เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา เวลา 14.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลปกครองภูเก็ต มีนัดฟังคำสั่งศาลปกครองสูงสุด กรณีชุมชนชายฝั่งบ้านอ่าวกุ้ง รวมกับพวก 12 คน เป็นผู้ฟ้องคดีต่อคณะกรรมการเพื่อศึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการขุดลอกร่องน้ำสาธารณประโยชน์อ่าวกุ้ง (ท่าเล), ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาภูเก็ต ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 ตามลำดับ เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ (คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา)

ความเป็นมาของคดี

คดีนี้ สืบเนื่องจากผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นองค์กรหรือกลุ่มบุคคลที่อาศัยอยู่ในชุมชนชายฝั่งบ้านอ่าวกุ้ง แล้วรวมตัวกัน ใช้ชื่อว่า “กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านอ่าวกุ้ง” เพื่อทำหน้าที่ปกป้อง อนุรักษ์พื้นที่ชายฝั่งบ้านอ่าวกุ้ง ทั้งที่เป็นพื้นดิน ชายฝั่งทะเล ป่าชายเลน และพื้นทะเล บริเวณทะเลอ่าวกุ้ง หมู่ที่ 9 ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยได้ทำหน้าที่ในการปกป้องทรัพยากรในพื้นที่มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 เรื่อยมา จนกระทั่งต่อมาได้มีการยกระดับขึ้นมา จนได้รับการจดทะเบียนเป็นชุมชนชายฝั่ง จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ใช้ชื่อว่า “ชุมชนชายฝั่งบ้านอ่าวกุ้ง” เพื่อดำเนินการบริหารจัดการ การปลูก การบํารุงรักษา การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จากกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับความตื้นเขินของร่องน้ำบริเวณอ่าวกุ้ง (ท่าเล) ประชาชนไม่สามารถนำเรือเข้าออกพื้นที่ได้ จึงขอให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการขุดลอกร่องน้ำบริเวณดังกล่าว แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสองและประชาชนบางกลุ่มในพื้นที่ได้คัดค้านการขุดลอกร่องน้ำ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อฐานทรัพยากรป่าชายเลน ปะการัง และชายฝั่งบ้านอ่าวกุ้ง

ต่อมาเทศบาลตำบลป่าคลอกได้จัดให้มีการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นกรณีโครงการขุดลอกร่องน้ำอ่าวกุ้ง (ท่าเล) ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 เพื่อทำเป็นร่องน้ำทางเข้าออกเรือประมงพื้นบ้าน และที่ประชุมได้มีมติให้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้ของโครงการขุดลอกร่องน้ำอ่าวกุ้ง (ท่าเล) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงได้มีคำสั่งจังหวัดภูเก็ต ที่ 7468/2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการขุดลอกร่องน้ำสาธารณประโยชน์อ่าวกุ้ง (ท่าเล) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีการจัดประชุมครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 เพื่อศึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการขุดลอกร่องน้ำสาธารณประโยชน์อ่าวกุ้ง (ท่าเล) ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต แต่เนื่องจากพื้นที่ที่จะดำเนินการขุดลอกยังมีการแสดงความคิดเห็นในด้านต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นร่องน้ำเดิมหรือไม่ ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ พิจารณาดำเนินการส่งภาพถ่ายทางอากาศของศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนจังหวัดภูเก็ตหรือภาพถ่ายทางอากาศของหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) ไปยังคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) เพื่อดำเนินการอ่านแปลและตีความภาพถ่ายทางอากาศในบริเวณที่จะดำเนินการขุดลอกว่ามีลักษณะเป็นร่องน้ำหรือไม่ โดยผลการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศเป็นประการใด ให้ถือว่าผลดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของคณะกรรมการฯ เพื่อนำไปประกอบในการลงตรวจสอบพื้นที่จริงและพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือจังหวัดภูเก็ต ที่ คค 0315.2/9598 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 ถึง ดร.สุจิตร จันทร์สว่าง ขอความอนุเคราะห์อ่านแปล ตีความ และวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศของศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนจังหวัดภูเก็ตในบริเวณที่จะดำเนินการขุดลอกว่ามีลักษณะเป็นร่องน้ำหรือไม่ ซึ่งผลการอ่านแปล ตีความ และวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 ถึงปี พ.ศ.2561 ระบุว่า ร่องน้ำอ่าวกุ้ง (ท่าเล) มีสภาพเป็นร่องน้ำเดิม ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีการประชุมครั้งที่ 2/256 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 โดยระเบียบวาระที่ 3.1 ปรากฏมติที่ประชุมครั้งนี้ว่า กรรมการ จำนวน 11 เสียง เห็นชอบการแปลภาพถ่ายทางอากาศจากผู้เชี่ยวชาญที่ระบุว่าร่องน้ำอ่าวกุ้ง (ท่าเล) มีสภาพเป็นร่องน้ำเดิม กรรมการ จำนวน 5 เสียง ไม่เห็นชอบ และกรรมการ จำนวน 1 เสียง งดออกเสียง อันเป็นเพียงการเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายก่อนจะดำเนินการใดๆ ต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังมิได้ใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือดำเนินการใดๆ ในทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ที่ศาลปกครองจะมีอำนาจรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษา

นอกจากนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังไม่มีการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายที่จะกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสองจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามที่จะมีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสองขออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด และศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 11 กันยายน นี้

ศาลอ้างเหตุการกระทำภายในของฝ่ายปกครอง หากระทบสิทธิผู้ฟ้องไม่

อธิวัฒน์ เส้งคุ่ย ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) รายงานว่า ศาลเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคําสั่งจังหวัดภูเก็ต ที่ 7468/2563 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2563 แต่งตั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อทำการศึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการขุดลอกนํ้าสาธารณประโยชน์ อ่าวกุ้ง (ท่าเล) นั้น เป็นเพียงการกระทำภายในของฝ่ายปกครองเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการให้ทำการศึกษาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ครบถ้วน หาได้มีผลออกไปภายนอกที่อาจกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใด คำสั่งดังกล่าวจึงยังไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

ส่วนมติของของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 และครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 มีลักษณะเป็นเพียงการพิจารณาทางปกครอง คือ เป็นการศึกษาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะดำเนินโครงการขุดลอกล่องน้ำอ่าวกุ้ง (ท่าเล) ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต หรือไม่ เท่านั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 และครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 หาได้มีผลกระทบต่อสถานภาพหรือหน้าที่ของบุคคลใด จึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เช่นเดียวกัน

กรณีจึงถือไม่ได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสองเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำ หรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ซึ่งจะมีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรค หนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสอง ฟังไม่ขึ้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ