วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น ณ ห้องพิจารณา 408 ศาลแขวงดุสิต กรุงเทพฯ ศาลนัดพร้อมและสอบคำให้การ กรณีพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีศาลแขวง 3 ดุสิต ได้ส่งฟ้องนายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) และกรรมการบริหารสลัม 4 ภาค เป็นจำเลย คดีหมายเลขดำที่ อ.89/2569 ฐานความผิดร่วมเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุมซึ่งอยู่ในรัศมี 50 เมตร จากทำเนียบรัฐบาล โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อหาทีมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

ศาลออกนั่งพิจารณา โดยเริ่มอ่านคำฟ้องให้จำเลยฟัง และได้อธิบายถึงสิทธิของจำเลยที่จะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ ทั้งนี้ หลังจากมีการปรึกษาแนวทางการพิจารณาคดี จำเลยตัดสินใจให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

กระทั่ง เวลา 11.00 น หลังผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ปรึกษาผู้บริหารศาลแล้ว ได้อ่านคำพิพากษาดังนี้

คดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 วรรคสี่ และ มาตรา 27 ให้ลงโทษ จำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 5,000 บาท พิเคราะห์แล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงมากนัก เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ส่วนคำขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ869/2568 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ870/2568 ของศาลนี้ เนื่องจากศาลรอการลงโทษจำคุกไว้จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

คดีนี้ นับเป็นคดีที่ 4 ที่นายจำนงค์ ถูกฟ้องในข้อหาเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุมซึ่งอยู่ในรัศมี 50 เมตร จากทำเนียบรัฐบาล

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการที่ศาลแล้ว นายจำนงค์ หนูพันธ์ ได้เปิดเผยว่า คดีนี้ตนถูกฟ้องเป็นจำเลยคนเดียว แม้ว่าไม่ได้เป็นผู้แจ้งจัดการชุมนุมด้วยซ้ำ แต่เห็นว่ามันเป็นคดีที่ผิดซ้ำ และต้องการตัดภาระกับคดีนี้ไปเพื่อไปสู้ต่ออีก 3 คดีที่เหลือ โดยได้มีการอุทธรณ์ไปแล้วหนึ่งคดี และกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำอุทธรณ์อีกสองคดี ซึ่งจะสู้จนถึงฎีกา

นอกจากนี้จำนงค์ยังมีคดีข้อหาเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุมซึ่งอยู่ในรัศมี 50 เมตร จากทำเนียบรัฐบาลที่อยู่ในชั้นอัยการและตำรวจอีกหลายคดี

เครือข่ายคงต้องกลับไปคุยกันว่าจะเอาอย่างไรกันต่อ ในเรื่องของ พรบ.ชุมนุมฯ ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีการยื่นเรื่องต่อกรรมาธิการของ สส.และสว. แล้วด้วย แต่พิจารณายังไม่จบก็ยุบสภาเสียก่อน ขณะที่ชาวบ้านก็ยังต้องสู้ต่อเพราะว่าการเมืองเปลี่ยน แต่การเรียกร้องเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัย เรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เรื่องอะไรต่างๆ นี้ ก็ต้องมาสู้กันต่อกับทุกรัฐบาล

“พรบ.ชุมนุมฯ มันไม่ได้มีประโยชน์กับผู้ชุมนุมเลย เพราะสุดท้ายระบบราชการก็ช่วยกัน คือเขาได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่รู้ว่าเราไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเราเอง เราต่อสู้เป็นตัวแทนเพื่อพี่น้องทั่วประเทศ ดังนั้น พรบ.ชุมนุมสาธารณะ ปี 2558 ที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม มันต้องสู้ให้ยกเลิกไปก่อนแล้วค่อยมาว่ากันใหม่” นายจำนงค์ กล่าว

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ