
วันที่ 23 สิงหาคม 2569 สมาคมพลเมืองนครนายกได้เชิญมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) เพื่อให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหรืออาจจะได้รับผลกระทบจากโครงการระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย (เจ้าพระยา 2)
สำหรับโครงการทางระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง ครอบคลุมพื้นที่ 38 ตําบล 11 อําเภอ 5 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี นครนายก ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ ระยะทางประมาณ 135.90 กิโลเมตร เป็นการก่อสร้างเขื่อนทดน้ำป่าสัก เป็นอาคารควบคุมน้ำ โดยตั้งอยู่ทางด้านเหนือน้ำของเขื่อนพระรามหก ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก่อสร้างบนช่องลัดที่ขุดเชื่อมแม่น้ำป่าสัก หัวงานเขื่อนทดน้ำป่าสัก ตั้งอยู่ระหว่างบ้านศาลาศักดิ์กับบ้านช้าง ลักษณะเป็นเขื่อนคอนกรีตทดน้ำ มีประตูน้ำทั้งหมด 6 ช่อง ทําหน้าที่เก็บกักน้ำและปล่อยน้ำให้ไหลเข้าสู่คลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย
โดยช่วง 23 กิโลเมตรแรก จะเป็นคลองดิน ลึก 7 เมตรอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นดินเดิม (คลองจม) และตั้งแต่กิโลเมตรที่ 23 เป็นต้นไปจนถึง ปตร.ปลายคลอง ระยะทาง 112.90 กิโลเมตร จะเป็นคลองดาดคอนกรีต ลึก 6 เมตร อยู่สูงกว่าระดับดินเดิม (คลองลอย) ก่อสร้างอาคารประกอบประเภทต่าง ๆ เพื่อการเชื่อมต่อทางสัญจร คลองส่งน้ำ และคลองธรรมชาติที่คลองระบายน้ำหลากตัดผ่าน รวมถึงอาคารบังคับน้ำในคลองระบายน้ำหลาก เพื่อให้โครงข่ายการส่งน้ำและการระบายน้ำที่มีอยู่เดิมใช้งานได้ตามปกติ รวมทั้งสิ้น 99 แห่ง
ประกอบด้วย (1) ประตูระบายน้ำ 5 แห่ง (2) สะพานน้ำ (Flume) 7 แห่ง (3) ท่อรับน้ำป่า 4 แห่ง (4) อาคารเชื่อมจุดตัดคลอง 34 แห่ง (5) อาคารเชื่อมจุดตัดคลองพร้อมประตูเรือสัญจร 5 แห่ง (6) สะพานรถยนต์ 42 แห่ง และ (7) สะพานรถไฟ 2 แห่ง ประชาชนได้รับผลกระทบ จํานวน 2,600 ราย มีมูลค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สิน รวมทั้งสิ้น 23,328 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สมาคมพลเมืองนครนายก พบว่า ในกระบวนการจัดรับฟังความคิดเห็นของโครงการดังกล่าว ยังคงไม่ครอบคลุมประชาชนผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ได้รับผลกระทบซึ่งถูกระบุไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการดังกล่าวจึงทำให้เกิดความกังวลแก่ประชาชนชาวนครนายก ถึงปัญหาการก่อสร้างโครงการ ซึ่งข้อมูลไม่ชัดพอที่จะทำให้ชาวบ้านมั่นใจได้ว่าตนจะไม่ได้รับผลกระทบ หรือ จะได้รับผลกระทบต่อที่ดินของตนอย่างไรบ้าง และรัฐจะมีการเวนคืนที่ดินที่อาจได้รับผลกระทบอย่างชอบธรรมหรือไม่
“การก่อสร้างประตูน้ำมีขึ้นบ่อยแต่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอะไรให้ชาวบ้าน ชาวบ้านต้องการขุดลอกคลอง และอยากให้แก้ไขปัญหาผักตบชวาซึ่งเป็นสาเหตุปัญหาที่ชาวบ้านประสบอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้น้ำได้อย่างตรงจุดมากกว่า” ตัวแทนชาวนครนายกกล่าว
ตัวแทนประชาชนชาวนครนายกยังตั้งคำถามต่อไปถึงความคุ้มค่า คุ้มทุนของโครงการที่ต้องใช้งบประมาณรวมถึง 165,000 ล้านบาท โดยมีแหล่งเงินทุนจากงบประมาณแผ่นดิน 61,438 ล้านบาท และเงินกู้จากธนคารพัฒนาแห่งเอเชีย ADB เป็นเงิน 103,562 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาล และอาจไม่ได้คุ้มค่าต่อการก่อสร้างโครงการแต่อย่างใด

ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงานและทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้ให้ความรู้ ความเข้าใจต่อตัวแทนชาวบ้านเกี่ยวกับสิทธิชุมชน สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและสงบ และสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตน ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนมีอยู่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ซึ่งหากประชาชนถูกละเมิดสิทธิหรือถูกโต้แย้งสิทธิเหล่านี้ของตน ก็สามารถใช้สิทธิในการขอข้อมูลและร้องเรียนถึงผลกระทบที่อาจส่งผลกระทบต่อตน ต่อหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
ทั้งนี้ หากดำเนินการดังกล่าวข้างต้นแล้วหน่วยงานของรัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หรือไม่แก้ไขปัญหาที่ประชาชนมีความกังวล ประชาชนที่ได้รับหรืออาจจะได้รับผลกระทบก็อาจสามารถใช้กระบวนการยุติธรรมในการฟ้องคดีต่อไปได้





