พลันที่สิ้นเสียงขานคะแนนใบสุดท้าย ชาวหัวหวายกว่า 100 คน ต่างพากันไชโยโห่ร้องดีใจ บ้างก็กอดกันกลม และหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความปลื้มปีติ หลังทราบผลการทำประชามติกรณีการขอประทานบัตรทำเหมืองหินและตั้งโรงโม่หิน ตามคำขอประทานบัตร เลขที่ 6/2565 และ 7/2565 ว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย” กับโครงการ และการทำเหมืองในพื้นที่

การลงคะแนนเสียงประชามติครั้งนี้ ทางจังหวัดนครสวรรค์ กำหนดจัดขึ้น ณ วัดทรัพย์น้อย หมู่ที่ 10 ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. โดยมีจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด 260 คน

ปรากฏผลการลงคะแนนดังนี้ คำขอประทานบัตรที่ 6/2565 มีผู้เห็นด้วย 70 คะแนน, ไม่เห็นด้วย 145 คะแนน, ไม่ประสงค์ลงคะแนน 5 คะแนน และบัตรเสีย 3 คะแนน รวมผู้มาใช้สิทธิ 223 คน ส่วนคำขอประทานบัตรที่ 7/2565 มีผู้เห็นด้วย 73 คะแนน, ไม่เห็นด้วย 140 คะแนน, ไม่ประสงค์ลงคะแนน 4 คะแนน และบัตรเสีย 3 คะแนน รวมผู้มาใช้สิทธิ 220 คน

“รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน คือว่าการลงคะแนนแบบนี้มันเป็นครั้งแรกในหมู่บ้าน เราไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ เคยแต่ไปนั่งสังเกตการณ์เลือกตั้งพวก สส. อบต. ผู้ใหญ่บ้าน อันนี้รู้สึกประหลาดใจมาก แต่ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและโปร่งใสดี” บุญเลิศ เพียโพธิ์ เป็นตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับมอบหมายให้เข้าไปนั่งสังเกตการณ์การลงคะแนน

บุญเลิศ ยังกล่าวถึงบรรยากาศหลังทราบผลการนับคะแนนว่า ทุกคนดีใจกัน ต่างคนต่างร้องไห้ บางคนดีใจพร้อมตะโกนออกมาว่า “ไม่ต้องย้ายบ้านหนีแล้ว” ทุกคนเปล่งเสียงออกมาแบบเป็นความรู้สึกจากใจของแต่ละคน เพราะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เราจะช่วยกันแสดงพลัง และเราก็ชนะ ชนะแบบโปร่งใส ซึ่งเป็นฉันทามติของชุมชนว่าพวกเราไม่ต้องการเหมืองแร่

สำหรับโครงการทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ผู้ประกอบการได้ยื่นขอประทานบัตร จำนวน 2 คำขอ ตั้งแต่ปี 2565 โดยคำขอเลขที่ 6/2565 มีพื้นที่ประมาณ 540 ไร่ และคำขอเลขที่ 7/2565 พื้นที่ประมาณ 105 ไร่ รวมพื้นที่มากกว่า 645 ไร่ นอกจากนี้โครงการฯ ยังได้รับความเห็นชอบผ่านการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว ท่ามกลางเสียงคัดค้านของกลุ่มชาวบ้าน และเครือข่ายชุมชนปกป้องทรัพยากรนครสวรรค์ ด้วยความกังวลใจต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมถึงวิถีชีวิตและอาชีพเกษตรกรรมของคนในพื้นที่ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

ปราณิสา รุจิเวทย์ ตัวแทนกลุ่มหัวหวายปกป้องบ้านเกิด กล่าวว่า ชุมชนทราบว่าจะมีเหมืองเมื่อปี 2565 เนื่องจากทางอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ได้มีการติดประกาศว่า มีบริษัทเอกชนเข้ามายื่นคำขอประทานบัตร จะทำเหมืองแร่หินปูนที่ตำบลหัวหวาย หมู่ 10 จำนวน 2 ประทานบัตร ก็คือประทานบัตรที่ 6/2565 กับ 7/ 2565 ผู้ใหญ่บ้านก็มีการประกาศออกมา

“หลังจากที่เราทราบประกาศตรงนี้แล้ว เราก็ตื่นตัวกันว่า เฮ้ย! ทำไมเราไม่เคยรู้เรื่อง แล้วก็มีการขอประทานบัตรแล้วเหรอ แต่ก็เข้าใจว่ายังไม่ได้มีการอนุมัติ เพราะว่ามันจะต้องทำอะไรหลายขั้นตอน จึงรวมตัวกันลุกขึ้นมาติดตามปัญหา” ปราณิสา เล่าถึงที่มาของการรวมกลุ่ม

ตัวแทนกลุ่มหัวหวายปกป้องบ้านเกิด ยังกล่าวอีกว่า ตนเพิ่งกลับมาอยู่บ้านได้ประมาณ 5 ปี คือที่ผ่านมาทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ตลอด ซึ่งก็ได้เห็นระบบต่างๆ หรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ ว่าอันไหนดี ไม่ดี เช่น มีแต่ฝุ่น PM 2.5 ดังนั้น พอกลับมาอยู่บ้านและทราบข่าวว่าจะมีเหมืองแร่เข้ามา สิ่งแรกที่คิดและตั้งคำถาม คือ แล้วผลกระทบล่ะ? และชาวบ้านจะอยู่อย่างไร จึงค่อยๆ ศึกษาจากเครือข่ายต่างๆ ซึ่งเขาก็มีปัญหาเหมือนกัน

“เราก็พากันไปดูเหมืองหินที่เขากะลา ไปดูที่สระบุรี ทุกคนก็เริ่มกลัว พอเริ่มกลัวเราก็เริ่มรวมกลุ่มกัน ชาวบ้านที่เขาไม่เห็นด้วยก็ช่วยกันต่อต้าน จึงกลายเป็นจุดร่วมที่ว่าถ้าเราไม่สู้เพื่อบ้านเรา ถ้าเราไม่ปกป้องเพื่อบ้านเรา แล้วใครจะมาช่วยเรา มันก็เลยเกิดกลุ่มคนหัวหวายปกป้องบ้านเกิดขึ้นมา” ปราณิสากล่าว

 

ด้าน บุญเลิศ ก็ได้กล่าวเสริมว่า ผมเกิดที่นี่ ทำมาหากินที่นี่ ตอนนี้อายุ 58 ปี พ่อแม่พี่น้องมีอาชีพเกษตรกรรม บุกเบิกทำไร่ข้าวโพด ปลูกมันสำปะหลัง พวกเราส่วนมากจะอยู่บ้านเกิดไม่ได้ไปไหนเลย เป็นชุมชนหนาแน่น ผมลองวัดไมล์รถมาจากพื้นที่จะทำเหมืองมาถึงบ้านประมาณ 1 กิโลเมตรกว่าๆ

“ถ้าเหมืองเกิดขึ้นได้ อาชีพของเราคงจะทำการเกษตรกันไม่ได้หรอกครับ เพราะจะมีการระเบิดหิน เสียงดังสั่นสะเทือน มีฝุ่นละออง และน้ำใต้ดินก็จะหายไปด้วย” บุญเลิศกล่าว

ในส่วนของกระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมาย อาทิตยา งามประดิษฐ์ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ได้อธิบายว่า หากผู้ใดประสงค์จะทำเหมืองแร่ จะต้องดำเนินการยื่นคำขอออกประทานบัตร และเอกสารหรือหลักฐานที่กฎหมายกำหนดพร้อมกับคำขอนั้น

“ประชามติ“ เป็นขั้นตอนหนึ่งที่กฎหมายแร่กำหนด ให้มี ในกรณีที่มีผู้ยื่นคำขอออกประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ แต่พบกับด่านของประชาชนในชุมชนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำเหมือง และผู้ออกประทานบัตรเองไม่สามารถวินิจฉัยให้ได้ข้อยุติได้ เช่นนี้ ผู้ออกประทานบัตรสามารถสั่งให้เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่จัดให้มีการทำประชามติของประชาชนในพื้นที่ที่ขอประทานบัตรได้ ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 มาตรา 56 วรรคสาม

เมื่อประชาชนผู้มีสิทธิลงประชามติและกรรมการประจำหน่วยลงประชามติได้นับผลประชามติแล้ว คณะกรรมการจัดทำประชามติมีหน้าที่ต้องจัดประชุมเพื่อตรวจสอบและรับรองผลการทำประชามติภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานผลจากกรรมการประจำหน่วยลงประชามติ และให้ปิดประกาศผลการทำประชามติไว้ ณ สถานที่ปิดประกาศของสำนักงานเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ ที่ว่าการอำเภอ ที่ว่าการกำนัน ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่ขอประทานบัตร และสถานที่ที่จัดทำประชามติแห่งละหนึ่งฉบับ และเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่มีหน้าที่ในการรายงานผลการจัดทำประชามติ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่แล้วแต่กรณี “เพื่อประกอบการพิจารณาออกประทานบัตรต่อไป”

ทั้งนี้ เห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้ระบุผลของการทำประชามติของประชาชนไว้อย่างชัดเจนว่าผลประชามติที่ได้นั้นจะถือเป็นข้อยุติหรือไม่ แต่ยังคงให้อำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ในการพิจารณาออกประทานบัตรตามคำขอ โดยใช้ผลของการทำประชามติเพื่อประกอบการพิจารณาเท่านั้น

“หากผู้ออกประทานบัตรยังคงพิจารณาเห็นชอบกับคำขอประทานบัตรทั้งสองแปลงนี้ต่อไป โดยขัดแย้งกับความเห็นส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มีสิทธิลงประชามติ ประชาชนยังคงสามารถใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองได้”

“จากนี้ต่อไปจึงต้องติดตามกรณีผลประชามติการขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองหิน ทั้งสองคำขอของชาวบ้านหัวหวายในครั้งนี้ ว่าจะถูกนำไปปฏิบัติเพื่อยุติคำขอประทานบัตรตามเสียงส่วนใหญ่หรือไม่” อาทิตยา หรือทนายรุ่ง ระบุ

อย่างไรก็ดี การทำประชามติครั้งนี้นับเป็นประวัติศาสตร์ของคนหัวหวาย ซึ่งมิใช่เพียงผลแพ้ชนะของการลงคะแนนหรือการเลือกตั้งดังที่เคยมีมา แต่มันคือความหวังและฉันทามติของคนในชุมชนแห่งนี้ว่า “พวกเขาไม่ต้องการเหมืองแร่” ทั้งในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้าของลูกหลาน

“ถามตัวเองว่าตอนนี้ชนะหรือยัง ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอก ว่า กพร. (กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่) จะพิจารณากับผลประชามตินี้อย่างไร แต่อย่างน้อยวันนี้พวกเราชนะแล้ว ทุกคนมีความสุข และเชื่อว่าอนาคตชุมชนจะอยู่กันอย่างมีความสุขโดยที่ไม่มีเหมืองแร่” ปราณิสา กล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตัน

 

เครดิตภาพ : เครือข่ายชุมชนปกป้องทรัพยากรนครสวรรค์

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ