‘กลุ่มรักษ์บ้านแหง’ จำนวน 386 คน ได้ยื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และพวก (กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง กำนันตำบลบ้านแหง คณะกรรมการผู้ชำนาญการในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้านเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมถลุง หรือแต่งแร่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง) ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ โดยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประทานบัตรเหมืองแร่ รายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตร รายงานการทำประชาคม และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ของบริษัทเขียวเหลือง จำกัด ในพื้นที่ตำบลบ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง ด้วยเหตุที่กระบวนการขอประทานบัตรและกระบวนการต่าง ๆ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่

ลำดับเหตุการณ์คดีบ้านแหง

ปี 2551 ได้มีกลุ่มทุนเข้ามากว้านซื้อที่ดินของชาวบ้านในพื้นที่ตำบลบ้านแหง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการยืนยันว่า มีสายแร่พาดผ่านจำนวนกว่า 1,000 ไร่ และบริษัท เขียวเหลือง จำกัด ก็ได้ขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งมีสายแร่พาดผ่านโดยอ้างว่า เพื่อการเกษตรแบบผสมผสาน (วนเกษตร ) แล้วต่อมาบริษัทได้เปลี่ยนจากการทำวนเกษตรเป็นการทำเหมืองแร่ โดยขอเข้าพื้นที่จำนวน 3 แปลง พื้นที่รวมทั้งหมด 1,140 ไร่ โดยบริษัทเขียวเหลือง จำกัด ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ได้จนถึงวันที่ 3 กันยายน 2566

ปี 2553 บริษัท เขียวเหลือง จำกัด ได้ยื่นคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ลิกไนต์ได้ขอทำวนเกษตรข้างต้นและบริเวณใกล้เคียง ตามคำขอประทานบัตรที่ 4 – 10/2553 รวม 7 แปลง สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปางออกหนังสือถึงนายอำเภองาว จังหวัดลำปาง และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง เพื่อติดประกาศว่า บริษัท เขียวเหลือง จำกัด ได้ยื่นคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ในพื้นที่ตำบลบ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง เพื่อให้บุคคลผู้มีสิทธิได้คัดค้านภายใน 20 วัน ตามกฎหมาย ประชาชนในท้องถิ่นบ้านแหงเหนือจำนวนรวมกว่า 230 คนได้ทำการคัดค้านการขอประทานบัตรเหมืองแร่ ต่อนายอำเภองาว และคัดค้านต่ออุตสาหกรรมจังหวัด ต่อมาวันที่ 24 กันยายน 2553 บริษัท เขียวเหลือง จำกัด ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง และอำเภองาว ได้จัดให้มีการประชุมชี้แจงการขอประทานบัตรเหมืองแร่ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด ณ หอประชุมโรงเรียนบ้านแหงเหนือ ตำบลบ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง โดยมีประชาชนชาวบ้านบ้านแหง รวมทั้งผู้ฟ้องคดีบางส่วน ได้เข้าร่วมรับฟังข้อมูลการชี้แจง ซึ่งสุดท้ายตัวแทนของบริษัทฯได้สอบถามที่ประชุมว่าเข้าใจสิ่งที่ชี้แจงหรือไม่ ผู้ร่วมประชุมก็ตอบว่าเข้าใจจึงยกมือแสดงว่าเข้าใจ แต่ไม่ได้ให้ความยินยอมการทำเหมืองแร่ และต่อมาในวันที่ 28 กันยายน 2553 องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง ได้นำเอาเอกสารดังกล่าวเข้าที่ประชุมขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง เสนอเรื่องการขอประทานบัตรเหมืองแร่ ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด ในที่ประชุม ในเวลา 14.00 น.ทันที โดยอ้างว่า เป็นญัตติด่วนที่ต้องการพิจารณาทันที

ปี 2555 บริษัท เขียวเหลือง จำกัด ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับชาวบ้าน ณ ศาลจังหวัดลำปาง ในคดีหมายเลขดำที่ 1454/2554 ในเรื่องเกี่ยวกับการรังวัดตรวจสอบที่ดินของหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น สำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม กรมป่าไม้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกิจการของ บริษัท เขียวเหลือง จำกัด โดยข้อตกลงระบุว่า ในการดำเนินการของหน่วยงานราชการเมื่อจะเข้าไปในพื้นที่เหมือง และพื้นที่ชุมชน จะต้องมีการแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อการเข้ามีส่วนร่วมในการนำชี้แนวเขตและระวังแนวเขตที่ถูกต้อง และจะร่วมกันแก้ไขปัญหาทั้งสองฝ่าย แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันอย่างจริงจังแต่อย่างใด โดยมีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ของอธิบดีกรมป่าไม้และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับทราบข้อตกลงดังกล่าวด้วย

วันที่ 9 มกราคม 2556 กลุ่มรักษ์บ้านแหง 445 คน ได้ดำเนินการฟ้องคดี กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง และผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 และผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 รวม 4 หน่วยงานต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อให้มีคำพิพากษาเพิกถอนรายงานการไต่สวนตามคำขอประทานบัตร 4/2553 ถึง 8/2553 ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด และเพิกถอนกระบวนการขั้นตอนที่มีใช้รายงานการไต่สวนฯ ทั้งหมด โดยให้มีผลนับแต่วันจัดทำรายงานไต่สวนฯ เนื่องจากการทำรายงานไต่สวนฯดังกล่าวมีข้อความเท็จและส่งผลกระทบต่อชุมชน

วันที่ 7 มกราคม 2557 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามอำนาจกฎหมายป่าไม้ ได้อนุมัติ ให้อธิบดีกรมป่าไม้ และผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ในฐานะปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมป่าไม้ ออกใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่า สำหรับคำขอประทานบัตรที่ 5/2557 ถึงคำขอประทานบัตรที่ 7/2557 แก่บริษัท เขียวเหลือง จำกัด

วันที่ 24 มีนาคม 2557 ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมป่าไม้ ในการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติแก่ บริษัท เขียวเหลือง จำกัด จำนวน 3 ฉบับ นอกจากนี้ ในวันที่ 24 มีนาคม 2557 วันเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ยังได้ออกใบอนุญาตให้แผ้วถางป่าแก่ บริษัท เขียวเหลือง จำกัด จำนวน 2 ฉบับ เข้าทำการแผ้วถางป่าในเขตพื้นที่ป่าถาวร และพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484

วันที่ 22 เมษายน 2557 กลุ่มรักษ์บ้านแหงได้มีหนังสือถึง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่ และสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหิน (ลิกไนต์) ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัดเนื่องจาก ข้อมูลในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่น่าจะมีความถูกต้องอันเนื่องมาจากการทำรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตร แต่ทางกลุ่มรักษ์บ้านแหงยังมิได้เห็นรายงาน EIA ดังกล่าว

วันที่ 28 เมษายน 2557 กลุ่มรักษ์บ้านแหงได้เดินทางไปเพื่อแสดงการคัดค้านการอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าไม้ – ป่าสงวนฯ เพื่อทำการเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ ตามคำขอที่ 4-8/2553 ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด โดยนายอำเภองาว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำบันทึกข้อตกลงกับกลุ่มรักษ์บ้านแหงและผู้ฟ้องคดี

วันที่ 30 มิถุนายน 2557 กลุ่มรักษ์บ้านแหงได้ยื่นหนังสือถึงนายอำเภองาว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง และกำนันตำบลบ้านแหง เรื่อง การขอคัดค้านและขอให้ทบทวนการพิจารณาออกประทานบัตรให้กับบริษัทเขียวเหลือง จำกัด

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 กลุ่มรักษ์บ้านแหง 440 คน ได้ดำเนินการฟ้องคดี อธิบดีกรมป่าไม้ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอำเภองาว องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 และผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 รวม 7 หน่วยงานต่อศาลปกครองเชียงใหม่

วันที่ 2 ธันวาคม 2557 ตัวแทนกลุ่มรักษ์บ้านแหงและผู้นำชุมชนบ้านแหงได้มีหนังสือถึง 1. คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2. คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิเศษรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้าน โครงการเหมืองแร่ 3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ4. ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เรื่อง ขอติดตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเหมืองแร่ถ่านหิน (ลิกไนต์) ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด ซึ่งปัจจุบันกลุ่มรักษ์บ้านแหงยังไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ และยังคงไม่ได้รับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการฉบับสมบูรณ์ ดังนั้นจึงขอติดตามทวงถามให้จัดส่งเอกสารดังกล่าว

วันที่ 30 เมษายน 2558 กลุ่มรักษ์บ้านแหงได้ยื่นหนังสือถึงผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 7 ตำบลบ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง เรื่อง ขอยื่นการคัดค้านการทำเหมืองแร่ของราษฎรในพื้นที่

วันที่ 7 สิงหาคม 2558 กลุ่มรักษ์บ้านแหงได้มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เรื่อง ขอให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหิน(ลิกไนต์) ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด เนื่องจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอจัดส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหิน(ลิกไนต์) ของบริษัทฉบับสมบูรณ์ ปรากฏว่าไม่ยินยอมเผยแพร่ ท้ายที่สุดมีคำสั่งให้เผยแพร่ แต่ได้รับเอกสารหลังจากที่ได้มีการฟ้องคดีแล้ว

วันที่ 10 สิงหาคม 2558 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกประทานบัตรที่ 30485/16138 ฉบับนี้ให้แก่ บริษัทเขียวเหลือง จำกัด สัญชาติไทย อยู่บ้านเลขที่ 282 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง เพื่อให้ทำเหมืองบนบก ณ ตำบลบ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง มีอายุ 10 ปี นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2558 และสิ้นสุดอายุวันที่ 9 สิงหาคม 2568 เป็นเนื้อที่ 219 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา ภายในเขตที่กำหนดตามแผนที่แนบท้ายประทานบัตร

วันที่ 26 กันยายน 2558 มีการจัดงานครบรอบ 5 ปี การต่อสู้คัดค้านโครงการก่อสร้างเหมืองแร่ลิกไนต์ในตำบลบ้านแหง ของ กลุ่มรักษ์บ้านแหง

วันที่ 7 ตุลาคม 2558 กลุ่มรักษ์บ้านแหงมีหนังสือถึงอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เรื่อง ขอยืนยันคัดค้านการทำเหมืองแร่ของราษฎรในพื้นที่ และขอเพิกถอนใบอนุญาต ว่ากลุ่มรักษ์บ้านแหงได้ทราบถึงการออกประทานบัตร ขอร้องเรียนให้ท่านช่วยทบทวนและขอให้ยกเลิกการออกใบประทานบัตรดังกล่าว เนื่องจากบันทึกการรับรองของกำนันตำบลไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ และกลุ่มรักษ์บ้านแหงยังคงยืนยันการคัดค้านการทำเหมืองแร่ของราษฎรในพื้นที่

วันที่ 22 ตุลาคม 2558 กลุ่มรักษ์บ้านแหง 386 คน ได้ยื่นฟ้อง กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง กำนันตำบลบ้านแหง คณะกรรมการผู้ชำนาญการในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้านเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมถลุง หรือแต่งแร่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง และ บริษัท เขียว เหลือง จำกัด ต่อศาลปกครองเชียงใหม่

ปี 2563 บริษัท เขียวเหลือง จำกัด ไม่สามารถประกอบกิจการเหมืองแร่ลิกไนต์ได้ ซึ่งปีนี้จะครบรอบปีที่ 10 ของการต่อสู้ต้านเหมืองแร่ลิกไนต์ ของกลุ่มรักษ์บ้านแหง

22 เมษายน 2563 ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษา ให้เพิกถอนประทานบัตรเหมืองแร่ลิกไนต์ ต.บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง

สรุปคำพิพากษาคดีประทานบัตรบ้านแหง

  1. คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาออกประทานบัตรเหมืองแร่ ที่ 30485/16138 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2558 ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลพิเคราะห์แล้ว สรุปว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามร้อยแปดสิบหกคน เป็นประชาชนที่มีภูมิลำเนาและประกอบอาชีพอยู่ในท้องที่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 7 ตำบลบ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง อันเป็นบริเวณเขตพื้นที่ประทานบัตรที่พิพาท จึงมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติสุขและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ สวัสดีภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองคุ้มครองสิทธิไว้ อีกทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสามร้อยแปดสิบหกคนเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบโดยตรงและมากเป็นพิเศษกว่าบุคคลทั่วไปอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ตามประทานบัตรที่พิพาท ดังนั้น ถึงแม้ในขณะที่ยื่นคำฟ้องจะยังไม่มีการประกอบกิจการทำเหมืองแร่ตามประทานบัตรที่พิพาทก็ถือได้แล้วว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสามร้อยแปดสิบหกคนเป็นผู้ที่อาจจะได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการออกประทานบัตรเหมืองแร่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีทั้งสามร้อยแปดสิบหกจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองที่ฟ้องในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย และไม่เป็นการฟ้องซ้อน

  1. คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า กระบวนการในการพิจารณาออกประทานบัตรเหมืองแร่ที่พิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 8 เป็นไปโดยถูกต้องตามขั้นตอน หรือ วิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่

ศาลพิเคราะห์แล้ว สรุปว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ในคดีหมายเลขดำที่ ส.13/2557 คดีหมายเลขแดงที่ ส.1/2563 ระหว่าง นางสมหมาย หาญเตชะ ที่ 1 กับพวกรวม 439 คน และอธิบดีกรมป่าไม้ ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน ว่า พื้นที่ที่บริษัท เขียวเหลือง จำกัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ในคดีนี้) ขอประทานบัตรเหมืองแร่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าและยังคงมีปัญหากับราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เตียงตามข้อ 8 (5) ของระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2548 ซึ่งเป็นขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ ดังนั้น หนังสือที่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และใบอนุญาตให้แผ้วถางป่า โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางอนุญาตให้บริษัท เขียวเหลือง จำกัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ในคดีนี้) ทำการแผ้วถางป่าในท้องที่ตำบลบ้านแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง เพื่อการทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ ตามคำขอประทานบัตร ที่ 5/2553 และที่ 6/2553 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอดด้วยกฎหมาย พิพากษาให้เพิกถอนหนังสือและใบอนุญาตดังกล่าว โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันออกคำสั่ง กรณีจึงต้องถือว่า พื้นที่ที่มีการออกประทานบัตรยังไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ตามข้อ 9 วรรคหนึ่ง (5) ของระเบียบกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ว่าด้วย การดำเนินการเกี่ยวกับคำขอประทานบัตร การออกประทานบัตร การต่ออายุประทานบัตรและการโอนประทานบัตร พ.ศ.2547 ซึ่งเป็นขั้นตอนหรือวีธีการอันเป็นสาระสำคัญของการพิจารณาออกประทานบัตรเหมืองแร่

ดังนั้น การพิจารณาออกประทานบัตรเหมืองแร่ที่พิพาทของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีกระบวนการที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  1. และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ให้ความเห็นชอบในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการฯ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
  1. สำหรับคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 นั้น เห็นว่า โดยอำนาจในการพิจารณาออกประทานบัตรเหมืองแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่เป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ใช่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 และอำนาจการให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย เป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ไม่ใช่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 จึงเป็นเพียงขั้นตอนการเตรียมการและการดำเนินการเพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง เป็นการพิจารณาภายในฝ่ายปกครอง ซึ่งยังไม่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีทั้งสามร้อยแปดสิบหกคนจึงไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะมีสิทธิฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
  1. ส่วนกรณีบันทึกรับรองการตรวจสอบพื้นที่คำขอประทานบัตรเกี่ยวกับปัญหาในด้านมวลชนหรือการคัดค้านของราษฎร ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน ตามคำขอท้ายคำฟ้องข้อ 7 นั้น เห็นว่า การจัดทำบันทึกดังกล่าวเป็นเพียงการแสวงหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เท่านั้น มิได้มีผลผูกพันต่อการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีทั้งสามร้อยแปดสิบหกจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะมีสิทธฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
  1. สำหรับคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสามร้อยแปดสิบหกคนที่ขอให้ศาลมีคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 – 7 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 8 นั้น เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 – 7 เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เป็นดุลพินิจที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 – 7 จะพิจารณาดำเนินการ ศาลไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปใช้ดุลพินิจดังกล่าวแทนได้ ดังนั้น คำขอดังกล่าวศาลไม่อาจกำหนดบังคับตามมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
  1. ส่วนคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรของประทานบัตรที่ 30485/16138 ตามคำขอท้ายคำฟ้องข้อ 2 เพิกถอนรายงานการประชุมประชาคมเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2553 ตามคำขอท้ายคำฟ้องข้อ 3 เพิกถอนมิตสภาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 ตามคำขอท้ายคำฟ้องข้อ 4 และให้การนำหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ คำขอประทานบัตรที่ 5 – 7/2553 มาใช้ในการออกประทานบัตรที่ 30485/16138 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 และออกใบอนุญาตแผ้วถางผ่าตามคำขอประทานบัตรที่ 5/2553 และที่ 6/2553 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามคำขอท้ายคำฟ้องข้อ 6 นั้น เป็นคำขอเดียวกันกับคำขอท้ายฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ ส.2/2556 และคดีหมายเลขดำที่ ส.13/2557 ของศาลปกครองเชียงใหม่ กรณีจึงเข้าลักษณะเป็นการฟ้องซ้อน ซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลรับไว้พิจารณา ตามข้อ 36 (1) แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจรับคำขอดังกล่าวไว้พิจารณาได้

พิพากษาให้เพิกถอนประทานบัตรเหมือนแร่ ที่ 30485/16138 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2558 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ออกประทานบัตร ส่วนคำขออื่นให้ยก

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ