิภาค กว่า 500 คน ในนามเครือข่ายพีมูฟ เข้ามาปักหลักชุมนุมตั้งแต่บริเวณหน้าอาคารสหประชาชาติ และต่อเนื่องมาหน้าทำเนียบ (ประตู 5) ช่วงระหว่างวันที่ 3 – 17 ต.ค.2566 เพื่อเรียกร้องทวงสิทธิ ให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาในสิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย และอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาครัฐและโครงการต่าง ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

โดยศาลพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีแล้วเห็นว่า การแจ้งการชุมนุมเป็นการแจ้งว่าจะมีการชุมนุมบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ แต่ต่อมากลับมีการเคลื่อนย้ายไปยังประตูห้าของทำเนียบรัฐบาล ซึ่งศาลมองว่าเป็นการผิดเงื่อนไขในการแจ้งการชุมนุมและถึงแม้จำเลยจะมีการแจ้งการชุมนุมทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ในภายหลังศาลเห็นว่าการแจ้งดังกล่าว เป็นการยังไม่แน่ชัดว่ามีผู้ได้รับแจ้งการชุมนุมดังกล่าวแล้วหรือไม่
ทั้งการชุมนุมดังกล่าวของกลุ่มพีมูฟ เป็นการชุมนุมบริเวณสถานที่ราชการ ซึ่งกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไป ถึงแม้ทางเข้าทำเนียบรัฐบาลและเส้นทางหลักจะสามารถใช้สัญจรได้ แต่ก็มีการปิดเส้นทางบางส่วน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการการใช้ชีวิตตามปกติสุขของประชาชนทั่วไปและข้าราชการที่ทำงานต้องเดินทางสัญจรไปมาบริเวณดังกล่าว หรือได้รับผลกระทบจากการหลีกเลี่ยงเส้นทาง
ส่วนประเด็นการออกคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นการออกคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่าการออกคำสั่งดังกล่าว เป็นการออกโดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม อีกทั้งการออกคำสั่งต้องคำนึงถึงจำนวนของผู้เข้าร่วมชุมนุมและพฤติการณ์และมีเหตุผลจำเป็นต้องออกคำสั่งดังกล่าว การออกคำสั่งจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
และถึงแม้ช่วงดังกล่าวจะมีการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่อให้มีคำสั่งให้การชุมนุมดังกล่าวเลิกการชุมนุม และศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง แต่คำสั่งศาลแพ่งดังกล่าว เป็นกรณีที่ผู้จัดการชุมนุมฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งว่ามีเหตุจำเป็น สมควรยุติการชุมนุมหรือไม่ มิใช่การพิจารณาว่าการชุมนุมดังกล่าวฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ จึงไม่มีผลผูกพันกับคดีนี้
ดังนั้น การชุมนุมของจำเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งตาม พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ 2558 มาตรา 7 วรรค 4 พิพากษาปรับเป็นเงิน 10000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงโทษปรับ 7500 บาท
ส่วนบรรยากาศหลังจากการรับฟังคำพิพากษาของศาล ก็ได้มีตัวแทนเครือข่ายชาวบ้านพีมูฟ และเครือข่ายสลัม 4 ภาค เดินทางมาให้ร่วมกำลังใจและมอบช่อดอกไม้แก่นายจำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการบริหารขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และทีมทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ด้วย
โดย นายจำนงค์ หนูพันธ์ ได้กล่าวว่า คดีนี้เรายังไม่หยุดแค่นี้ เราต้องอุทธรณ์ต่อ เพราะมีหลายข้อที่ดูแล้วยังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งอีเมล์ให้ตำรวจ ซึ่งเขาบอกว่าไม่มีผล ทั้งๆ ที่ พ.ร.บ.การชุมนุมฯ บอกว่าการชุมนุมการส่งอีเมล์แจ้งกับทาง สน. สามารถกระทำได้ นี่คือประเด็นที่ชวนให้สงสัยว่า การส่งอีเมล์ขออนุญาตชุมนุม ทำไมมันไม่สามารถที่จะใช้เป็นทางข้อกฎหมายในการขออนุญาตชุมนุมได้
ทางทนายก็จับประเด็นได้ในหลายๆ ข้อที่จะอุทธรณ์ต่อเพื่อให้คดีนี้มันโต้ในเชิงกฎหมาย สุดท้ายแล้ว พ.ร.บ.ชุมนุม 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล มันให้ประโยชน์กับผู้ขออนุญาตชุมนุมจริงๆ หรือเปล่า ระหว่างการขออนุญาตหรือไม่ ขออันไหนได้ประโยชน์มากกว่ากัน เพราะว่าถ้าไม่ขอก็จ่ายแค่ค่าปรับอย่างเดียว แต่ว่าเราต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางในการต่อสู้กับศาล ต้องเสียเวลาพี่น้องมาร่วมให้กำลังใจด้วย
“เราถือว่า มารวมกันชุมนุมรอบ 50 เมตร รอบๆ ทำเนียบยังเป็นปัญหา สำหรับพี่น้องที่มาทวงสิทธิ์ หรือว่ามาติดตามการแก้ปัญหาของรัฐบาล ทุกรัฐบาลในอนาคต เราจะสู้ให้สุด ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม เพื่อให้มีการยกเลิก พ.ร.บ.การชุมนุมไปเลย” นายจำนงค์กล่าว

ด้าน น.ส.อาทิตยา งามประดิษฐ์ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) รายงานว่า คำพิพากษาดังกล่าวไม่ได้ออกมาในแนวทางในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 44 ซึ่งโดยตามหลักเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะพ.ศ. 2558 ก็กำหนดให้มีการแจ้งการชุมนุมเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไป ประกอบกับอำนวยความสะดวกในเรื่องความปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุมด้วย
“แต่คำพิพากษากลับตีความไปในทางจำกัดสิทธิของผู้ชุมนุม อีกทั้งการชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรจากทำเนียบรัฐบาลนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้มีคำสั่งยุติการชุมนุมดังกล่าวโดยศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวแล้ว โดยวินิจฉัยถึงพฤติการณ์และจำนวนของผู้ชุมนุม ที่ยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ในการออกคำสั่งห้ามชุมนุม”
ในส่วนของ นายทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ในประเด็นที่ศาลมองว่าการยื่นแจ้งการชุมนุมผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นการไม่แน่ว่ามีผู้ได้รับจดหมายดังกล่าวหรือไม่นั้น ในระหว่างการสืบพยาน ก็มีพยานฝ่ายโจทก์เบิกความรับแล้วว่าได้รับแจ้งการชุมนุมผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ด้วยแล้ว
อีกทั้งในคดีนี้พยานโจทก์ก็ไม่มีพยานปากไหนเบิกความเกี่ยวกับการชุมนุมที่ไม่สงบหรือมีการใช้อาวุธ ทั้งจำนวนผู้ชุมนุมก็มีจำนวนเพียง 100 คน ซึ่งโดยทั่วไปการชุมนุมก็ต้องมีลักษณะที่เข้าไปกระทบต่อการใช้ทางสาธารณะบ้างอยู่แล้วแต่ไม่มากนัก ประกอบกับในการชุมนุมของพีมูฟดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้กั้นแนวเขตพื้นที่ชุมนุมให้กับผู้ชุมนุมด้วยตนเอง
“ทนายได้ปรึกษากับลูกความแล้วมีความเห็นว่าจะอุทธรณ์ต่อ เพื่อให้เป็นแนวบรรทัดฐานกับคดีอื่นๆ ที่โดนฟ้องในลักษณะเดียวกันเกี่ยวกับการชุมนุมบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาล ซึ่งคดีนี้เป็นครั้งแรกที่ถูกฟ้องว่าฝ่าฝืนคำสั่ง 50 เมตร ดังนั้น ควรเป็นบรรทัดฐานให้กับคดีอื่นๆ ด้วย”
ในส่วนของคดีความยังเหลือคดีการชุมนุมของพีมูฟให้ติดตามกันต่ออีก 3 คดี ซึ่งอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน 2 คดี ชั้นพนักงานอัยการ 1 คดี และอัยการมีกำหนดนัดส่งฟ้องต่อศาลในวันที่ 16 กันยายน 2568 นี้


