
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 09:00 น. – 15:30 น. ที่ โรงแรมรอยัลนาคารา แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จังหวัดหนองคาย มีการจัดประชุมโต๊ะกลม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการหารือและสร้างความร่วมมือระหว่างกัน ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) กับองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs), เครือข่ายเยาวชน, นักวิจัย, ผู้ปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนชุมชนท้องถิ่น และองค์กรพันธมิตรจาก 4 ประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ไทย และเวียดนาม
ในการนี้ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ร่วมกับสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (ComNetMekong) และกลุ่มติดตามน้ำท่วมและเขื่อนแม่น้ำโขงอุบลราชธานี ได้จัดทำเอกสาร “แผนปฏิบัติการด้านเพศภาวะและข้อเสนอเชิงนโยบาย : การบูรณาการเสียงของผู้หญิงสู่การบริหารจัดการแม่น้ำโขง” ซึ่งจัดทำขึ้นจากกระบวนการปรึกษาหารือร่วมกับผู้นำสตรีและชุมชนริมแม่น้ำโขงจาก 7 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ยื่นต่อคุณบุษฎี สันติพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC Secretariat) ด้วย
นอกจากนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MRC ยังเปิดโอกาสให้เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมพบปะหารือ เพื่อนำเสนอสถานการณ์ปัญหาในแม่น้ำโขง รวมทั้งมีข้อเสนอให้ MRC ดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการเฝ้าระวังปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงด้วย

โดย เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ซึ่งเป็นผู้แทนยื่นหนังสือ ได้กล่าวว่าเอกสารฉบับนี้สะท้อนเสียง ประสบการณ์จริง และข้อกังวลของชุมชนที่กำลังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของระดับน้ำ การลดลงของทรัพยากรประมง การกัดเซาะตลิ่ง น้ำท่วม ภัยแล้ง ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ รวมถึงผลกระทบจากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำและการเปลี่ยนแปลงข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นตลอดลุ่มน้ำโขง
อยากให้ MRC เปิดกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน แล้วให้ผู้หญิงเข้ามามีทบาทในการจัดการแม่น้ำโขง แม้ว่า MRC จะมีเรื่องระเบียบ PNPCA (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement เป็นกลไกหลักของ MRC ที่ใช้กำกับดูแลการใช้ทรัพยากรน้ำและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดน) แต่ปัญหาที่ผ่านมาของระเบียบนี้ คือ เป็นการจัดรับฟังปัญหาเพียงอย่างเดียวไม่ได้นำเสนอหรือสะท้อนถึงการแก้ไขปัญหา
“ทั้งๆ ที่ผ่านมา พบว่ามีการสร้างเขื่อน แล้วมีการประชุมนำเสนอว่าการก่อสร้างเขื่อนจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงกับชุมชนท้ายน้ำ แต่ก็ไม่มีการนำข้อเสนอในส่วนนี้ไปสู่การแก้ไขปัญหา จึงอยากจะเสนอให้ MRC มีการรับฟังและให้ชุมชนมีส่วนร่วมจริงจังมากกว่านี้” เฉลิมศรี หรือ ทนายเลิฟกล่าว
เฉลิมศรี ยังกล่าวอีกว่า พวกเราอยากเน้นย้ำว่า ผู้หญิงริมแม่น้ำโขงไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ แต่เป็นผู้ที่อยู่แนวหน้าในการดูแลครอบครัว ระบบอาหาร วิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ และความเข้มแข็งของชุมชน ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้สื่อสาร ผู้นำชุมชน ผู้ปกป้องสิ่งแวดล้อม ผู้ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ และผู้ดูแลองค์ความรู้ท้องถิ่น แต่เสียงของผู้หญิงยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเพียงพอในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับแม่น้ำโขง
ชุมชนยังได้สะท้อนข้อกังวลอย่างจริงจังเกี่ยวกับความเสี่ยงจากมลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในประเทศเมียนมา ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพน้ำ ระบบนิเวศ สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหารของประชาชนตลอดลุ่มน้ำโขง ขณะเดียวกัน ผลกระทบเหล่านี้อาจยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อรวมกับผลกระทบสะสมจากเขื่อน การสูญเสียตะกอน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ตอนนี้พบว่าปลาเริ่มมีตุ่ม แม้ว่าจะตรวจพบแค่สารหนู แต่มลพิษของสารโลหะหนักมันมีหลายชนิดหลายตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง อันนี้ก็อยากให้มีการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลมากกว่านี้ เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้น้ำมีหลาย 10 ล้านคน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนห่วงกังวลมาก”
หลังจากนั้น เฉลิมศรี ซึ่งเป็นผู้แทนเครือข่าย ก็ได้ยื่นหนังสือให้กับ คุณบุษฎี สันติพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MRC โดยมีข้อเรียกร้องให้ MRC มีบทบาทที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นในเรื่องการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนและผู้หญิงมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย, การเปิดเผยข้อมูลและการติดตามตรวจสอบสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส, การประเมินผลกระทบสะสมข้ามพรมแดน, การใช้หลักการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Principle) และการคุ้มครองสิทธิ สุขภาพ วิถีชีวิต และอนาคตของประชาชนในลุ่มน้ำโขง

ด้าน คุณบุษฎี สันติพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MRC ได้กล่าวว่า วาระของตนมีจำกัด แต่ก็อยากจะสะท้อนความตั้งใจว่า อะไรที่ช่วยกันทำได้ก็ขอให้นำเสนอ และขอให้มีเวทีเช่นนี้เพื่อเข้าใจ MRC ด้วยว่า การทำงาน มีภารกิจ มีขอบเขต และมีหน้าที่ แต่ทำอย่างไรที่จะระดมสมองเพื่อให้เข้าใจ หนึ่ง ปัญหาความสำคัญ สอง แนวทางที่จะแก้ไขที่เป็นไปได้ สาม บริบทของความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของทุกท่านมันมีค่าที่จะสะท้อนเข้าไปในการเขียนข้อเสนอที่มันมีความหมาย แล้วเราจะปฏิบัติอย่างไร
“มันอาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่จะได้คำตอบภายใน 7 วัน แต่มันต้องปูพื้นไปสู่การแก้ไขระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ดิฉันคิดว่าเป็นแนวทางที่เราคงจะมองเห็นร่วมกัน ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้อง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MRC กล่าว
คุณบุษฎี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แนวนโยบายของ MRC ก็คือว่าการขับเคลื่อนประเด็นปัญหาและการสร้างความยั่งยืนให้กับแม่น้ำโขง ว่าจะอยู่อย่างไร ซึ่งแม่น้ำโขงเขาก็อยู่ของเขาตลอดมา เราคงย้ายไปไหนไม่ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่เราต้องอยู่ร่วมกันก็คือเป็น Shared River เป็น Shared Heritage เป็น Shared Prospects ที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนในเชิงของความเจริญรุ่งเรือง ความกินดีอยู่ดี วิถีชีวิตที่เราต้องอนุรักษ์ แต่เราก็ต้องปรับตัวไปด้วยตามสภาพ เพราะมีสิ่งที่เราควบคุมได้และไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่สร้างสมกันมาก็จะต้องร่วมกันแก้ไขตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป
“แต่การมีเวทีที่จะรับทราบปัญหา การสร้างความเข้าใจและหาแนวทางร่วมกัน ดิฉันคิดว่ามันมาจากความตั้งใจแล้วก็ Mindset ร่วมกันที่จะอยากจะแก้ปัญหาให้มันมีความยั่งยืน เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหาที่ท่านพูดได้กล่าวถึงเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อันนี้เป็นหัวใจหลักที่เราต้องดำเนินการด้วยกัน”
ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต ต่อภาคประมง, เกษตรกรรม, ชลประทาน และการตกตะกอนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เราต้องคำนึง ซึ่งในบริบทของแผน MRC เราต้องขับเคลื่อนต่อไป เรื่องของคุณภาพน้ำ ทีมงานก็ได้ร่วมสนับสนุนในการตรวจสอบคุณภาพน้ำเพิ่มมากขึ้นกับประเทศที่ร้องขอในลุ่มน้ำโขง เพื่อที่จะใช้ความเชี่ยวชาญ ความรู้ ความสามารถเชิงวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา
“สิ่งต่างๆ เหล่านี้สะท้อนว่า มันไม่สามารถแก้ไขด้วยกลไกใดกลไกหนึ่ง มันต้องทำงานร่วมกันบนพื้นฐานการ พูดคุยทำความเข้าใจกัน หาแนวทางแก้ไขร่วมกัน อันนี้เป็นสิ่งที่อยากจะให้เกิดขึ้นในวันนี้ และก็พร้อมที่จะรอฟังข้อเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นความสร้างสรรค์” คุณบุษฎี กล่าว


