วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลาตั้งแต่ 09.00-15.30 น. คณะอนุกรรมการคณะทํางานจัดทําและพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมบริเวณในและรอบเหมืองแร่ทองคํา บริษัท ทุ่งคํา จํากัด ร่วมกับกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านรอบเหมืองแร่ทองคำ จังหวัดเลย ได้จัดเวทีประชุมทบทวน (ร่าง) แผนการฟื้นฟูเยียวยาการปนเปือนสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชุมชน ในพื้นที่เหมืองแร่ทองคําจังหวัดเลย (ฉบับปรับปรุง) ปี 2562 ขึ้น ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ นอกจากชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านฯ แล้วยังมีภาคส่วนต่างๆ อาทิ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการคณะทํางานฯ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้แก่ นายกอบต. และปลัด อบต.เขาหลวง ผู้นำชุมชน นักวิชาการ มูลนิธิบูรณะนิเวศ และทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) รวมประมาณ 70 คน โดยมีนายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย มากล่าวเปิดการประชุม

เวทีเริ่มต้นด้วยการนําเสนอ (ร่าง) แผนการฟื้นฟูเยียวยาการปนเปื้อนมลพิษต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชุมชนในพื้นที่เหมืองแร่ทองคําจังหวัดเลย โดยตัวแทนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน

เวทีข้อเสนอแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศสังคมและสุขภาพ โดยนักวิชาการ ได้แก่ ศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อํานวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ, Larissa Gaias มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา/Radical Grandma Collective และ บําเพ็ญ ไชยรักษ์ โครงการความร่วมมือการฟื้นฟูระบบนิเวศสังคมและสุขภาพ

ในช่วงบ่ายมีการแบ่งกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมตามนิเวศร่องห้วย 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มร่องห้วยเหล็ก, กลุ่มร่องห้วยนาดินดำ, กลุ่มร่องห้วยลิ้นควาย, กลุ่มร่องนาซำ ร่องนายาว และกลุ่มร่องห้วยผูก ลำน้ำฮวย และกลุ่มอปท. ผู้นำชุมชน นักวิชาการ และนักกฎหมายรวมกัน อีก 1 กลุ่ม พร้อมมีการนำเสนอ โดยมีผศ.ดร.อลิสา หะสาเมาะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประมวลสรุปข้อเสนอแนะตามลำดับ

ด้านรจนา กองแสน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านรอบเหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลย กล่าวว่า จากเวทีนี้ก็ได้เห็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่ปนเปื้อนมลพิษ นายก อบต.เขาหลวงและผู้นำในชุมชนเข้ามาร่วมรับรู้ถึงการทำแผนฟื้นฟูของพวกเรา รวมถึงนักวิชาการมาให้ความรู้ เพื่อให้แนวทางการจัดทำแผนฟื้นฟูของเราครอบคลุมมากขึ้น

“นับเป็นนิมิตหมายอันดี ถึงแม้ว่าอนาคตเรายังดูไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้มันก็ได้เริ่มต้นแล้ว นอกจากนี้ยังทำให้ชาวบ้านรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น และรู้สึกว่าการฟื้นฟูมันเป็นไปได้จริง” รจนา กล่าว

เมื่อปี 2567 กระทรวงอุตสาหกรรมได้แต่งตั้งคณะทํางานจัดทําและพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ชุดใหญ่ จำนวนประมาณ 30 คน โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธาน และอุตสาหกรรมจังหวัดเลย เป็นเลขานุการ หลังจากนั้นจึงมีการแต่งตั้งอนุกรรมการ (นพ.นิรันดร์ เป็นประธาน) และมีข้อสรุปของคณะทำงานฯ ให้แต่ละภาคส่วนและหน่วยงาน เช่น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ได้ไปทบทวนและจัดทำแผนฟื้นฟูของตัวเองให้แล้วเสร็จ และส่งไปให้อุตสาหกรรมจังหวัดเลยรวบรวม เพื่อนำมาพิจารณาและจัดทำแผนของคณะทำงานฯ ร่วมกัน

“เราจะรวบรวมข้อคิดเห็นทั้งหมดจากเวทีนี้ แล้วเอาลงไปคุยกับพี่น้องในพื้นที่อีกครั้ง เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจกับแผน และมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ก่อนที่จะส่งแผนไปเสนอร่วมกับหน่วยงานรัฐ” รจนา กล่าวทิ้งทาย

ในส่วนของนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการคณะทํางานฯ เปิดเผยหลังจบการประชุมว่า ตนคิดว่ามันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การต่อสู้เรื่องสิทธิชุมชน ซึ่งสินแร่กำลังทวีความสำคัญและประเด็นความขัดแย้งในพื้นที่ เพราะประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรแร่ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ ปิโตรเลียม โพแทส และแรร์เอิร์ธ ต่างๆ มากมาย ขณะนี้ต้องยอมรับว่า มันเป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม และปรากฏว่ามันเป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตามองเรื่องคะแนนของ SDGs (Sustainable Development Goals หรือ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน) ของประเทศไทย เรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อม และทำให้โลกรวน ก็เป็นสาเหตุจากเรื่องของแร่ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย

ประการที่สอง การจัดการปัญหาอย่างนี้ในสถานการณ์ปัจจุบันมันต้องแก้ไขปัญหาในเชิงระบบ เพราะประเทศไทยเราชอบมองแก้ปัญหาเชิงประเด็น หรือพฤติกรรมแบบชอบอัศวินม้าขาว หมายถึงว่า นโยบาย กฎหมาย องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรมันใช้ไม่ได้ มันเป็นนโยบายที่เรียกว่าการใช้อำนาจแบบบนลงล่าง ท็อปดาวน์ และเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ได้ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและหลักสิทธิชุมชน ไม่ได้ยึดหลักเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือความเสมอภาค แต่มันยึดหลักทุนนิยมเสรีที่ไม่เป็นธรรม อันนี้คือต้นตอของปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

นั่นหมายความว่า กรณีนี้ต้องไปดูที่กฎหมาย พ.ร.บ.แร่ ที่เกี่ยวข้อง มีหน่วยงานรัฐที่มาสนับสนุนการทำงานของภาคประชาชนไหม คำตอบคือไม่มี เพราะยังถือว่าเป็นอำนาจรัฐแต่ผู้เดียว มองว่าแร่เป็นสมบัติของรัฐ ไม่ได้มองว่าแร่นี้เป็นสมบัติของประชาชน ตัวเองเป็นคนมาช่วยดูแล ตรรกะมันเพี้ยน

“เพราะฉะนั้น แนวคิดในการแก้ไขเชิงระบบจึงต้องเป็นการแก้ไขในเชิงความทัศนคติ วิธีคิด ความเข้าใจของหน่วยงานของรัฐ เอกชน และชุมชนร่วมกันที่จะสร้างแนวทาง หรือแนวปฏิบัติในการที่จะมาสร้างระบบ คือระบบที่มีเครือข่าย หน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เข้ามาร่วมในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องมองเชิงระบบ ซึ่งปัจจุบันเราก็ใช้คำว่า การเปลี่ยนแปลงโดยนโยบายสาธารณะ” นพ.นิรันดร์ กล่าว

Views: 379|By |Published On: 5 พฤศจิกายน 2568|Categories: ข่าว|Tags: , , , |

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ