วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10.00 น. ศาลปกครองกลาง กรุงเทพมหานคร นัดฟังผลแห่งคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 974/2564, คดีหมายเลขแดงที่ 317/2568 ระหว่าง สมาคมพลเมืองนครนายกที่ 1 กับพวกรวม 12 คน ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลสาริกาที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี บริษัท ยามาโตะ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ร้องสอด

ความเป็นมาของคดี
สืบเนื่องจากการตรวจสอบของผู้ฟ้องคดี พบว่าบริษัท ยามาโตะ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ผู้ร้องสอด) ได้มีการก่อสร้างอาคารโรงงานบางส่วนทับทางสาธารณประโยชน์ที่แบ่งหักออกมาจากที่ดินตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 1819 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก และสร้างรั้วปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว ทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ได้
ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา (ผู้ถูกฟ้องคดี) ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนด แต่ปรากฏว่าองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สาริกา โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา (ผู้ถูกฟ้องคดี) กลับเพิกเฉยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
ผู้ฟ้องคดีจึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้องค์การบริหารส่วนตำบลสาริกาและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา (ผู้ถูกฟ้องคดี) ดำเนินการให้บริษัท ยามาโตะ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ผู้ร้องสอด) รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งรั้วออกจากทางสาธารณประโยชน์ที่พิพาท

ผลแห่งคดี
ในการวินิจฉัยของศาลปกครอง เห็นว่าการจดทะเบียนแบ่งหักที่ดินตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 1819 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 94 ตารางวา เป็นทางสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 2 ไร่ 94 ตารางวา ทำให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นทางสาธารณประโยชน์และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งใช้เพื่อประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตาม มาตรา 1304 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และไม่ว่าประชาชนจะทราบหรือไม่ว่าที่ดินในส่วนดังกล่าวเป็นทางสาธารณประโยชน์และได้ใช้ประโยชน์จากทางดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม เมื่อที่ดินดังกล่าวมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วก็ย่อมไม่อาจสูญสิ้นไป เว้นแต่จะอาศัยอำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 1305 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 8 วรรคสอง (1) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
บริษัท ยามาโตะ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ผู้ร้องสอด) จึงไม่มีสิทธิยึดถือเอาที่ดินในส่วนพิพาทมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนได้และไม่มีอำนาจทำการก่อสร้างอาคารโรงงานทับที่ดินดังกล่าว รวมทั้งก่อสร้างรั้วกั้นหรือกระทำการใดเป็นการจำกัดสิทธิในการใช้ทางสาธารณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้
ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในบังคับตามข้อ 5 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ.2553
องค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา (ผู้ถูกฟ้องคดี) จึงมีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันอยู่ในเขตพื้นที่ของตน ตาม 122 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 ประกอบข้อ 6 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ.2553 และมาตรา 59 มาตรา 67 (1) (2) และ (9) มาตรา 68 (8) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ประกอบเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า บริษัท ยามาโตะ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ผู้ร้องสอด) ได้ก่อสร้างอาคารโรงงานทับทางสาธารณประโยชน์และก่อสร้างรั้วปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว และต่อมาผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องเรียนให้ องค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา (ผู้ถูกฟ้องคดี) ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับบริษัท ยามาโตะ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ผู้ร้องสอด) แต่องค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา (ผู้ถูกฟ้องคดี) ยังไม่สามารถดำเนินการให้บริษัท ยามาโตะ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ผู้ร้องสอด) รื้อถอนอาคารโรงงานและรั้วดังกล่าวออกไปจากทางสาธารณประโยชน์พิพาทได้
จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
พิพากษาให้ องค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา (ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง) ดำเนินการให้มีการรื้อถอนอาคารโรงงานของบริษัท ยามาโตะ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ผู้ร้องสอด) ในส่วนที่ก่อสร้างทับทางสาธารณประโยชน์ที่แบ่งหักออกมาจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1819 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง นครนายก รวมทั้งรื้อถอนรั้วที่ปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว ตามอำนาจหน้าที่ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

สำหรับความน่าสนใจของคดีนี้
นายวีรวัฒน์ อบโอ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) อธิบายว่า ขอมุ่งเน้นไปที่เรื่องการใช้สิทธิและการยืนหยัดต่อสู้ของผู้ฟ้องคดีในพื้นที่ที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาตรวจสอบแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งมีมากจากการประกอบกิจการของโรงงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียงดังรบกวน การทำงานช่วงเวลากลางคืน แรงสั่นสะเทือนจากการปั๊มขึ้นรูปชิ้นส่วน การก่อสร้างขยายโรงงานที่ขัดกับกฎกระทรวงว่าด้วยผังเมืองรวม และการก่อสร้างอาคารทับทางสาธารณประโยชน์ที่ศาลปกครองได้ตัดสินไปในคดีนี้ อันส่งผลกระทบต่อชุมชนทั้งสิ้น โดยทางผู้ฟ้องคดีได้มีการตรวจสอบและติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด
“อีกทั้งการดำเนินคดี ก็เพื่อให้เป็นการสร้างบรรทัดฐานต่อสาธารณะ โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนที่จะต้องพึงระมัดระวังในการดำเนินการใดๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเป็นแบบอย่างในหลักธรรมมาภิบาล และคุ้มครองประชาชนและชุมชน ต่อไป”
ด้านนายสมพล จีรพรชัย สมาคมพลเมืองนครนายก เปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า จริงๆ แล้ว เราร้องเรียนขอให้ท้องถิ่นหรือว่าทางจังหวัด ขอให้ดำเนินการทุกคนต่างก็โยนกันไปโยนมาไม่ดำเนินการ ทีนี้เราเห็นว่าถ้าหากว่ายื้ออย่างนี้ไปมันก็คงจะเป็นอย่างนี้รอให้เราเหนื่อย ผมก็เลยนำเรื่องเข้าที่ประชุมสมาคม แล้วก็ขอความเห็นของสมาคมว่า จะฟ้องเรื่องนี้
“เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นผลประโยชน์ของคนนครนายก แล้วก็เป็นการรักษาสมบัติของชาติไว้ด้วย การที่เราฟ้อง โรงงานมันทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะว่าโรงงานมาตั้งเครื่องจักรในสถานที่ท่องเที่ยว ส่งเสียงดังแล้วเขามาทับทางสาธารณะ ก็เลยเป็นโอกาสที่ว่าน่าจะฟ้องให้รื้อย้ายออกไป” นายสมพล กล่าว
นายสมพล ยังกล่าวด้วยว่า เนื่องจากเจ้าของโรงงานดังกล่าวเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งในช่วงแรกๆ ก็ได้มีเหตุการณ์พูดจาข่มขู่คุกคามตนจึงได้มีการแจ้งความเอาไว้ แล้วตอนหลังเขาก็จะแสดงอิทธิพลโดยมีการเชิญ คณะ อดีต สว. ของเขา มาเยี่ยมที่โรงงานและขึ้นป้ายโชว์ นอกจากนี้ก็เชิญคนใหญ่คนโตมาดูโรงงาน เพื่อจะบอกว่าโรงงานเขาเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหา ซึ่งก็เป็นเรื่องของเขาเราก็เพียงแต่ดำเนินการตามกฎหมาย ให้กฎหมายมันเดินไป
“กฎหมายมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ทีนี้ก็จะรอดูว่า หลังจากนี้ 30 วันไปแล้ว อบต. จะดำเนินการอย่างไร เพราะว่าในกรณีที่โรงงานทับทางสาธารณะคือโรงงานใหญ่มันวางทับหมดเลย ถ้ารื้อก็คือมันต้องรื้อโรงงาน ไม่ใช่ว่าเอาออกไปส่วนหนึ่ง เพราะว่ามันเหมือนไปทับกลางหมดเลยอะไรอย่างนี้”


