วันนี้ (4 กันยายน 2569) ทนายความได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ศาลแขวงดุสิต ว่ามีการยกเลิกนัดสืบพยานทั้งหมด ที่เป็นคดีจากการชุมนุมของกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) เนื่องจากศาลมีคำสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม พรบ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 จำนวน 2 คดีได้แก่

  1. คดีหมายเลขดำที่ อ.385/2569 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีศาลแขวง 3 ดุสิต เป็นโจทก์ฟ้อง นายจำนงค์ หนูพันธ์ กับพวกรวม 7 คน (จำนงค์ หนูพันธ์, นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์, พชร คำชำนาญ, จตุภัทร์ บุณภัทรรักษา, กัญญ์วรา หมื่นแก้ว, เกรียงไกร ชีช่วง และสมพร หารพรม) ในข้อหาฐานความผิดร่วมกันชุมนุมสาธารณะในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุมซึ่งอยู่ในรัศมี 50 เมตร จากทำเนียบรัฐบาล โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อหาทีมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ โดยคดีนี้เป็นเหตุสืบเนื่องมาจากการชุมนุมของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ (P-move) ได้มีการนัดรวมตัวกันของเครือข่ายประชาชนจากทุกภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายและนโยบายของรัฐในด้านที่ดิน ที่อยู่อาศัย และการจัดการทรัพยากร เพื่อไปติดตามผลการประชุมของคณะรัฐมนตรีในการให้ความเห็นชอบการเจรจาระหว่างรัฐบาล โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี กับสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งนายประเสริฐ ได้รับปากว่าจะนำผลการเจรจาทั้ง 6 ข้อ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 1 เมษายน 2568
  1. คดีหมายเลขดำที่ อ.542/2569 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีศาลแขวง 3 ดุสิต เป็นโจทก์ฟ้อง นายสมศักดิ์ บุญมาเลิศ กับพวกรวม 5 คน (สมศักดิ์ บุญมาเลิศ, สินชัย รู้เพราะจีน, จรัสศรี จันทร์อ้าย, จำนงค์ หนูพันธ์ และ ธีรเนตร ไชยสุวรรณ) ในข้อหาฐานความผิดร่วมกันชุมนุมสาธารณะในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุมซึ่งอยู่ในรัศมี 50 เมตร จากทำเนียบรัฐบาล โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อหาทีมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ โดยคดีนี้เป็นเหตุสืบเนื่องมาจากการชุมนุมของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ (P-move) ได้มีการนัดรวมตัวกันของเครือข่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ในประเด็นเรื่องที่ดิน ที่ทำกิน และโฉนดชุมชน โดยขอให้นายประเสริฐ จัทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะกรรมการโฉนดชุมชน และกำกับดูแลสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมโดยตรง เป็นตัวแทนรัฐบาลเพื่อเจรจากำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกับตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และนำสรุปข้อเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ทราบและพิจารณาต่อไป และขอให้นายกรัฐมนตรีลงนามในร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ตามที่ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ได้เสนอไว้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 และขอให้รัฐบาลนำข้อสรุปการเจรจา แจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบ

โดยพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศใช้ เมื่อ 23 สิงหาค 2569 ตาม มาตรา 7 มีการบัญญัติให้ “บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ที่กฎหมายบัญญัติ เป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน ให้การกระทำนั้น ไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด รวมถึงพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัยเท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ ” และมาตรา 8 มีการระบุถึงคดีที่ถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้วและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใดให้ศาลนั้นยุติการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ อีกด้วย

ซึ่งความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 อยู่ในบัญญัติแนบท้าย(ข้อที่ 11) ซึ่งได้รับผลตามกฎหมายด้วย คือให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด จึงเป็นที่มาของคำสั่งในการสั่งยุติการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีออกจากสารบบดังกล่าว

ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC)

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ