นับตั้งแต่ บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือ เจนโก้ เป็นผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 โดยมีเงื่อนไขการเข้าดำเนินการรื้อถอนสินทรัพย์และกำจัดของเสียออกจากพื้นที่ให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา และนับถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณ 2 ปี 8 เดือน ชาวบ้านในพื้นที่ในนาม “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านรอบเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย” ก็ยังมีความคลางแคลงใจกับกระบวนการรื้อถอนดังกล่าว ตลอดจนเกิดความวิตกกังวลกับมลพิษที่ยังคงตกค้างอยู่ในดิน แหล่งน้ำของชุมชน และผลผลิตทางการเกษตร

แม้ว่าทาง เจนโก้ จะยืนยันว่าแล้วเสร็จ พร้อมเชิญหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานบังคับคดี จังหวัดเลย ร่วมตรวจสอบและรับมอบงาน เมื่อวันที่ 29-30 เมษายน ที่ผ่านมา แล้วก็ตาม

“กระบวนการรื้อยาวนานมาก แล้วชาวบ้านต้องแบกรับภาระ คือเดิมที่เกิดเหมืองทองชาวบ้านต่อสู้จนปิดเหมืองได้ ก็นับว่ายากลำบากมากพอแล้ว ทั้งโดนคดีความ โดนผลกระทบ โดนความขัดแย้ง โดนลดทอนความแบบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” รจนา กองแสน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ เปรย

กระทั่งปิดเหมืองได้ชาวบ้านที่นี่ต่างพากันดีใจ ไชโยโห่ร้องด้วยความปิติ และมุ่งหวังว่าความสนติสุขจะกลับคืนสู่ชุมชน แต่พอเข้าสู่กระบวนการรื้อถอน พวกเขาก็อยากให้รื้อถอนออกไปให้หมด รวมทั้งการกำจัดกากของเสียและสารพิษปนเปื้อนต่างๆ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ควรจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐเข้ามาควบคุมดูแล แต่สุดท้ายก็ตกเป็นภาระของชาวบ้านที่ต้องมาคอยติดตาม ตรวจสอบ และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตามบทบาท ทำหน้าที่ และกฎหมาย

 

“ตามขั้นตอนคือหลังจากที่เจนโก้ดำเนินการรื้อถอนโครงสร้างทั้งหมดแล้ว ก็จะมีหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบก่อนที่จะส่งรับงาน แล้วก็คืนเงินประกันจำนวน 10 ล้านบาท ให้แก่เจนโก้ ซึ่งกระบวนการนี้สำคัญมากและหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเข้ามาดูข้อเท็จจริง โดยเฉพาะสำนักงานบังคับคดี ซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายในขั้นตอนนี้ก็ไม่ได้มา” รจนา กล่าว

ส่วนบรรยากาศของการลงตรวจสอบพื้นที่ วันที่ 29 เมษายน ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่บริษัทเจนโก้ และหน่วยงานที่รับผิดชอบ อาทิ กพร. สปก. กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 2 อุดรธานี (สรข.2) ได้ร่วมกันตรวจสอบการรื้อถอนโครงสร้างภายในเหมืองทั้งหมด 15 จุด

ประกอบด้วย 1. พื้นที่โรงลอยแร่ 2. อาคารซ่อมบำรุง 3. แท่นบอลมิลล์, 4.-8. อาคารฝ่ายผลิตและห้องแล็บ 9. อาคารเก็บไซยาไนด์, 10.-11. เศษอาคารหลอมทองอาคารเก็บสินแร่ 12. ศูนย์รวมรายการที่ 1, 2, 3, 9, 10, 11 13. บ้านพัก / ออฟฟิศ 14. อาคารเก็บสินแร่ 15. พื้นที่โรงรีดตะกอน (ทองแดง)

อย่างไรก็ดี ฝ่ายกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ เห็นว่า การรื้อถอนของเจนโก้ยังไม่เรียบร้อยอยู่หลายจุด อีกทั้งมีความกังวลใจต่อการปนเปื้อนของสารพิษว่ายังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร จึงได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบพื้นที่เพิ่มเติม จำนวน 8 จุด ได้แก่ 1. กองสินแร่ 2. บริเวณข้างโรงรีดตะกอน (ทองแดง) 3. กองดินหน้าโรงเก็บสินแร่ 4. กองหินหลังโรงเก็บสินแร่ 5. สันเขื่อนบ่อกักเก็บกากแร่ 6. กองดินข้างสันเขื่อน 7. กองดินในสวนยางพาราใกล้สันเขื่อน และ 8. กองดินในสวนห้วยเหล็ก

“กระบวนการรื้อถอนยาวนานมากตอนนี้เกือบ 3 ปีแล้ว สมควรจะจบแต่ก็ยังไม่จบ นั่นเพราะมีช่องว่างหลายอย่าง เช่น ณ ตอนนี้ เหลือเพียงโครงสร้างที่เป็นปูนซีเมนต์แค่นั้น แต่เรากลับพบมีกองดินตามจุดต่างๆ เกิดขึ้น ทั้งภายในเหมืองและบริเวณนอกเหมือง ซึ่งกองดินพวกนี้มันไม่ได้อยู่ในที่ๆ ควรจะอยู่ และชาวบ้านคิดว่ามันมีสารพิษ”

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านรอบเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย ยังกล่าวอีกว่า หลังการลงพื้นที่ตรวจสอบในแต่ละจุดตามขอบเขตงาน หรือ TOR ของเจนโก้ จำนวน 15 จุด และข้อเรียกร้องของกลุ่มชาวบ้านอีก 8 จุด แล้ว วันที่ 30 เมษายน จึงได้มีการทำบันทึกการตรวจสอบ และลงนามร่วมกัน ทั้งฝ่ายเจนโก้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ และหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นบันทึกการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้ลงพื้นที่ด้วยกัน ว่าเจออะไรบ้าง

“ด้วยความเห็นของชาวบ้านเรามองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่า การรื้อถอนของเจนโกยังไม่เรียบร้อย เพราะพบว่ามีเศษเหล็ก เศษปูน รวมถึงกองเศษดินต่างๆ ที่คาดว่ายังปนเปื้อนสารพิษ หรือบางจุดซึ่งเป็นจุดที่เก็บสารไซยาไนด์ก็ยังถูกทิ้งไว้อยู่ เราก็เลยรู้สึกว่าการทำแบบนี้ยังไม่สามารถที่จะคืนพื้นที่ได้

นอกจากนี้หน่วยงานรัฐต้องเข้ามาดูแลรับผิดชอบ และตรวจสอบให้ชาวบ้านอย่างจริงจังและเคร่งครัดด้วย เราอยากให้มีมาตรฐานไม่ใช่คุณจะปล่อยให้บริษัทเอกชนทำอะไรก็ได้ แล้วสุดท้ายชาวบ้านต้องมาแบกรับภาระเพิ่ม แม้เหมืองปิดไปแล้วก็ตาม”

รจนา กล่าวอีกว่า พื้นที่ตรงนี้สมควรเป็นบทเรียนให้กับประเทศว่า การทำเหมืองแร่ทองคำที่อยู่ใกล้ชุมชน ซึ่งได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานรัฐ คือ กพร. ที่พร่ำบอกว่า “เหมืองแร่เพื่อชุมชน” แต่ว่าในความเป็นจริงคุณทำไม่ได้เลย ซ้ำยังเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นว่า ชาวบ้านก็มีผลกระทบแล้ว และต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เอง

“เราแย่ตั้งแต่มีเหมืองแร่ในชุมชนแล้ว จนปิดเหมืองก็คิดว่าจะสบาย สุดท้ายเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูก็ไม่สบาย ทุกอย่างก็ยังหนักหน่วง ตอนนี้เราเหมือนสู้อยู่ตลอด ทำไมเหมืองปิดเราถึงไม่สบาย” รจนา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ในกระบวนการตั้งแต่ก่อนฟ้องคดี จนคดีถึงที่สุด และดำเนินมาถึงการบังคับคดี ทางมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ได้เป็นผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้าน รวมถึงรับมอบอำนาจในการเข้าประชุมเจ้าหนี้แต่ละครั้ง พร้อมให้ความเห็นว่า จะขายให้ใครด้วย หรือแม้กระทั่งหากกระบวนการตรวจสอบพื้นที่สิ้นสุดแล้ว ทาง CRC ที่รับมอบอำนาจต้องมีส่วนในการให้ความเห็นด้วยว่า จะให้การตรวจรับผ่าน ไม่ผ่านหรือแก้ไขอย่างไร

โดยนายทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ได้เปิดเผยว่า กรณีเหมืองทองเลย คือ หลังจากที่บริษัทหยุดประกอบกิจการแล้ว ทางเจ้าหนี้ที่เป็นชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบก็มีการเข้าไปยื่นขอรับชำระหนี้ด้วย ซึ่งเราก็พบว่ามันมีทรัพย์สินบางส่วนที่อยู่บนเหมืองทองที่เป็นส่วนโรงงานยังไม่มีการถูกยึดขาย ชาวบ้านก็เลยไปร้องที่กรมบังคับคดีเพื่อนำนำมายึดแล้วก็ขายทอดตลาดต่อไป ซึ่งก็เป็นการขายรวม กรณีนี้คือบริษัทเจนโก้ ที่เป็นผู้รับซื้อซึ่งมีข้อตกลงในการซื้อคือคุณต้องกำจัดบำบัดเอาของเสียบนโรงงานที่คุณรื้อไปด้วย ไม่ให้มันมีตัวสารพิษคงค้างอยู่

“ปัจจุบันคือ หลังจากเจนโก้ แจ้งมาว่า เขามีการรื้อถอนทรัพย์ที่เป็นส่วนโรงงานทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ขอให้หน่วยงานกับตัวเจ้าหนี้ลงไปตรวจสอบว่ามันยังเหลืออะไรบ้าง ขั้นตอนนี้เป็นเบื้องต้นเฉยๆ ยังไม่ใช่การตรวจรับงานซึ่งก็มีหน่วยงานลงไปเขาก็ต้องมีการเก็บเก็บตัวอย่างในดิน ในทรัพย์ตรงนั้นไปตรวจว่า มันมีสารพิษตกค้างตรงไหนที่ต้องบำบัดอยู่หรือเปล่า แล้วตัวชาวบ้านเองก็สามารถมีความเห็นว่า ตรงไหนที่เจนโก้ ยังเก็บงานไม่เรียบร้อยยังไม่ได้มีการรื้อถอนอยู่ แล้วก็มีการทำบันทึกกันเรียบร้อยในการลงพื้นที่ว่ามีจุดไหนอย่างไรบ้าง ซึ่งต่อไปก็คงต้องมาเข้าที่ประชุมอีกทีหนึ่ง” ทิตศาสตร์ หรือ ทนายเป้ แจง

ทิตศาสตร์ ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของหน่วยงานก็จะทำผลการตรวจส่งกลับมาอีกทีว่า ตรงไหนที่ยังไม่เป็นไปตามที่มีการตกลงกันไว้ว่าต้องกำจัดบำบัด และในการตรวจรับก็เข้าใจว่าทางฝ่ายชาวบ้านได้เสนอว่า ต้องเป็นคณะกรรมการในการฟื้นฟูชุดใหญ่ ระดับจังหวัด ที่เคยแต่งตั้งกันไว้ ซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหลายๆ หน่วยงาน ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด อุตสาหกรรม และส่วนราชการจังหวัดเลย ซึ่งก็คงต้องรอกรรมการชุดนั้นลงไปตรวจรับกันอีกทีหนึ่งควบคู่ไปกับการนำผลการตรวจรอบที่แล้วที่บันทึกกันมานี้และนำผลทั้งหมดไปคุยกันในที่ประชุมกรรมการเจ้าหนี้อีกทีหนึ่งด้วย ว่ายังมีจุดไหนที่ยังเห็นไม่ตรงกันบ้าง

“พอมันเป็นกระบวนการของบังคับคดีที่มีเจ้าหนี้อย่างนี้ มันต้องเป็นเจ้าหนี้ที่อยู่ในสำนวนเท่านั้น ถึงจะเข้าไปให้ความเห็นในที่ประชุมได้ ส่วนชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ก็ให้ความเห็นในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ แต่คนที่มีสิทธิในการยกหรือให้ความเห็นว่า มันจะผ่านไม่ผ่านอย่างไร ก็ยังต้องอาศัยที่ประชุมกรรมการเจ้าหนี้อยู่

นอกจากนี้ ทาง เจนโก้ ก็ได้มีการวางเงินประกันสำหรับการดำเนินงานตรงนี้ไว้ที่กรมบังคับคดีด้วย ถ้ามันเรียบร้อยแล้วก็สามารถรับเงินคืนกลับไปได้ แต่ถ้ายังมีข้อแย้งจากชาวบ้านอยู่ว่ามันมีการทำผิดเงื่อนไขอะไรบ้าง นี่ก็อาจจะมีการขอให้ริบเงินประกันตรงส่วนนั้นได้ด้วย” ทิตศาสตร์ กล่าว

Views: 27|By |Published On: พฤษภาคม 22nd, 2026|Categories: ข่าว|Tags: , , , |

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ