จากกรณีสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานแห่งชาติ (สนพ.) ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เรื่องการซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนปริมาณ 5,203 เมกะวัตต์ RE Big Lot ว่าเป็นการดำเนินการจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 และที่สำคัญไม่ทำให้ค่าไฟแพง นอกจากนี้ยังช่วยบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศ
จากเหตุผลดังกล่าว ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้โต้แย้งว่านี่คือ ตรรกะวิบัติ ซึ่งเป็นมติ กพช. ตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์ ที่ตั้งกติกาโดยให้ใช้วิธีการคัดเลือก ไม่ใช้วิธีการประมูลหรือแข่งขันด้านราคา นั่นหมายถึงการเปิดโอกาสหรือเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชนรายใดหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีการตั้งกติกาให้กรรมการกระทรวงพลังงานปรึกษาหารือกันแล้ว สามารถเคาะราคารับซื้อไฟฟ้าออกมาเลย โดยไม่มีการศึกษา
ส่วนเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอน ไฟฟ้าจากตรงนี้ช่วยลดคาร์บอนได้จริงแค่ 3% ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องหลักที่จะมาลดคาร์บอนโดยวิธีนี้ การลดคาร์บอนต้องไปลดที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ต้องหยุดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่เป็นพลังงานฟอสซิลทั้งหมด

คุณชาญวิทย์ : เรื่องที่จะสนทนาในช่วงนี้ คือ 5 ตรรกกะวิบัติกรณีกระทรวงพลังงานซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์แพง ทางสภาองค์กรของผู้บริโภคนั้น เสนอไปแต่ไม่ได้รับความสนใจมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วหรือครับอาจารย์
ผศ.ประสาท : ผมลำดับเป็นข้อๆ จะดีกว่า จะได้เข้าใจง่ายนะครับ ผมมี 5 วิบัติ ข้อแรกเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์ เป็นมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 มีมติให้รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จำนวนประมาณ 5,000 เมกะวัตต์
“ให้ใช้วิธีคัดเลือก ไม่ให้ใช้การแข่งขันด้านราคา เหตุผลบอกว่า เพราะอาจไม่สามารถขายไฟฟ้าได้ตามเวลาที่เป็นไปตามแผน”
คือ เขาบอกว่าถ้ามีการประมูลเนี่ย มันอาจจะล่าช้า ก็ไปทำแผน ก็เลยให้คัดเลือก วิบัติที่ 1 นะ แล้วก็ในแผน PDP (Power Development Plan : แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ) เขาให้ซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 18,800 เมกะวัตต์นะครับ ในช่วงนี้ ใส่เข้าไปประมาณ 5,000 เมกะวัตต์นะ
เสร็จแล้วพอต่อมาวิบัติข้อที่ 2 ทางกระทรวงพลังงานกำหนดอัตราการรับซื้อขึ้นมา โดยมีเงื่อนไขว่า ไม่สร้างภาระต้นทุน แปลว่าคงจะไม่ซื้อเกินราคาที่ซื้อขายกันอยู่ในระบบ สมมุติว่าระบบเขาซื้อกันอยู่เท่าไร การซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเที่ยวนี้จะต้องไม่เกินนั้น อีกข้อหนึ่ง อยู่ในข้อเดียวกันนี้ บริบทที่สอง ไม่ให้รัฐ รัฐวิสาหกิจ ยื่นประมูลเสนอ เสนองานนี้ให้แต่บริษัท ห้ามรัฐวิสาหกิจสรุปราคาเลยนะ กรรมการกระทรวงพลังงานเขาไปปรึกษากันนะครับ มีการปรึกษาหารือ ใช้คำว่าปรึกษาเลย แทนที่จะใช้คำว่าศึกษา ว่าราคาที่ควรจะเป็นเท่าไร เขาก็เลยได้ราคามาว่าแสงอาทิตย์เนี่ย 2 บาท 17 สตางค์ สัญญานาน 25 ปี ลมเนี่ย 3 บาท 10 สตางค์ 25 ปีเหมือนกัน โดยไม่บอกว่าใครเป็นคนเข้าปรึกษาหารือกัน ไม่บอกที่มาที่ไป ไม่ได้อ้างอิงอะไรทั้งนั้น
แต่องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับพลังงานสากล เรียกว่า IEA (International Energy Agency) เขาเสนอข้อมูลมาในรายงานของเขาว่าปี 2563 คือของเราเริ่มพฤษภาคม 2565, ปี 2563 เนี่ย ที่ประเทศยูเออี ประมูลได้ 84 สตางค์ ในสเกลเดียวกัน สเกลบริษัทเนี่ย สมมุติของเราเมื่อกี้ที่พูดมาแต่ต้นนี่ เขาเอาที่ 2 บาทกว่า, 2 บาท 17 สตางค์ นะครับ เม็กซิโก ในปีเดียวกัน 1-2 บาทกว่า, ตุรกี 2 บาท 40 สตางค์ ปีเดียวกัน ปี 2563, ชิลี ปี 2564 2 บาท 2 สตางค์, บราซิล ปี 2565 1 บาท 20 สตางค์, อินเดีย ปี 2567 บาทเดียว อันนี้เป็นข้อมูลผมไปเก็บข้อมูลมาเองนะ เยอรมัน 1 บาท 80 สตางค์ แต่ไทยเราจะซื้อขายกันจริง ปี 2569 แต่ไปกำหนดราคาที่บอกว่าปรึกษาหารือ 2 บาท 17 สตางค์ นี่คือประเด็นวิบัติข้อที่ 2 มันไม่มีเหตุผลเลยนะครับ ว่าทำไมถึง 2 บาท 17 ในขณะที่ประเทศอื่น เขา 84 สตางค์ คือ ยูเออี, เม็กซิโก 1 บาท 2 สตางค์ แล้วก็เยอรมัน 1 บาท 80 สตางค์ มันมีเหตุผลรายละเอียดทางวิชาการอยู่ แต่ว่าคงไม่มีเวลาอธิบายนะครับ
วิบัติที่ 3 ก็คืออยู่ในข่าวเมื่อ 2 วันมานี้ สำนักข่าวที่ชื่อ InfoQuest ออกข่าวเรื่องนี้ โดยให้ผู้อำนวยการ สนพ. ก็คือ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานแห่งชาติ ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงคือ ตอนนี้สังคมเขาบอกว่า เราไปซื้อไฟฟ้าแพง ทางกระทรวงพลังงานบอกว่า ไม่ได้แพง เขาเนี่ยทำให้ค่าไฟถูกลง เพราะว่าไปซื้อราคา 2 บาท 17 สตางค์ ใช่ไหม ไฟฟ้าเดิมที่ขายกันอยู่ที่ กฟผ. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ขายให้ กฟน. (การไฟฟ้านครหลวง) ขายให้ กฟภ. (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ราคา 3 บาท 18 สตางค์ เพราะฉะนั้นอันนี้ถูกแล้วได้ 2 บาท 17 สตางค์มาเนี่ยครับ มันทำให้ถูกลง ถูกลงไป 4,574 ล้านบาท เหตุผลดีไหมครับ ทำให้ถูกลงไม่ได้แพงขึ้น ที่สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นเสนอไป ร้องเรียนไปบอกคุณซื้อแพงกว่าชาวบ้านเขา เขาซื้อกันบาทเดียว คุณมาซื้อ 2 บาท 17 สตางค์ โดยไม่มีการประมูล กติกาคือไม่มีการประมูลแล้วก็ให้พิจารณาเอาเอง
ทีนี้ทางสภาองค์กรผู้บริโภคเขาเสนอข้อมูลไปว่า ถ้าคุณซื้อประมาณนี้นะ เอาแค่ประมาณ 2,000 กว่าเมกะวัตต์ มันจะทำให้คนไทยจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น แพงขึ้นเมื่อเทียบกับอินเดีย เมื่อเทียบกับเม็กซิโก 65,000 ล้านบาท อันนี้ตามทันไหมครับ
คุณชาญวิทย์ : อันนี้เป็นการแพงขึ้นเฉพาะเรทนี้ ยังไม่รวมกับเรทอื่นเลยนะครับ
ผศ.ประสาท : ใช่ๆ แพงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นเขา คือบ้านเราเนี่ยมันพอๆ กับชิลี พอๆ กับอินเดียน้อยกว่านิดเดียว แต่ต่างกับเยอรมนีเยอะ ฉะนั้นเมื่อคิดเฉลี่ยแล้วจะทำให้คนไทยเสียค่าไฟฟ้าแพงในช่วง 25 ปี แพงขึ้นถึง 65,000 ล้านบาท เฉพาะ 2,000 เมกะวัตต์ ที่สภาผู้บริโภคไปร้องเรียนเนี่ยนะ แต่ทางกระทรวงพลังงานบอกว่าไม่ได้แพงขึ้น ถูกลง เพราะไปเทียบกับของเดิมที่ขายกันอยู่ ขายกันอยู่ 3 บาท 18 สตางค์ มันไม่วิบัติได้อย่างไร
อันที่ 4 วิบัติข้อที่ 4 เขาบอกว่าสัญญาที่เขาทำแบ่งเป็นสองล็อตใหญ่ ใน 5,000 เมกะวัตต์แบ่งเป็น 3,000 กับ 2,000 ไอ้ 3,000 เนี่ยเขาไปทำกันก่อนแล้วนะครับ สภาผู้บริโภคไปร้องเรียนชุด 2,000 คือ ไปชุดหลัง ชุดแรกเราไม่รู้ หรืออย่างไรเราไม่ทราบนะครับ เขาบอกว่าถ้าเราไปยกเลิกสัญญา คือสัญญา 2,000 ยังไม่ได้เซ็นนะ เซ็นต์ไปก่อน 3,000 ส่วนอีก 2,000 นี่ยังไม่ได้เซ็น เขาบอกว่าถ้าเขาไม่เซ็น 2,000 เนี่ย มันจะเกิดสองมาตรฐานขึ้นมา สุดยอดไหมครับ คือเขาทำมา 2 ชุดใหญ่ ทำด้วยคำพูดเดียวกันอยู่ 2 ชุดใหญ่ ชุดแรกเซ็นไปแล้ว แล้วก็เราก็ไม่รู้เรื่อง ต่อมาชุดหลัง 2,000 เนี่ย เรารู้เรื่องสภาผู้บริโภครู้เรื่องก็ไปร้องเรียน ว่าจะทำให้ผู้บริโภคเราเสียหาย 65,000 ล้านบาท
“เขาก็ให้เหตุผลว่าถ้าเขาไม่ทำมันจะเกิดสองมาตรฐานขึ้น เห็นไหมครับ กลายเป็นว่าผิดแล้ว ผิดอยู่ แล้วจะผิดต่อไปนะครับ” ไม่งั้นเดี๋ยวจะไม่ได้ผิดมาตรฐานเดียวกัน
ส่วนข้อที่ 5 เขาบอกว่าการทำครั้งนี้มันเป็นการลดการปล่อยคาร์บอนนะครับ ลดการปล่อยคาร์บอนที่เราไปตกลงกับข้อตกลงปารีส ระดับสากล ผมก็เลยต้องคิดนะข้อมูลที่ผมพอมีก็คิดได้ว่า ไฟฟ้าจากตรงนี้มันลดคาร์บอนได้ 3% แต่องค์กรสหประชาชาติเขาเสนอให้แต่ละประเทศลดลงปีละ 9% ใช่ไหมครับ โครงการนี้ที่รัฐบาลเอามาอ้างเนี่ย ว่าจะลดคาร์บอนได้แต่ลดได้จริงแค่ 3% ในขณะที่สากลเค้าเรียกร้องให้แต่ประเทศลด 9-10% เพราะฉะนั้น
“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องหลักเลยที่จะมาลดคาร์บอนโดยวิธีนี้ การลดคาร์บอนต้องไปลดที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ต้องหยุดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่เป็นพลังงานฟอสซิลทั้งหมด”
แล้วมันก็ไปลดทันทีไม่ได้ ทีนี้โรงไฟฟ้าเรานี่ก็ล้นเกินอยู่แล้ว แต่การล้นเกินในสายตาของผู้บริโภคไม่ใช่ไปหยุดการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดนะ ไม่หยุด ดำเนินการต่อไปได้เลย แต่ขณะเดียวกันต้องไปลดฟอสซิลลงต้องมีการเจรจา ท่านไหนก็ไม่รู้ว่าพวกคุณเก่งจะตายเรื่องเจรจาต่อรอง แต่ทำไมคุณไม่ทำแล้วมาอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ นี่คือประเด็น 5 ตรรกะวิบัติที่ผมศึกษาจากอดีตและก็ปัจจุบันล่าสุดนี่แหละครับ

คุณชาญวิทย์ : ประเด็นเรื่องค่าไฟฟ้าแพงมันก็ยังคาอยู่และตรงนี้ก็จะแพงมากขึ้นไปอีก อาจารย์ครับมันมีวิธีแก้ใช่ไหม คือนี่พูดเรื่องเก่าที่เราเคยคุยมาหลายรอบแล้วแต่ว่าไม่เกิดการปฏิบัติจริงจริงสักทีจากผู้มีอำนาจนะครับ
ผศ.ประสาท : ครับผม คือมันทำให้ถูกลงได้ ที่ผมเคยเสนอ 2 บาท 50 สตางค์ ทำได้นะครับ แต่ว่าต้องมีความกล้าหาญที่จะไปลดผลประโยชน์ของพ่อค้าฟอสซิลที่ผมบอกว่าให้ไปเจรจา พ่อค้าฟอสซิลเนี่ยจริงๆ เขาก็มีประโยชน์กับสังคมนะในอดีต เพราะเราไม่มีปัญญาเอาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ได้ เพราะฉะนั้นบทบาทของเขาในอดีตเรายกย่องนะครับ เขามีประโยชน์คุณูปการต่อสังคมแต่ตอนนี้มันหมดยุคแล้ว และคุณก็กำลังทำลายโลก สร้างคาร์บอน อากาศร้อน อย่างที่เราเจอภัยพิบัติสาระพัด คุณต้องมีความกล้าหาญไปเจรจากับคนโน้น ไปลดลงมา คุณก็อาจจะให้เขาได้ประโยชน์จะมาทำพลังงานสะอาดด้วยก็ได้ไม่ได้ว่ากัน แต่คุณต้องลดตรงโน้น แล้วเวลาพลังงานสะอาดก็ต้องทำให้มันเป็นมาตรฐานสากลราคาเท่าบาทเดียว คุณไปซื้อ 2 บาท 17 สตางค์ อย่างนั้นคนไทยรวยแน่ๆ อย่างที่คุณว่า
คุณชาญวิทย์ : แล้วก็ที่สำคัญเนี่ย เราจะไปเอาพลังงานแพงๆ มาทำไม ในเมื่อเราสามารถทำพลังงานที่ถูกกว่าได้ใช่ไหมครับอาจารย์ประสาท อันนี้ช่วยเล่าให้ฟังอีกทีเราไปเอาแก๊สธรรมชาติจากต่างประเทศมาที่แพงๆ ในขณะที่ไม่พยายามจะใช้พลังงานสะอาดในประเทศเราเองใช่ไหมครับ
ผศ.ประสาท : คือเอาตัวภาพรวมไฟฟ้ารวมคิดเป็นมูลค่า 1 ปี 950,000 ล้านบาทเนี่ย เป็นค่าแก๊สอย่างเดียวนะ 400,000 ล้านบาท คิดเป็นเกือบครึ่ง ของแก๊สตัวนี้เกือบครึ่งจริงๆ ถ้าในอดีตเราจำเป็นต้องใช้แต่ปัจจุบันเราไม่จำเป็นแล้วนะ ตอนนี้ในแต่ละวันประเทศอังกฤษเขาอยู่ในแดดน้อยกว่าเราเยอะ แต่เขาใช้ประโยชน์จากแสงแดดวันละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านหน่วย, 100 ล้านหน่วย ถ้าคุณคิดหน่วยละ 3 บาท ก็ 300 ล้านบาทต่อวัน นี่คือเป็นรายได้ที่คนไทยควรจะไม่ต้องจ่าย
“คนไทยบนหลังคาบ้านมันควรจะผลิตไฟฟ้าได้เอง แล้วก็มาสร้างงานจำนวนมหาศาล สร้างเศรษฐกิจขึ้นมาจากการพึ่งพาตนเอง”
เรามีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่อ้างกันนักหนา คำว่าพอเพียงก็คือการพึ่งตนเอง การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง อย่างตอนนี้ ที่เราเจอปัญหาซ้ำเนี่ยนะ ภาษีมันสะท้อนว่าเราพึ่งตนเองไม่ได้ ย้อนไปปี 2536 คนไทยพึ่งตนเองได้ในเรื่องพลังงาน 75% นะครับ แต่เราใช้ของตัวเอง 75 ซื้อก็ 25 แต่วันนี้กลับข้างเลย ปี 2565 ที่เป็นสงครามรัสเซียบุกยูเครน เราพึ่งตัวเองได้เพียงประมาณไม่ถึง 20% ครับ มันกลายเป็นว่าเราเนี่ยเป็นโรค ถ้าเป็นคนก็อมโรคไว้เต็มหมดแล้ว พร้อมที่จะล้มทันทีเลยนะ เศรษฐกิจเราด้านอื่นๆ ก็ทำนองเดียวกัน แต่ผมสนใจเฉพาะเรื่องพลังงานผมก็เลยจับตัวนี้ เพราะฉะนั้นนี่คือการ ขัดแย้งกับหลักปรัชญาที่คุณยึดถือ ที่คุณท่องกันมานี่นะ ‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ ซึ่งผมยอมรับว่าดีนะครับ พึ่งตนเองมีเหตุผล ที่คุณอ้างมาทั้งหมด 5 ข้อนี้ เหตุผลวิบัติทั้งนั้น
คุณชาญวิทย์ : แล้วยังมีเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องทำ ต้องมีโรงไฟฟ้าเยอะ ก็ยังไปซื้อไฟฟ้ามาเยอะแยะมากมายให้มันเกินความจำเป็นด้วยนี่ ใช่ไหมอาจารย์
ผศ.ประสาท : ใช่ แล้วสัญญาที่ทำก็เป็นสัญญาที่ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย พูดอีกทีในอดีตผมก็ยอมรับว่าการไม่ซื้อก็ต้องจ่าย มีความจำเป็น เพราะไม่มีใครหรอกที่จะไปลงทุนเยอะแล้วไม่รู้จะขายได้ไม่ได้ แต่ ณ วันนี้เทคโนโลยีมันเปลี่ยน เรามีพลังงานสะอาด เรามีเทคโนโลยีการสื่อสาร เรามีระบบสายไฟฟ้า สายส่งอัจฉริยะ ซึ่งมันสามารถซื้อไฟฟ้าจากทุกหย่อมบ้านได้ ประเทศอื่นก็ทำ ออสเตรเลียก็ทำ คนติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเกือบ 3 ล้านหลังแล้ว เวียดนามเนี่ย ตั้งกติกาออกแผน PDP ฉบับที่ 8 มาว่าจะติดโซลาร์เซลล์บนบ้าน บนสำนักงาน 50% ภายในปี 2030 เขามีความกล้าหาญถึงขนาดนั้น แต่ของเราเนี่ยขี้ขลาดไม่กล้าที่จะไปพูดกับเขา เพราะว่ามันเป็นผลประโยชน์ร่วมกันหรือเปล่า ที่จะปล่อยให้ขายพลังงานฟอสซิลต่อไป ทั้งๆ ที่แก๊สเราก็มีนิดเดียว และที่เหลือเราซื้อนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น LNG ซึ่งราคาแพงมาก และ LNG เนี่ย ในอเมริกาที่เราจะไปซื้อเข้ามาอีก 1 ล้านตันต่อปีที่จะไปจัดทำข้อตกลงตัวนี้มันแย่มาก ก๊าซในสหรัฐอเมริกาเขาใช้ Fracking คือใช้ระเบิดหินลงไปในใต้ดิน มันทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างยับเยินหมดทั้งโลกเลยนะครับ นี่เป็นปัญหาหนัก ทำไมไม่คิดมาพึ่งตนเองที่มันทำได้แล้ว เทคโนโลยีพร้อม ตอนนี้เราอยู่ในยุคเรียกว่าเป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 ซึ่งเขาประกาศเป็นทางการเมื่อปี 2016 นี่เอง ไม่กี่ปีมานี่เอง
“เรามีความสามารถที่จะเอา AI เอา Internet of Things เอาการสื่อสารทั้งหมดมาช่วยในการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เลย”
คุณชาญวิทย์ : แล้วถ้าจะสนับสนุนให้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในราคาถูก ก็ควรจะสนับสนุนประชาชนในการทำพลังงานอันนี้ด้วยใช่มั้ยครับ อาจารย์ประศาสตร์ครับ
ผศ.ประสาท : ได้ครับ ในอังกฤษนะ แผนพลังงานของอังกฤษเขาเขียนเลยว่า ผู้บริโภคเนี่ย ต้องมีส่วนร่วมในการลดปัญหาโลกร้อน ผู้บริโภคจะต้องไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ผู้บริโภคต้องตัดสินใจเลือกได้ว่าจะใช้พลังงานตัวไหน จะซื้อพลังงานตัวไหนของเขา แล้วอังกฤษตั้งเป้าว่าจะใช้แก๊สเพียง 5% เท่านั้นในปี 2030 จากตอนนี้ 34% เขาจะเหลือ 5% ของไทยเรากว่า 60% ใช้แก๊สนะครับ แล้วก็ไม่มีแนวโน้มจะลดเลยนะครับ แล้วแก๊สอย่างที่ผมว่าเนี่ยนำเข้ามาในราคาแพงมากๆ แล้วก็ไปทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย ทำลายโลกด้วยครับ
คุณชาญวิทย์ : การสนับสนุนให้คนติดโซลาร์เซลล์ที่จะทำพลังงานในบ้านตัวเองก็จะมีประโยชน์ในการลดค่าไฟ แล้วก็สร้างความมั่นคงพลังงานของส่วนรวมด้วยใช่ไหมครับ
ผศ.ประสาท : ใช่ครับ และที่สำคัญคนจะมีจิตสำนึกขึ้นมา การที่เขาได้มีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานตัวเอง เขาจะมีความภูมิใจ เขาจะดูแลไม่เฉพาะเรื่องพลังงาน ดูแลอย่างอื่นด้วย มันคิดเป็นวงจรเลยนะครับ หากคนเขาเริ่มตื่นตัวแล้วมันจะสนใจทุกเรื่อง แต่ผู้มีอำนาจของเมืองไทยไม่สนับสนุน ไม่ทำ ไม่ผลักดัน เพราะว่าผลประโยชน์ของมันเยอะมาก
คุณชาญวิทย์ : แล้วก็พยายามแก้เกี้ยวอ้างว่าจะพยายามลดแล้วอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งก็ไม่เป็นจริงเลยนะอาจารย์ ผมใช้คำว่าโคตรวิบัติเลยนะ รบกวนอาจารย์สรุปช่วงท้ายสัก 1 นาที กับเรื่องพลังงานที่คุยกันในวันนี้ด้วยครับ
ผศ.ประสาท : คือเรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่ว่าต้องช่วยกันทำทุกคน ทุกๆ ฝ่าย ทั้งสังคม ทั้งรัฐบาล ทั้งเอกชน ทั้งตัวบุคคล ผมมาเน้นที่ตัวรายบุคคลนี่แหละดูเหมือนน้อยนะครับ แต่อย่าลืมว่าเรานี่คือคนส่วนใหญ่ของโลก ประชาชนอย่างพวกเรานี่คือคนส่วนใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ลองมาสนใจมาศึกษานะครับ ส่วนเรื่องตำหนิรัฐบาลน่ะเราก็ไม่เว้นอยู่แล้ว เพราะว่าเขาทำผิดจริงๆ แต่พร้อมกันนี้เราควรจะต้องหาวิธีช่วยตัวเอง ช่วยตัวเองโดยการติดโซลาร์เซลล์ ตอนนี้กองทุนแสงอาทิตย์ที่ผมมีส่วนร่วมอยู่บ้างนี่นะทำงานออกมาพอสมควร รับสมัครนะครับ เชิญชวนผู้มาติดตั้งรถโซลาร์เซลล์พร้อมๆ กัน เราต้องการ 100 หลัง แล้วเราไปซื้อราคาจะถูกกว่าท้องตลาด 20%
“นี่คือแนวคิดที่จะพึ่งตนเอง แนวคิดที่จะช่วยเหลือโลก เราต้องมีแนวคิดแบบนี้เกิดขึ้นแล้วขยายมันต่อไป”
คนออสเตรเลียนี่เขาพูดถึงเหตุผลที่เขาติด 3 ล้านหลังนี่นะ เขาบอกมีเหตุผล 3 ข้อ หนึ่งค่าไฟออสเตรเลียมันแพงมาก สองราคาติดตั้งมันถูก และสามก็คือว่าเขาอายที่จะทำให้โลกร้อน, รู้สึกอายที่จะทำให้โลกร้อน คือ สิ่งที่มันเกินความคาดหมายได้ที่ผมดีใจมากๆ เลยนะครับผม
หมายเหตุ : CRC ถอดเนื้อหาบทสัมภาษณ์ ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค จากรายการสภาความคิด เผยแพร่ทางช่องยูทูป 105 Smilethailand วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน 2568 (ช่วงที่ 2) เวลา 13.00 – 14.30 น. ในหัวข้อเรื่อง 5 ตรรกกะวิบัติกรณีกระทรวงพลังงานซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์แพง ซึ่งดำเนินรายการโดย คุณชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์


