
เรื่องของคดีตากใบนั้นมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีมาแล้ว คือ วันที่ 25 ตุลาคม 2547 ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส มีความเป็นมาเรื่องราวที่ควรจะต้องทบทวน แล้วติดตามดูว่าเรื่องนี้มีผลต่อสังคมอย่างไรด้วย คุณชาญวิทย์ ได้เรียนเชิญ หนึ่งในทีมทนายความที่ทำเรื่องนี้ จริงๆ ไม่ใช่เฉพาะช่วงนี้ แต่ทำตั้งแต่หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่นาน ก็เป็นหนึ่งในทีมทนายความอยู่ด้วย ท่านผู้นี้คือ คุณรัษฎา มนูญรัษฎา ทนายความสิทธิมนุษยชน
คุณชาญวิทย์ : คุณรัษฎาเข้ามาทำหน้าที่เป็นทนายความที่เกี่ยวกับเรื่องคดีตากใบตั้งแต่หลังจากเกิดเหตุไม่นานด้วยเลยใช่ไหมครับ
คุณรัษฎา : ครับ ตอนเกิดเหตุการณ์ 25 ตุลาคม 2547 กรณีตากใบสภา ทนายความได้แต่งตั้งคณะทำงานลงไปสอบข้อเท็จจริงครับ ก็ได้รับผิดชอบตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ นั่นแหละครับ ประมาณปลายเดือนตุลาคมครับ
คุณชาญวิทย์ : ทำไมเรื่องนี้จึงยืดเยื้อยาวนานมาถึงเกือบจะครบ 20 ปี
คุณรัษฎา : ก็ต้องเท้าความนะครับ คือเหตุการณ์ สภอ.ตากใบ เป็นเรื่องของมีประชาชนมาชุมนุมแล้วก็เรียกร้องขอความเป็นธรรม ประกอบกับเรียกร้องให้ปล่อยตัวชาวบ้านจำนวน 6 คน ซึ่งเขาเรียกว่าชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) คือชาวบ้าน 6 คนนี้ถูกดำเนินคดีว่า นำอาวุธปืนของราชการไปมอบให้กับผู้ก่อความไม่สงบ แต่ว่าผู้ต้องหา 6 คน ที่เป็นชาวบ้านเขาบอกว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบังคับนะครับ ไม่ใช่สมัครใจ แล้วก็เขาไม่ควรมาถูกดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันนี้มันก็เกิดการเรียกร้องความเป็นธรรม ทีนี้พอเกิดการเรียกร้องความเป็นธรรม เนื่องจากคนที่ผ่านมาผ่านไปบริเวณใกล้สถานีมันมีทั้งตลาด เขาเรียกว่าตลาดตาบาคนไปซื้อข้าวซื้อของก็มี
ทีนี้พอคนมาร่วมชุมนุมแล้วก็เรียกร้องความยุติธรรม มันก็มีคนผ่านไปผ่านมาก็ไปดูว่า ทำไมคนไปเรียกร้องอะไรกัน มันก็เกิดการที่มีคนจำนวนมากขึ้นๆ เป็นจำนวนถึงหลักพัน แต่ว่า
“เป็นการชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ ดังนั้นมันก็ยังอยู่ในเกณฑ์ของการใช้เสรีภาพในการเรียกร้องตามรัฐธรรมนูญ”
แต่พอช่วงบ่ายคนจำนวนมากขึ้นทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ เห็นว่าจะต้องแก้ไขสถานการณ์ แล้วก็ประชุมวางแผนร่วมกันทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ว่าจะต้องทำการสลายการชุมนุม แล้วก็จับคนเพื่อให้เหตุการณ์สงบ แต่วิธีการสลายการชุมนุมของเขามันไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย มันเป็นการใช้ความรุนแรง แล้วก็บัญชาการโดยแม่ทัพภาคที่ 4 สมัยนั้น
ใช้ความรุนแรงอย่างไร ก็คือว่าเมื่อเขาเห็นว่าการเจรจาแล้วไม่เป็นผล เขาจึงใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าใส่ฝูงชน และก็ทันทีนั้นก็รัวกระสุนปืน บางส่วนยิงขึ้นฟ้าบางส่วนยิงแนวระนาบ
“มันเกิดการเสียชีวิตของคนในที่เกิดเหตุทันทีเลย 6 ศพ หน้าโรงพักตากใบ โดยถูกกระสุนปืนยิ่ง อันนี้เป็นความรุนแรงและมันผิดขั้นตอน”
ทีนี้พอเสียงปืนเริ่มสงบ เจ้าหน้าที่รัฐเห็นว่าควบคุมสถานการณ์ได้ก็สั่งการให้มีการหมอบคว่ำหน้าลงกับพื้นทั้งหมดกว่า 1,000 คน แล้วก็พอมีคนจำนวนพันกว่าคน รัฐก็จัดการโดยวิธีการที่มันไม่ถูกต้องอีกคืออะไร คือบังคับถอดเสื้อมัดมือไขว้หลัง โดยตอนนั้นแยกผู้หญิง แยกเด็ก ออกมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมก่อน ดังนั้นผู้หญิงและเด็กเล็กก็ถูกแยกออกไป เหลือแต่ผู้ชายหนุ่ม ชายชรา เด็กหนุ่ม ก็เลยถูกสั่งให้ถอดเสื้อมัดมือไขว้หลัง เสร็จแล้วก็ตกลงกันขนย้ายผู้ถูกควบคุมทั้งหมดกว่า 1,300 คน ไปค่ายอิงคยุทธบริหารเพื่อดำเนินคดี ซึ่งวิธีการขนย้ายก็ใช้รถบรรทุกทหาร จำนวนกว่า 20 คัน แต่คนจำนวนกว่า 1,300 คน รถมันไม่พอกับจำนวนคนเลย
ดังนั้น กระบวนการการจัดการการเตรียมการก็ผิดพลาดไปหมด เมื่อรถจำนวนน้อยแล้วจะเร่งรีบขนคนจำนวนเยอะที่ถูกจับกุม ก็มีการสั่งบังคับให้ไปนอนคว่ำหน้ากับพื้นกระบะรถยนต์บรรทุกทหาร พอคนจำนวนมากรถไม่พอก็บังคับให้คนไปนอนทับซ้อนกันเป็นชั้นที่ 2 แล้วพอยิ่งคันหลังๆ เป็นชั้นที่ 3 ชั้นที่ 4 จนชั้นที่ 5 แล้วระหว่างการขนย้าย 150 กิโลเมตร ระยะทาง 150 กิโลเมตร ก็ใช้ระยะเดินทาง 2-3 ชั่วโมง รถบรรทุกทหารเป็นขบวนเคลื่อนย้ายปรากฏว่าเมื่อรถบรรทุกทหารขนย้ายคนไปถึงค่ายอิงคยุทธฯ เขาก็ค่อยๆ ถอยหลังลงทีละคันไปจอดที่ประตูเรือนจำค่ายอิงคยุทธบริหารทีละคันถอยหลังไปกว่าจะได้ครบ ปรากฏว่าเวลาคนอยู่ข้างบนน่ะลงมา แต่คนที่อยู่ชั้นล่างไม่ขยับตัวแล้ว เขาเสียชีวิตถูกทับตายหายใจไม่ออก แล้วยิ่งคันหลังๆ มาถึงสุดท้ายตี 1 เสียชีวิต 23 คน ทั้งๆ ที่ครั้งแรกที่มาถึงรู้พบเห็นการเสียชีวิตก็ไม่ดำเนินการแก้ไข รองแม่ทัพคนหนึ่งที่อยู่บัญชาการรับคนที่ถูกควบคุมก็ไม่ดำเนินการจัดการแก้ไขสั่งการ ไม่มีการแก้ไข ผมถึงเรียนว่าคันหลังๆ เสียชีวิตจำนวนมาก
“เพราะบรรทุกมา 60-70 คนแบบทับซ้อนกัน แล้วมาถึงประมาณตี 1 แล้ว กว่าจะถอยหลังเข้าไปที่หน้าประตูเรือนจำก็อย่างที่เรียนให้ทราบ รวมสรุปแล้วมีคนเสียชีวิต 78 คน จากการขนย้ายจากการถูกทับจนขาดอากาศหายใจ มันเป็นโศกนาฏกรรมรุนแรงในประวัติศาสตร์สังคมไทย”
ทีนี้ความเป็นอย่างนี้ทำไมถึงยาวนานมา 20 ปี ก็เนื่องจากว่า เหตุคดีนี้เกือบจะ 20 ปีแล้ว พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ทำสำนวนสอบสวน มีคนเสียชีวิตจำนวนมากก็ล่าช้า เพิ่งจะมาเสนอสำนวนสอบสวนเมื่อเกือบจะ 19 ปีเศษ ปลายปีที่แล้ว ก็เสนอความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เพราะไม่พบการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วก็อัยการสูงสุดไม่เห็นด้วยนะครับ อันนี้ต้องขอบคุณคณะทำงานอัยการสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่าเมื่อขนคนไปเช่นอย่างนี้คนตาย เล็งเห็นผลได้กับการทับซ้อนคนอย่างนี้ จะทำให้คนหายใจไม่ออกเสียชีวิตได้ จึงสั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 คน อันนี้ก็คือเกือบจะครบ 20 ปี แต่ก่อนที่อัยการสูงสุดจะมีคำสั่งฟ้อง ราษฎรชาวบ้านซึ่งเป็นผู้เสียหาย ครอบครัวผู้เสียชีวิต ครอบครัวผู้บาดเจ็บตัดสินใจฟ้องคดีเองก่อน เป็นโจทย์ 48 คน ร่วมตัวกันฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจทหารชั้นผู้ใหญ่และฝ่ายปกครองที่ศาลจังหวัดนราธิวาส จนกระทั่งศาลสั่งประทับรับฟ้องคดีมีมูล ผู้ต้องหาที่เป็นจำเลยที่ศาล 7 คน ศาลสั่งรับฟ้องแล้วก็ออกหมายเรียกให้มาศาล ปรากฏถึงวันนัดศาลไม่มาเลยสักคนเลย ไม่ว่าจะเป็นอดีตแม่ทัพภาค 4 รองแม่ทัพ เขาเรียกว่า แม่ทัพภาค 4 และผู้บังคับการกองพลทหารราบ ซึ่งควบคุมกำลังทหารปฏิบัติหน้าที่วันเกิดเหตุ และก็มีข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด อดีตรองผู้อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่ร่วมในวันเกิดเหตุ แล้วก็ร่วมประชุมปรึกษาวางแผนดำเนินการจึงถูกศาลออกหมายเรียก และเมื่อไม่มาตามนัดศาลเห็นว่ารับหมายโดยชอบแล้วไม่มา ศาลออกหมายจับ “จนวันนี้ครบ 20 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังจับคนไม่ได้สักคนเลย” และแม้แต่ผู้ต้องหาอีก 8 คน ที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องให้ตำรวจไปตามตัวมา ก็ไม่ปรากฏมีการที่ศาลจังหวัดปัตตานีออกหมายจับไว้ 8 คนเช่นกัน ก็ยังไม่ได้ตัวมาเลยสักคนเดียว อันนี้เราก็เลยรู้สึกว่าหน่วยงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรามีศักยภาพ เราสามารถติดตามจับกุมคนร้ายคดีสำคัญ เราสามารถเชื่อมประสานกับหน่วยงานต่างประเทศนะครับ ตำรวจสากลนะครับ กระทรวงการต่างประเทศของไทยดูจะไม่ค่อยขยับเขยื้อนเท่าไหร่ ไม่ค่อยเห็นการทำงานที่เต็มความสามารถซึ่งควรจะเป็นนะครับ
คุณชาญวิทย์ : เห็นมีข่าวในทำนองว่า บางคนเขามองว่าทำไมจึงจะต้องมาฟ้องกันอีก เพราะว่าเขาก็จ่ายค่าชดเชยไปแล้วนี่มันคืออย่างไรครับ
คุณรัษฎา : ผมคิดว่าค่าชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายทางแพ่งเป็นเรื่องที่สมควรต้องทำแน่นอน เพราะว่าครอบครัวเขาสูญเสีย บางคนเป็นผู้นำครอบครัวลูก 10 คนนะ แม่เหลือคนเดียวเลี้ยงลูก 10 คน บางครอบครัวยากจนมาก บางคนไม่เสียชีวิต แต่สูญเสียอวัยวะการรักษาของแพทย์จะตัดขาออกไปตั้งแต่ท่อนบนของขา ต้นขาถูกตัดออกไป มือสองข้างพิการไม่สามารถทำงานได้ อันนี้เป็นความเสียหายที่รัฐควรต้องเยียวยา แต่มันเป็นความเสียหายทางแพ่ง งานเยียวยาความเสียหายทางแพ่ง แต่การเยียวยาความเสียหายทางจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ อันนี้สำคัญเป็นเรื่องของการเยียวยาว่าทำไมคนในครอบครัวเขาทำไมต้องมาตาย 8 คน และถูกยิงตายหน้าโรงพักอีก 6 ศพ ไปเสียชีวิตโรงพยาบาล 7 ศพ รวมทั้งหมด 85 ศพ ใครรับผิดชอบ นี่คือความต้องการความยุติธรรมให้กับครอบครัวให้กับคนเสียชีวิต
เพราะฉะนั้นผมจึงตอบคำถามว่านี่แหละคือการจะต้องมีคดีศึกษา คนผิดจะต้องไม่ลอยนวล คนผิดต้องได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ศาลจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ฝ่ายจำเลยมีสิทธิ์มาแก้ข้อกล่าวหาชี้แจงว่า มีความจำเป็นอะไรวันเกิดเหตุมีการปฏิบัติไปตามสมควรแก่สถานการณ์แล้วหรือไม่ หรือบกพร่องต่อหน้าที่อย่างไร ก็มีสิทธิ์มาแสดงข้อเท็จจริงให้ศาลเห็น สิ่งที่เป็นเรื่องที่ควรทำถูกต้อง แต่ถ้าเกิดว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นก็เพิกเฉยนะ รอจนเกือบขาดอายุความจนชาวบ้านต้องมาฟ้องคดีเรียกร้องความเป็นธรรม ดังนั้นก็ตอบคำถามเลยว่า
“เขาต้องการความยุติธรรม เขาต้องการความเป็นธรรม เขาต้องการคำขอโทษจากเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่ว่าปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป มันไม่มีวันลืมหรอก ความทรงจำเดี๋ยวนี้มันจะอยู่ในใจมันไม่มีวันลืม ดังนั้น ถึงบอกว่าการเยียวยาด้านจิตใจคือความยุติธรรม” ศาลไทยจะให้กับทั้งสองฝ่ายอันนี้พอเข้าใจคำตอบนะครับ
คุณชาญวิทย์ : ชัดเจนว่าทางหน่วยงานราชการเองกว่าจะยื่นฟ้องก็เกือบ 20 ปี และหลังจากที่ชาวบ้านยื่นฟ้องด้วยนะครับ แล้วในส่วนของชาวบ้านเองทำไมไม่ฟ้องตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะอะไรครับ
คุณรัษฎา : ผมเข้าใจว่าอย่างนี้สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดน การควบคุมคนไม่จำเป็นต้องคุมขังในสถานีตำรวจ เอาไปคุมขังสถานที่แห่งอื่นก็ได้ แล้วก็เอาไปค่ายอิงคยุทธฯ ไปปรากฏว่าประชาชนไปถูกซ้อมเสียชีวิตในค่ายของหน่วยทหารที่ไปตั้งก็มี เสร็จแล้วก็เอาศพมาส่งโรงพยาบาล แล้วเรื่องนี้ก็เกิดมาหลายปีแล้วกว่า 10 ปี กรณีของผู้นำชุมชนคืออิหม่ามยะผากาเซ็ง เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารไปค้นบ้านตั้งแต่เช้ามืด แล้วก็บอกว่าเป็นพวกที่น่าจะสงสัยเป็นผู้ก่อความไม่สงบ เสร็จแล้วก็เอาไปขังไว้ในรถยนต์บรรทุกผู้ต้องขังของตำรวจที่ให้ทหารยืม แล้วไปไว้ในค่ายทหาร แล้วค่ายทหารก็ไปขอใช้พื้นที่ของวัดเป็นที่ตั้งของค่ายทหาร แล้วพอตอนกลางคืนก็เปิดรถบรรทุกผู้ต้องขังเอาอิหม่ามยะผากาเซ็งกับเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งไปซ้อม ตั้งแต่คืนถึงดึกดื่นโดยเจ้าหน้าที่ทหาร ปรากฏเช้ามืดอิหม่ามยะผากาเซ็งเสียชีวิตคาตักลูกชายเขาในรถยนต์บรรทุกทหาร ส่วนเด็ก 1 คนบาดเจ็บสาหัส และนี่คือการใช้กฎหมายพิเศษและส่งผลกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
ดังนั้น คำถามที่ถามว่าทำไมประชาชนไม่ฟ้องคดีตั้งแต่ก่อนนั้น ถ้าเรามามองสถานการณ์หลังเกิดเหตุ 2547 ปลายปี ปี 2549 ก็มีการรัฐประหาร พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน พอไม่มีรัฐบาล ไม่มีสภาผู้แทน ไม่มีกรรมาธิการ ระบบการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมันก็ทำไม่ได้ การใช้ความรุนแรงหรือยุทธวิธีทหารนำการเมือง มันก็ถูกนำมาใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (จะนะ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย) ถ้า ดังนั้น ถ้าชาวบ้านขณะนั้นในความไม่รู้สึกว่ามันไม่มีความปลอดภัยในชีวิตของคนในครอบครัว การดำเนินคดีอาญามาฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องเข้าใจ แต่เมื่อมันผ่านสมัยรัฐบาลเผด็จการทหารหมดไป มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง จะเห็นว่าการใช้กฎหมายพิเศษ อย่างเช่น มาตรา 44 อะไรอย่างนี้นะ ที่ออกมาใช้กับอำนาจที่ได้มาจากการรัฐประหาร ออกมาตรา 44 ทำอะไร ประวัติผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์บริพัตร แล้วแต่งตั้งคนของตนเองมาเป็นผู้ว่าแทน อันนี้ก็คือใช้อำนาจจากอำนาจเผด็จการขึ้นมา ย้ายอัยการสูงสุดคุณอรรถพล ใหญ่สว่าง ย้ายไปอยู่ประจำสำนักนายกและตั้งคนอื่นขึ้นมาแทน นี่คือใช้อำนาจจากอำนาจที่มาจากการรัฐประหาร
ดังนั้น ไม่แปลกเลยว่าประชาชนทำไมเขาถึงต้องรอจนกระทั่งสถานการณ์ดูแล้วจะยังไงก็รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม จะใช้กฎหมายพิเศษก็ใช้ แต่ว่ามันมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งอย่างน้อยก็เรียกร้องเขาก็อาจจะมีคนรับฟัง ชาวบ้านตัดสินใจฟ้องคดี
“ผมต้องขอบคุณในความกล้าของทั้ง 48 คน ผมถือว่าเขามีความกล้าหาญ มาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนตายทั้งๆ ที่เขาอยู่ในพื้นที่อันตราย แล้วผมก็เห็นว่าทนายความมุสลิมที่อยู่ในพื้นที่เป็นคณะทำงานคดีตากใบนี้ก็มีความกล้าหาญไม่แพ้เช่นเดียวกัน เขาทำหน้าที่ทนายความอย่างสมศักดิ์ศรี”
ดังนั้นผมเองแม้อายุเยอะ แต่ผมรู้สึกว่าคดีนี้มีความสำคัญ ถ้าเราจำเป็นต้องนำคดีสำคัญมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวบ้านคนตายผมก็ยินดีเข้าร่วม แล้วซึ่งกรรมการบริหารสภาทนายความเห็นด้วย มีมติแต่งตั้งคณะทำงาน ของสภาทนายความร่วมกับทนายความมูลนิธิทนายความมุสลิม แล้วก็มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งทำคดีเกี่ยวกับเรื่องการซ้อมทรมาน คนสูญหาย คนถูกบังคับสูญหาย อันนี้จึงเป็นที่มาทำไมเพิ่งจะมาฟ้องคดี มันคงมีเหตุผลตามที่เรียนให้ทราบดังนี้ครับ
คุณชาญวิทย์ : คราวนี้พอฟ้องคดีเองหมายถึงประชาชนทั่วไปฟ้องคดีอาญาเอง ก็ต้องไต่สวนมูลฟ้อง การไต่สวนมูลฟ้องนี้มีหลักฐานที่ชัดเจนขนาดไหนก็ต้องดูที่คำสั่งศาลใช่ไหมครับ ในคดีนี้หลังจากชาวบ้านฟ้องคดีเองมีการไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คำสั่งศาลเป็นอย่างไรบ้างครับ
คุณรัษฎา : ศาลไต่สวนฟังพยานหลักฐาน ทั้งประจักษ์พยานซึ่งเป็นชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่แรก ประจักษ์พยานถูกควบคุมตัวด้วย แล้วก็ถูกบังคับถอดเสื้อมัดมือไขว้หลังไปกับรถยนต์บรรทุกทหารด้วย นอนคว่ำหน้าบนชั้นที่ 2 กับคนอื่นที่นอนอยู่แล้ว แล้วต่อมาก็มีคนที่ถูกควบคุมมาทับเขาอีก น้ำหนักที่กดลงมา เขารู้สึกว่ามันเป็นชั้นที่ 3 และเป็นชั้นที่ 4 กับการกดลงมา เขาเป็นพยานที่เล่าเหตุการณ์มาโดยตลอด เรายังมีหลักฐานเป็นรายงานการตรวจสอบของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการชุดนี้ประกอบไปด้วย ผู้นำทางศาสนา คณาจารย์ที่มีความรู้ในทางมหาวิทยาลัย ผู้รู้ทางกฎหมายหลายท่าน
แล้วก็มีสรุปรายงานความเห็นของคณะกรรมการอิสระว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีการปฏิบัติหน้าที่อย่างบกพร่องเกิดการเสียชีวิตของคนจำนวนมากน แล้วก็มีข้อแนะนำด้วยของรายงานคณะกรรมการ และรายงานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย ก็คือคนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการสลายการชุมนุม ร่วมประชุมวางแผน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมคนทั้งทหารและตำรวจ ได้ข้อมูลไม่ต่างไปจากคำให้การพยานที่เป็นประจักษ์พยานชาวบ้าน รายงานนี้สอดคล้องกัน ศาลเชื่อและสั่งรับประทับฟ้อง ดังนั้น คำสั่งศาลจะมีรายละเอียดของคำให้การบุคคล และก็พยานเอกสารรวมถึงรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นรายงานของอนุกรรมลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ก็สอดคล้องกันในทำนองไปในทิศทางเดียวกัน ศาลรับประทับฟ้อง ดังนั้นคำสั่งศาลจะมีรายละเอียดตรงนี้ครับ
คุณชาญวิทย์ : ในเมื่อตอนนี้ยังจับกุมจำเลยมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมพิจารณาคดีต่อไปไม่ได้ กระบวนการยุติธรรม กฎเกณฑ์ต่างๆ กฎหมายต่างๆ มันจะเป็นอย่างไรบ้าง
คุณรัษฎา : ผมว่าหลักกฎหมายมันก็เป็นไปตามหลักกฎหมายของมัน แล้วมันก็เป็นหลักสากล แต่ปัญหาของเรามันไม่ได้เกิดจากตัวกฎหมายนะ ผมว่ามันเกิดจากผู้ปฏิบัติ อย่างที่ผมเรียนเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่แต่แรกแล้ว เมื่อคุณชันสูตรพลิกศพร่วมกัน ทั้งตำรวจ พนักงานสอบสวน แพทย์นะครับ รายงานการแพทย์ปรากฏผู้เสียชีวิตตายจากการถูกกดทับขาดอากาศหายใจ มีภาพเหตุการณ์จากผู้สื่อข่าวทั่วโลก เขาส่งไปไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย พนักงานสอบสวนต้องรวบรวม วิธีการควบคุมคน การเอาคนไปทับบนรถบรรทุก ยังมีภาพปรากฏอยู่ในสำนวนคดีของศาล สิ่งเหล่านี้มันเป็นหน้าที่ที่พนักงานสอบสวนต้องทำต้องรวบรวม แล้วเสนออัยการสั่งฟ้อง แต่พนักงานสอบสวนของท้องที่เกิดเหตุ คือค่ายอิงคยุทธ ก็คือ สภอ. หนองจิก ทราบเหตุผลตายไปชันสูตรพลิกศพรายงานแพทย์ได้ภาพเหตุการณ์มี ประจักษ์พยานมี เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นพยานให้ถ้อยคำ
“วิธีการขนย้ายคนจำนวน 1,300 คน จำนวนรถแค่ 20 กว่าคัน มันชัดเจนและหลักฐานว่ามีคนตายเกิดขึ้น มีสาเหตุ มีมูลเหตุ มีพฤติการณ์ แต่คุณมาทำสำนวนเกือบ 19 ปี 20 ปีแล้ว มาเสนอความเห็นบอกไม่พบการกระทำความผิด”
ผมยังเสนอว่าชาวบ้านทำหนังสือถึงอัยการสูงสุด และบอกว่าให้ไปเอาสำนวนสอบสำนวนไต่สวนของศาลว่าประจักษ์พยานให้เขาทำอย่างไร แล้วก็พยานเอกสารที่ศาลเชื่อและสั่งรับฟ้องคืออะไร พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งให้พนักงานสอบสวนไปรวบรวมมา แล้วก็ไปพิจารณาว่าที่เสนอความเห็นสั่งฟ้อง 8 คน มันครบถ้วนหรือยัง พร้อมจะฟ้องผู้ขับขี่รถบรรทุก พลขับก็คือผู้ปฏิบัติรับคำสั่ง ผู้ที่ควบคุมการปฏิบัติการ หัวหน้าผู้บัญชาการสำนวนสอบสวนตกหล่นไปหรือเปล่า เพราะว่าคดีที่ศาลรับฟ้องผู้บัญชาการเหตุการณ์คืออดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งต้องเป็นผู้ต้องหาในสำนวนสอบสวนนะครับ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสศาลสั่งรับประทับฟ้อง ก็ต้องไปดูหลักฐานมาประกอบสำนวนของอัยการ เพราะว่าอัยการมีอำนาจ ถ้าศาลเห็นว่าอะไรยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์สั่งได้ ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมมา อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะ
ผมเสนอแนะผ่านรายการวิทยุศึกษานี้ก็ได้ เผื่อผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงานอัยการสูงสุด หรือใครจะได้มีโอกาสรับฟัง ก็ฝากไปพิจารณาดูนะครับ ส่วนเรื่องที่แก้ไขกฎหมายบางคนเสนอ หรือว่ามันไม่ควรจะมีอายุความ ถ้าเป็นคดีสำคัญก็มีข้อเสนอที่ดี ก็เอาไปพิจารณากันในสภาผู้แทน เพราะอะไร เพราะเรื่องอาชญากรรมสงคราม ความรุนแรงที่มันเกิดกับมวลมนุษยชาติและมันเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ไม่ว่าจะเป็นในต่างประเทศก็ดี สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็ดี คดีเหล่านี้บางทีมาพิจารณาดูว่าควรไม่ขาดอายุความไหม คดีบังคับคนให้สูญหาย แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ตัวคนนี้กลับมา มีการคิดเรื่องของอายุความว่ามันไม่ควรจะมีอายุความ เพราะตราบใดที่เขายังหายอยู่ ยังไม่พบตัวมันก็ยังต้องไม่ขาดอายุความซ้อน เมื่อใดที่ได้รู้การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐคนใดแล้วเกี่ยวข้องกับการสูญหายแล้วเสียชีวิต เอาคดีนี้ยกขึ้นมาไม่ให้ขาดอายุความ ก็เป็นเรื่องที่ควรพิจารณา
คุณชาญวิทย์ : คุณรัษฎาคิดว่าความยุติธรรมจะลดความรุนแรงได้อย่างไรครับ โดยหลักการและก็โดยความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมโลกนี้
คุณรัษฎา : ผมคิดว่าความยุติธรรมก็คือธรรมะที่ยุติ หมายความว่าสุดท้ายแล้วเรายุติด้วยธรรม หมายความว่ายุติด้วยความเป็นธรรมโดยคำพิพากษาของศาลนี่ก็ถือว่าเป็นที่ยอมรับ ชาวบ้านนำคดีถึงศาลต้องการความเป็นธรรม จำเลยมาศาลมาแก้ต่าง มาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ก็เป็นการพิสูจน์เป็นโอกาสของจำเลยว่า ตอนเกิดเหตุเป็นอย่างไร เขาไม่ผิดอย่างไร เขาทำเต็มที่แล้ว สุดความสามารถแล้วมันก็ยังมีความบกพร่องอยู่ มีผลเสียหายเกิดขึ้นก็มาพิจารณาดู ผมเชื่อว่าศาลเองมองทุกมิติ เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีคุณงามความดี มีความบกพร่องอย่างไร ความจำเป็นอย่างไร วันเกิดเหตุสถานการณ์บ้านเมืองอย่างไร ใกล้มืด ใกล้ค่ำ งบน้อย คนเยอะ จำเป็นต้องรีบขนเอาคนไปทับกัน มีความจำเป็นอย่างนั้นจริงหรือ ต้องเอาคนไปเป็น 1,300 กว่าคนจริงหรือ บางทีคนไปชุมนุมเรียกร้องมันก็มีแกนนำอาจจะไม่กี่คน แต่ถ้าคุณควบคุมคนและไม่แจ้งข้อหาเขา แล้วขนไปทับกันแล้วจนตาย แล้วคุณคิดว่าจะไปแยกแยะทีหลังว่าคนนี้เป็นจำเลย สุดท้ายคุณชาญวิทย์ทราบไหมครับ พอเขาเสียชีวิต 85 คน กว่า 1,300 คน ในค่ายอิงคยุทธฯ เขาไปคัดออกเหลือ 59 คน บอกว่าเป็นผู้ชุมนุม ดูสิเหลือ 59 คน เอามาฟ้องคดีที่ศาลนราธิวาส
คุณชาญวิทย์ : หมายถึงว่าคนที่เสียชีวิตอีกส่วนหนึ่งไม่ใช่ผู้ชุมนุมเหรอครับ
คุณรัษฎา : เป็นคนที่อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ถูกควบคุมไปค่ายอิงคยุทธฯ แล้วไม่ตาย เสียชีวิต 78 จากกว่า 1,300 คน แล้วไปคัดพันกว่าคนเหลือ 59 คน มาฟ้องว่าเป็นแกนนำชุมนุมมั่วสุมก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง แล้วสุดท้ายเป็นไงรู้ไหมครับ คดีนี้อัยการสูงสุดก็ถอนฟ้องไป ชาวบ้านมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองว่าเขาไม่ผิดเขาไปชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่มีอาวุธเขามีสิทธิทำได้ ดังนั้นเขามีสิทธิทำได้ แล้วเขาก็มาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ สุดท้ายอัยการสูงสุดสั่งให้มีการถอนฟ้องคดี 59 คน ถอนฟ้องคดี แล้ว ชรบ. ที่ถูกจับตอนแรกที่เป็นคนที่เอาปืนไปมอบให้ผู้ก่อความไม่สงบก็ไม่มีการฟ้องคดีนะ เห็นไหมครับนี่คือให้ความยุติธรรมกับชาวบ้าน หากว่าถ้าไม่ผิดก็ต้องถอนคดีเขาเสีย ชาวบ้านก็รับได้
“ถ้าได้ความยุติธรรมที่ตรงไปตรงมาผมว่าชาวบ้านรับได้ แล้วชาวบ้านก็จะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม แต่อันนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงหันหลังให้กับกระบวนการยุติธรรม ผมก็รู้สึกแปลกนะ”
คุณชาญวิทย์ : อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่ามันซ้อนกันอยู่ด้วย อยากฟังความคิดเห็นของคุณรัษฎาด้วย ก็คือเรื่องของศาสนาที่แตกต่างกัน บางทีก็ทำให้คนที่ติดตามข่าวไม่รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ตรงนี้ในมุมของความยุติธรรมเราควรคิดพิจารณาเรื่องนี้อย่างไรครับ
คุณรัษฎา : คือหลักรัฐธรรมนูญของเรา แล้วก็เป็นสากลด้วยนะครับ ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว เผ่าพันธุ์ อันนี้ไม่เป็นอุปสรรคจากการอยู่ร่วมกันในสังคม ดังนั้นจะเป็นคนไทย คนพม่า คนมอญ คนมุสลิม คนซิกข์ คนจีน เราเป็นพหุสังคมเราอยู่ร่วมกันในสังคมไทยมานานแล้ว พี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้มุสลิมนี้นะ เป็นพระสหายของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็มีนะครับ เพราะว่าท่านเสด็จบ่อย แล้วสมัยก่อนนั้นเราไม่มีอะไรที่มันเป็นความรุนแรง อาจจะมีบางส่วนที่เป็นความเห็นต่างของคนบางคนว่าอดีตรัฐปัตตานีเคยเป็นรัฐของทางกลุ่มมุสลิม แล้วก็ถูกรัฐไทยผนวกดินแดนแล้วก็มารวมกัน แต่หลังจากนั้นก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ดังนั้นผมบอกได้เลยว่าความแตกต่างทางเชื้อชาติศาสนาสีผิวเผ่าพันธุ์ไม่เป็นอุปสรรคอย่างแน่นอน คุณจะเห็นว่าพี่น้องมุสลิมในกรุงเทพมหานคร มีทั้งมีนบุรี มีทั้งแถวคลองตันก็มี มีมัสยิดทั่วทุกหนแห่ง ทั่วเกือบทุกจังหวัดแม้แต่ทางภาคเหนือก็มี ดังนั้นมันเป็นความหลากหลาย และโดยเฉพาะหลักศาสนาต่างๆ ทุกศาสนาเขาสอนให้คนเป็นคนดี ละเว้นความชั่ว แล้วก็ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ อันนี้คือหลักการพื้นฐานที่เป็นหลักสากลคล้ายๆ กัน ดังนั้นจึงสามารถอยู่ร่วมกันได้ไม่เป็นปัญหาครับ
คุณชาญวิทย์ : ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สถานการณ์ตอนนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง แล้วเรื่องตากใบจะยิ่งซ้ำเติมหรือจะช่วยอะไรกับการแก้ไขสถานการณ์ได้บ้างไหม
คุณรัษฎา : ผมยังหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แล้วก็เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ดังนั้นเมื่อประชาชนเขายอมรับกระบวนการยุติธรรมและเขาเชื่อมั่น เจ้าหน้าที่ของรัฐเองที่อยู่ร่วมกันก็ต้องหันหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สิ่งใดที่ผิดพลาดเราก็มาทบทวนเราก็มาแก้ไข แล้วก็มาย้อนดูว่าเราจะปรับปรุงอะไร อย่างเช่นผมสรุปตอนท้ายนี้เหตุการณ์สลายการชุมนุมเอาหน่วยงานทางทหารเข้าไปใช้กระสุนปืนจริง อาวุธสงครามก็มีคนตายอย่างนี้ มันผิดพลาดตั้งแต่ต้นตั้งแต่สลายการชุมนุมผิดขั้นตอนแล้ว ต้องไม่มีเหตุการณ์ซ้ำเช่นอย่างนี้อีก หน่วยงานตำรวจต้องการฝึกกองร้อยควบคุมฝูงชนเขามียุทธวิธีมีขั้นตอนการเจรจามีขั้นตอนการปฏิบัติ เขาใช้โล่ห์กำบัง ใช้หมวกนิรภัยใช้สนับแข้งสนับบ่าสนับหัวไหล่ป้องกันไม่ให้เขาบาดเจ็บถ้าดันกัน หากจะใช้ยุทธวิธีเขาไม่ใช้กระสุนปืนจริง ก่อนจะใช้กระสุนปืนจริงบางประเทศเขาใช้กระสุนยางมันแรงแล้วนะ ยิงเข้าตาบางทีก็ไม่ได้ ดังนั้น
“หลักการคือต้องเคารพในเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น ถ้าประชาชนชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธเขาแสดงความคิดเห็นอะไรต้องฟังเขา ไม่ใช่ว่าไม่ฟังแล้วไปใช้กำลังกับเขามันจะผิดขั้นตอนแล้ว”
คุณชาญวิทย์ : เป็นไปได้ไหม สมมุติว่าอีก 4-5 วันนี้ ไม่มีจำเลยมาศาลแล้วคดีขาดอายุความไป แต่จะได้ผลในการแก้พฤติกรรมนโยบายบางอย่างของรัฐ อย่างตัวอย่างที่คุณรัษฎากำลังกล่าวถึงเรื่องการสลายการชุมนุมนี้ มันจะเกิดขึ้นได้จริงไหม ประเมินอย่างไรบ้างครับ
คุณรัษฎา : เรียนว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาทบทวนสิ่งที่เป็นคดีตากใบมันให้บทเรียนอะไรกับเรา มันเห็นข้อบกพร่องอะไรของเราไหม เรามาพิจารณาทบทวนดู แล้วเราก็มาหาวิธีแก้ร่วมกันทำ แล้วก็ฟังเสียงของภาคประชาชน เหตุการณ์ความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหนึ่งก็คือใช้กำลังทหารเป็นหลัก คือทหารนำการเมือง เขาไม่ได้เอาการเมืองมานำทหาร เราเคยมีกองกำลังเสริมสร้างเขาเรียกว่า มีพลเรือน ตำรวจ ทหาร มีมาตรการร่วมกันทั้งภาคประชาชนด้วย ต้องฟังเสียงประชาชนแล้วก็มาแก้ปัญหาร่วมกัน แต่ถ้าคุณใช้กฎหมายพิเศษและใช้อำนาจของคุณ หนึ่ง ข่าวสารข้อมูลคุณก็จะไม่ได้รับจากชาวบ้าน เพราะคุณขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน พอมันขาดไปคุณก็ไม่ได้ข่าวสาร เหตุการณ์ความไม่สงบมันอาจจะเกิดขึ้นกับความคิดของคนบางคน บางกลุ่มที่เขาอาจจะไม่พอใจเจ้าหน้าที่ แต่มันไม่ใช่ความเห็นของคนส่วนใหญ่ มันเป็นความคิดของคนบางคน แล้วก็ไม่ใช่ในทางที่ถูกต้อง ดังนั้นสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พูดถูก เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเข้าใจเขา เข้าถึงเขา พัฒนาเขา อันนี้ต้องทำกันอย่างนี้ ก็จะช่วยกันและอยู่กันได้ครับ
คุณชาญวิทย์ : ในด้านของคดีจะต้องต่อเนื่องอย่างไรในช่วงนี้บ้าง วันนี้วันที่ 21 ตุลาคมแล้ว
คุณรัษฎา : คือคดีอายุความอย่างมากมันก็เป็นหลักกฎหมาย แล้วมันเป็นหลักสากล มันต้องมีระยะเวลาในการดำเนินคดีหรือนำคดีไปสู่ศาล เช่น คดีความผิดต่อส่วนตัวซึ่งยอมความกันได้ คดีหมิ่นประมาทไม่ดำเนินคดี ไม่แจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องคดีต่อศาล แล้วพอ 4-5-6 ปี ก็มาเอาเรื่องที่เคยทะเลาะกันแบบดูหมิ่นกันหมิ่นประมาทกัน ซึ่งมันขาดอายุความไปแล้วมีมาฟ้องคดี คดีโทษน้อยอายุความนะ ไม่เกิน 3 เดือน คดีโทษนี้ความผิดฐานนี้ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี อายุความมันควรจะมีระดับนี้ แต่ถ้าความผิดรุนแรงมีคนเสียชีวิตโทษก็อายุความ 20 ปี อันนี้มันก็เป็นแนวสากล แต่ผมบอกว่ามันยกเว้นบางความผิดไหม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สงครามยาเสพติด คนตายตั้งหลายพันคนแล้วไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด สำนวนสอบสวนจะบอกว่าหาตัวผู้กระทำความผิดมานานแล้วไม่พบ เสนอความเห็นต่ออัยการและอัยการเห็นชอบยุติการสอบสวน
ปรากฏนโยบายทำสงครามปราบยาเสพติดสมัยรัฐบาลก่อนโน้นคนตายหลายพันคน เฉพาะคดีที่สภาทนายความไปทำ คนในกาฬสินธุ์ 29 ศพได้ บางศพนั่งแขวนคอกับต้นไม้สวนสาธารณะ บางส่วนจับได้ที่โรงพักร้อยเอ็ด จับได้ที่ท้องที่โรงพักกาฬสินธุ์ แล้วก็เด็กหนุ่มวันรุ่งขึ้นไปเป็นศพแขวนคออยู่ที่เถียงนา ชายเขตจังหวัดร้อยเอ็ดต่อเขตกาฬสินธุ์ ศาลสั่งลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ประหารชีวิต ตำรวจหลายคนก็มีให้เห็น อันนี้คือเรื่องระยะเวลาของการดำเนินคดีมันก็มีหลักของมันอยู่ แต่ถ้าคดีใดจำเป็นก็อาจจะมาพิจารณากันครับ
คุณชาญวิทย์ : ถ้าไม่มีจำเลยคนไหนมาศาลภายในวันศุกร์ 25 ตุลาคมนี้ ศาลนัดอีกทีวันที่ 28 ตอนนั้นเราจะได้รู้อะไรบ้างจะได้ติดตามข่าวได้ถูกต้องด้วยนะครับ
คุณรัษฎา : ถ้าจำเลย 7 คน ไม่มีใครมาศาลเลย ก็แสดงได้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงหันหลังให้กระบวนการยุติธรรม อันที่ 1 มันจะหมดอายุความ 25 ตุลาคม เมื่อหมดอายุความศาลอาจจะคำสั่งถึงศาลจำหน่ายคดีหรือมีคำพิพากษาก็ออกมาในคดีขาดอายุความได้ตามหลักกฎหมาย ซึ่งศาลเองได้ทำเต็มที่แล้ว ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่อายุความแห่งความทรงจำมันไม่ขาด หมายความว่าอายุความแห่งความทรงจำของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่สูญเสียเขาไม่มีวันลืม จะกี่ปีก็ไม่มีวันลืม โดยเฉพาะคนที่ตกเป็นจำเลยอายุความแห่งความทรงจำอยู่ในใจเขาตลอด มันจะครบ 20 ปี เขาจะต้องคิดว่าเขาทำไมไม่ไปสู้คดีนะ คดีนี้เขาก็คิดแล้วคิดอีกมันก็จะคิดอยู่ในหัวสมองของเขาเองนั่นแหละ เพราะว่าอะไร เวลาคนในครอบครัวเขาถามว่าคดีตากใบเป็นอย่างไร ตัวเองจะตอบครอบครัวอย่างไร ตอบลูกหลานอย่างไร เพื่อนบ้านเห็นหน้าออกนอกบ้านเดินผ่านไป เพื่อนบ้านถามท่านอดีตแม่ทัพภาค เรื่องนี้ท่านเกี่ยวข้องแค่ไหนหรือเปล่า ท่านไม่เกี่ยวไหม ลูกหลานท่านตอบอย่างไร นี่คืออายุความแห่งความทรงจำมันไม่ขาด มันไม่ลืม แต่อย่างไรก็ดีคดีตากใบมันมีการบันทึกเรื่องราวเป็นประวัติศาสตร์ไว้คือสำนวนคดีที่ราษฎร 48 คน เขากล้าที่จะมาฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนที่เสียชีวิต ให้กับคนที่บาดเจ็บ ให้กับครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้วไม่มีใครมาฟ้องคดี แต่คน 48 คน เขากล้าที่จะมาพิสูจน์เรื่องราวของประวัติศาสตร์ ซึ่งมันจะไม่เงียบหายไป
“มันจะถูกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนเสียชีวิต 85 คน มันมีเหตุจากอะไร มีพฤติการณ์อย่างไร มันถูกบันทึกไว้เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมันเป็นความทรงจำ จะไม่ขาดอายุความ”
หมายเหตุ : CRC ถอดเนื้อหาบทสัมภาษณ์ คุณรัษฎา มนูญรัษฎา ทนายความสิทธิมนุษยชน จากวิทยุศึกษา รายการ 92 สนทนา ช่วงพัฒนาสังคม และ ประชาธิปไตย ช่วงชั่วโมงที่สอง เวลา 10.10 น. ถึง 11.00 น. ในหัวข้อเรื่อง ‘คดีตากใบจะหมดอายุความ 25 ตุลาคม 2567 มีผลต่อสังคมอย่างไร’ ดำเนินรายการโดย คุณชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567


