สรุปการประชุมโต๊ะกลมเชิงวิชาการ

“ความรับผิดข้ามพรมแดนต่อห่วงโซ่อุปทานเหมืองแรร์เอิร์ธและแร่สำคัญ:

กฎหมาย การเข้าถึงความยุติธรรม และการคุ้มครองลุ่มน้ำชายแดนไทย-เมียนมา”

ห้อง 321 ชั้น 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 16.30 น.


สถานการณ์ปัญหาและข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่สำคัญข้ามพรมแดน

  1. ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนได้ขยายตัวเป็นวิกฤติระดับลุ่มน้ำ

การประชุมสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธและแร่สำคัญในประเทศเมียนมาได้พัฒนาไปสู่ “วิกฤติสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน” ที่มีความซับซ้อนและขยายตัวในระดับลุ่มน้ำ โดยมิได้จำกัดอยู่เพียงการปนเปื้อนของแม่น้ำกกดังที่ตรวจพบในระยะแรก หากแต่ได้ขยายผลกระทบครอบคลุมลุ่มน้ำสำคัญของประเทศไทย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ต้นน้ำที่มีการทำเหมืองในประเทศเมียนมา สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะพื้นที่หรือเฉพาะจังหวัด แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของลุ่มน้ำทั้งระบบ รวมถึงประชาชนจำนวนมากที่พึ่งพาแม่น้ำเหล่านี้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตร การประมง การท่องเที่ยว และการดำรงวิถีชีวิต

ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ลักษณะของปัญหามีความแตกต่างจากมลพิษภายในประเทศ เนื่องจาก แหล่งกำเนิดมลพิษตั้งอยู่นอกเขตอำนาจของประเทศไทย ขณะที่ผลกระทบกลับเกิดขึ้นกับประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ ส่งผลให้การติดตามข้อเท็จจริง การเข้าถึงพื้นที่ต้นทาง การตรวจสอบกิจกรรมการทำเหมือง และการกำหนดผู้รับผิดชอบมีความซับซ้อนกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วไป อีกทั้งยังมีข้อจำกัดจาก บริบทของพื้นที่ชายแดน ความขัดแย้งภายในประเทศเมียนมา และการเข้าถึงข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน

การอภิปรายยังชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็น “ผลกระทบสะสม” (Cumulative Impacts) มากกว่าจะเป็นเหตุการณ์เฉพาะครั้ง โดยกิจกรรมการทำเหมืองที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ต้นน้ำ ทำให้สารปนเปื้อนและโลหะหนักสามารถสะสมในแหล่งน้ำ ตะกอน ดิน พืช สัตว์น้ำ และห่วงโซ่อาหาร ก่อนจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและระบบนิเวศในระยะยาว ดังนั้น การประเมินสถานการณ์จึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะผลการตรวจคุณภาพน้ำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ต้องคำนึงถึงการสะสมของสารพิษ การได้รับสัมผัสอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบที่อาจปรากฏในอนาคต แม้ว่าผลการตรวจในบางช่วงจะยังไม่เกินค่ามาตรฐานก็ตาม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤติดังกล่าวอาจนำไปสู่ผลกระทบข้ามพรมแดนในมิติอื่นนอกเหนือจากสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หากการทำเหมืองส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งน้ำ และพื้นที่ทำกินในประเทศเมียนมาเสื่อมโทรม จนประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ก็อาจก่อให้เกิด การอพยพหรือการเคลื่อนย้ายของประชาชนเข้าสู่พื้นที่ชายแดนของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงด้านชาติพันธุ์และเครือญาติ ซึ่งอาจส่งผลต่อ การบริหารจัดการชายแดน การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การจัดบริการสาธารณะ และความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ในระยะยาว ประเด็นดังกล่าวจึงควรได้รับการติดตามและศึกษาควบคู่ไปกับการเฝ้าระวังผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และระบบนิเวศ

จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้เข้าร่วมประชุม จึงเห็นได้ว่า ปัญหาการทำเหมืองแร่สำคัญในพื้นที่ต้นน้ำของประเทศเมียนมาได้ก้าวข้ามการเป็นปัญหามลพิษเฉพาะจุดไปสู่การเป็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ที่มีผลกระทบเชื่อมโยงกันทั้งในมิติของ ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิทธิมนุษยชน และความมั่นคงของภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจในฐานะ ปัญหาเชิงระบบ (Systemic Problem) ที่ต้องอาศัยการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ

  1. การขยายตัวของการทำเหมืองเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญระดับโลก

ที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลว่า การขยายตัวของการทำเหมืองแร่ในพื้นที่รัฐฉานและพื้นที่ชายแดนประเทศเมียนมาไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยลำพัง หากแต่เป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals Supply Chain) ในระดับโลก ซึ่งเกิดขึ้นจากความต้องการแร่ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ผลิตวัตถุดิบที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น

จากการติดตามสถานการณ์ด้วย ภาพถ่ายดาวเทียมและฐานข้อมูลขององค์กรอิสระ พบว่า พื้นที่ทำเหมืองได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภายหลังปี 2564 มีการเปิดหน้าดินและพื้นที่ทำเหมืองแห่งใหม่จำนวนมากบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งล้วนไหลเข้าสู่ประเทศไทย ข้อมูลจาก Stimson Center ระบุว่าสามารถตรวจพบพื้นที่ทำเหมืองได้ ไม่น้อยกว่า 2,675 แห่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงเหมืองที่สามารถตรวจพบจากภาพถ่ายดาวเทียมเท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าจำนวนเหมืองที่ดำเนินการจริงอาจมีมากกว่านี้ เนื่องจากยังมีเหมืองขนาดเล็กหรือพื้นที่ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้จากข้อมูลระยะไกล

การประชุมยังสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานแร่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ โดยเฉพาะหลังจากประเทศจีนเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและการทำเหมืองภายในประเทศ ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งได้ย้ายฐานการทำเหมืองเข้าสู่ประเทศเมียนมา ซึ่งมีทรัพยากรแร่อุดมสมบูรณ์ ต้นทุนการผลิตต่ำ และข้อจำกัดด้านการกำกับดูแลน้อยกว่า ส่งผลให้กิจกรรมการทำเหมืองขยายตัวอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชายแดนที่มีความเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย โดยรูปแบบดังกล่าวสะท้อนว่า ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนถูกผลักออกจากพื้นที่การผลิตเดิมไปยังพื้นที่ที่มีมาตรการกำกับดูแลอ่อนแอกว่า

ที่ประชุมยังเห็นว่า การทำความเข้าใจปัญหาไม่ควรจำกัดอยู่เพียง “แร่แรร์เอิร์ธ” แต่ควรพิจารณาในกรอบของ “แร่สำคัญ (Critical Minerals)” เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีการทำเหมืองแร่หลายชนิดควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นแร่หายาก ทองคำ พลวง ทังสเตน ดีบุก แมงกานีส ตะกั่ว และแร่ยุทธศาสตร์อื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงของหลายประเทศ การมองปัญหาเฉพาะแร่ชนิดใดชนิดหนึ่งจึงอาจไม่สะท้อนภาพรวมของผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

การนำเสนอเกี่ยวกับ การวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Analysis) ยังชี้ให้เห็นว่า การศึกษาห่วงโซ่อุปทานไม่ได้มุ่งเพียงการติดตามเส้นทางการเคลื่อนย้ายของแร่เท่านั้น แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุ ความเชื่อมโยงของบุคคล บริษัท ผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้ค้า ผู้ขนส่ง ผู้แปรรูป และผู้รับซื้อปลายทาง ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการค้าของแร่ ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน การทำความเข้าใจโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่อาจมีหน้าที่หรือความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ การอภิปรายในช่วงบ่ายยังสะท้อนว่า ปัญหาการปนเปื้อนจากการทำเหมืองมิใช่ปัญหาที่เกี่ยวข้องเฉพาะประเทศไทยและเมียนมาอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแร่ในระดับโลก ตั้งแต่ผู้ประกอบการเหมือง ผู้ค้า ผู้ส่งออก บริษัทผู้ผลิตสารเคมีและเครื่องจักร ผู้แปรรูป ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนบริษัทเทคโนโลยีที่ใช้แร่ดังกล่าวเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทยจึงมีความเชื่อมโยงกับการตัดสินใจทางธุรกิจ การลงทุน และความต้องการของตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากการอภิปรายยังมีข้อสังเกตว่า ประเทศไทยมิได้เป็นเพียงประเทศผู้ได้รับผลกระทบในฐานะประเทศปลายน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว ทั้งในฐานะประเทศทางผ่าน การนำเข้าและส่งออกสินค้า การดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เกี่ยวข้อง และการเชื่อมโยงกับผู้รับซื้อในตลาดโลก จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ไม่เฉพาะผู้ประกอบการเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำ แต่รวมถึงผู้ที่ได้รับประโยชน์จากแร่ดังกล่าวในลำดับถัดไปของกระบวนการผลิตด้วย

โดยสรุป ที่ประชุมเห็นพ้องว่า การขยายตัวของการทำเหมืองในพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมาไม่ใช่ปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่น หากแต่เป็นผลจากโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญระดับโลกที่เชื่อมโยงการผลิต การค้า การลงทุน และการบริโภคของหลายประเทศเข้าด้วยกัน การทำความเข้าใจความเชื่อมโยงดังกล่าวจึงเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ความรับผิดของรัฐ ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งเป็นจุดตั้งต้นของการพัฒนากลไกทางกฎหมายและนโยบายเพื่อรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนในระยะต่อไป

  1. ประเทศไทยมิใช่เพียงประเทศปลายน้ำ แต่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน

การประชุมสะท้อนให้เห็นว่า การทำความเข้าใจสถานการณ์การปนเปื้อนจากการทำเหมืองแร่สำคัญในประเทศเมียนมา จำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบการมองปัญหาในฐานะ “มลพิษข้ามพรมแดน” ระหว่างประเทศต้นน้ำและประเทศปลายน้ำเพียงอย่างเดียว เนื่องจากข้อเท็จจริงที่นำเสนอแสดงให้เห็นว่า การขยายตัวของการทำเหมืองในพื้นที่ชายแดนเมียนมาเป็นส่วนหนึ่งของ ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญระดับโลก (Global Critical Minerals Supply Chain) ซึ่งเชื่อมโยงการสำรวจ การทำเหมือง การรวบรวม การขนส่ง การค้า การแปรรูป และการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเข้าไว้ในระบบเศรษฐกิจเดียวกัน ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำชายแดนไทย–เมียนมาจึงมิใช่ผลจากกิจกรรมในพื้นที่เพียงลำพัง หากแต่เป็นผลพวงของความต้องการทรัพยากรในตลาดโลกที่ส่งผลให้กิจกรรมการทำเหมืองขยายตัวอย่างรวดเร็วในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย

ข้อมูลที่นำเสนอในที่ประชุมยังแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวในหลายระดับ มากกว่าการเป็นประเทศผู้รับผลกระทบปลายน้ำ เนื่องจากประเทศไทยมีพรมแดนติดกับพื้นที่ทำเหมือง มีเส้นทางการค้าและการขนส่งที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน มีข้อมูลการนำเข้า–ส่งออกที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของสินค้าแร่บางประเภท และมีภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งเชื่อมโยงกับการผลิตแร่ในภูมิภาค แม้แร่ที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะถูกส่งออกไปยังประเทศอื่นเพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและการผลิต แต่ประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเศรษฐกิจดังกล่าวทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และในเชิงการค้า ทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่อาจแยกขาดออกจากบริบทของห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้

การอภิปรายยังชี้ให้เห็นว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ประกอบการเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำ แต่มีความเชื่อมโยงไปถึงผู้รวบรวมแร่ ผู้ค้า ผู้ขนส่ง โรงงานแปรรูป ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และผู้ใช้แร่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในหลายประเทศ ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อป้อนตลาดโลก ซึ่งทำให้พื้นที่ต้นน้ำและชุมชนชายแดนกลายเป็นพื้นที่รองรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมที่อยู่นอกพื้นที่ ความเชื่อมโยงดังกล่าวทำให้การทำเหมืองในรัฐฉานและพื้นที่ใกล้เคียงมิใช่กิจกรรมที่ดำเนินไปโดยลำพัง หากแต่เป็นกิจกรรมที่ขับเคลื่อนอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายระดับ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบว่า การศึกษาห่วงโซ่อุปทานไม่ได้มุ่งเพียงติดตามเส้นทางการเคลื่อนย้ายของแร่ แต่มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างความเชื่อมโยงของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่แหล่งกำเนิดแร่ไปจนถึงผู้ใช้ประโยชน์ปลายทาง โดยข้อมูลในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่มาก แม้ว่าจะสามารถติดตามข้อมูลบางส่วนผ่านข้อมูลการนำเข้า–ส่งออกหรือข้อมูลการค้าระหว่างประเทศได้ แต่ความเชื่อมโยงระหว่างแร่ที่ขุดจากพื้นที่ต้นน้ำกับบริษัทผู้รับซื้อ โรงงานแปรรูป และผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำในต่างประเทศยังไม่ปรากฏอย่างครบถ้วน จึงทำให้ภาพรวมของห่วงโซ่อุปทานยังไม่สมบูรณ์ และสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบการค้าแร่ในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมากและกระจายอยู่ในหลายเขตอำนาจรัฐ

ที่ประชุมยังแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับ บทบาทของประเทศจีน ซึ่งปรากฏในหลายมิติของสถานการณ์ ทั้งในฐานะประเทศที่มีความต้องการใช้แร่สำคัญในภาคอุตสาหกรรม มีบทบาทในการแปรรูปแร่ และมีความเชื่อมโยงกับการลงทุนในกิจการเหมืองในประเทศเมียนมา ขณะเดียวกัน ยังมีข้อสังเกตว่าประเด็นการทำเหมืองและผลกระทบในพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมาได้รับการติดตามจากหน่วยงานของจีนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเผยแพร่ข้อมูล การชี้แจงต่อสาธารณะ และการแสดงท่าทีต่อการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวมิใช่ประเด็นสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นเท่านั้น แต่เป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแร่สำคัญ

จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งหมด จึงเห็นได้ว่า สถานการณ์การปนเปื้อนจากการทำเหมืองแร่สำคัญในประเทศเมียนมาเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญระดับโลก ซึ่งเชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ชายแดนเข้ากับระบบการผลิต การค้า และการบริโภคในหลายประเทศ ขณะที่ประเทศไทยมีบทบาททั้งในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมลพิษข้ามพรมแดน และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจดังกล่าวผ่านความเชื่อมโยงด้านภูมิศาสตร์ การค้า และห่วงโซ่อุปทานของแร่สำคัญ ทำให้การทำความเข้าใจสถานการณ์จำเป็นต้องมองควบคู่กันทั้งในมิติของผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และในมิติของโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการขยายตัวของการทำเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำชายแดนไทย–เมียนมา

  1. ชุมชนชายแดน ชนเผ่าพื้นเมือง และประชาชนในลุ่มน้ำเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและมีความเปราะบางสูง

ที่ประชุมสะท้อนตรงกันว่า ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทำเหมืองแร่สำคัญข้ามพรมแดนคือประชาชนที่อาศัยอยู่ตลอดแนวลุ่มน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี ซึ่งต้องพึ่งพาแม่น้ำในการอุปโภคบริโภค การเกษตร การประมง และการดำรงวิถีชีวิตประจำวัน โดยผลกระทบมิได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ชายแดนตอนบน แต่มีแนวโน้มขยายตัวลงสู่พื้นที่ปลายน้ำและครอบคลุมประชาชนในหลายจังหวัดของประเทศไทยแล้ว

ผู้เข้าร่วมประชุมให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ ชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแม่น้ำและทรัพยากรธรรมชาติในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ พื้นที่ประกอบอาชีพ และฐานของวัฒนธรรมดั้งเดิม การเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำและระบบนิเวศจึงส่งผลกระทบต่อสิทธิในการดำรงชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีวัฒนธรรมของชุมชนโดยตรง อีกทั้งชุมชนจำนวนมากยังตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและมีทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดหรือแหล่งประกอบอาชีพทดแทนอย่างจำกัด ทำให้มีความเปราะบางต่อผลกระทบมากกว่าประชาชนทั่วไป

ที่ประชุมยังสะท้อนว่า ความกังวลของประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค แต่ขยายไปสู่ ความปลอดภัยของอาหาร ผลผลิตทางการเกษตร สัตว์น้ำ และรายได้ของครัวเรือน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากยังจำเป็นต้องใช้น้ำจากลำน้ำที่ได้รับผลกระทบในการเพาะปลูกและประกอบอาชีพ แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลที่สามารถประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจได้อย่างครบถ้วน แต่ความไม่แน่นอนดังกล่าวได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของชุมชนและผู้บริโภค รวมทั้งสร้างความวิตกกังวลต่อผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวจากการสะสมของโลหะหนักในสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญของประชาชนในพื้นที่ แม้ว่าหน่วยงานของรัฐจะเริ่มดำเนินการตรวจวัดคุณภาพน้ำและเฝ้าระวังการปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง แต่ฐานข้อมูลเกี่ยวกับการทำเหมือง แหล่งกำเนิดมลพิษ ห่วงโซ่อุปทาน และผลกระทบในภาพรวมยังมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถประเมินระดับความเสี่ยงที่ตนเองเผชิญได้อย่างเพียงพอ ขณะที่ข้อมูลจำนวนมากยังต้องอาศัยการรวบรวมและตรวจสอบจากภาคประชาสังคม นักวิชาการ และเครือข่ายชุมชนในพื้นที่

อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับการหยิบยกขึ้นอภิปรายคือ ข้อจำกัดในการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ต้นน้ำของประเทศเมียนมา เนื่องจากพื้นที่เหมืองหลายแห่งตั้งอยู่ในเขตความขัดแย้งและพื้นที่ที่การเข้าถึงทำได้ยาก ส่งผลให้การเก็บข้อมูลภาคสนาม การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการติดตามผลกระทบต้องอาศัยเครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรท้องถิ่น ภาพถ่ายดาวเทียม และแหล่งข้อมูลอิสระเป็นสำคัญ ผู้ที่ทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากการทำเหมืองจึงต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ความขัดแย้ง ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องของการติดตามสถานการณ์และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในระยะยาว

จากการอภิปรายของผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด จึงเห็นได้ว่า ชุมชนชายแดน ชนเผ่าพื้นเมือง และประชาชนที่พึ่งพาทรัพยากรลุ่มน้ำเป็นกลุ่มที่เผชิญผลกระทบโดยตรงและมีความเปราะบางมากที่สุด ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต ขณะที่ข้อจำกัดด้านข้อมูลและการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ต้นน้ำยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการประเมินผลกระทบและการคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ

  1. ปัญหานี้เป็นทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรมของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

การประชุมสะท้อนตรงกันว่า การกำหนดกรอบในการทำความเข้าใจปัญหา (Framing the Issue) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินสถานการณ์และการกำหนดทิศทางการรับมือ หากมองปัญหาดังกล่าวเป็นเพียง ปัญหาคุณภาพน้ำหรือการปนเปื้อนของโลหะหนัก การติดตามสถานการณ์อาจจำกัดอยู่เพียงการตรวจวัดคุณภาพน้ำ การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม และการควบคุมมลพิษในระดับพื้นที่ แต่จากข้อมูลและการอภิปรายตลอดการประชุมพบว่า ปัญหาการทำเหมืองแร่สำคัญในพื้นที่ต้นน้ำของประเทศเมียนมามีลักษณะที่ซับซ้อนกว่านั้น เนื่องจากเชื่อมโยงกับ สิทธิของประชาชนในการมีสุขภาพที่ดี สิทธิในน้ำสะอาด สิทธิในอาหาร สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี วิถีชีวิตของชุมชนชายแดน ตลอดจนประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ของทรัพยากรยุทธศาสตร์ จึงควรทำความเข้าใจในฐานะ ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่มีมิติด้านสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาเชื่อมโยงอยู่ด้วย

ที่ประชุมยังชี้ให้เห็นว่า การขยายตัวของการทำเหมืองในพื้นที่ชายแดนเมียนมาไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals Supply Chain) ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ภายใต้กระแส การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และการเติบโตของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาแร่สำคัญเป็นวัตถุดิบหลัก ส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำบริเวณชายแดนไทย–เมียนมากลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ห่างไกลจากตลาดปลายทางก็ตาม

จากการอภิปราย จึงเกิดข้อสังเกตสำคัญว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลกกำลังสร้างความต้องการแร่สำคัญเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันกลับก่อให้เกิดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสิทธิมนุษยชนแก่ชุมชนในพื้นที่ต้นทางของการผลิตแร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนที่ยังอ่อนแอ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง ความท้าทายของ “ความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน” (Just Energy Transition) ว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวไม่ควรเกิดขึ้นบนฐานของการผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนไปยังชุมชนชายแดนหรือประเทศที่มีศักยภาพในการกำกับดูแลต่ำกว่า

อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับการอภิปรายคือ ข้อจำกัดของข้อมูลและการสื่อสารความเสี่ยง โดยข้อมูลเกี่ยวกับการขยายตัวของเหมือง การเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน และผลกระทบจำนวนมากในปัจจุบันยังอาศัยการติดตามของภาคประชาสังคม นักวิชาการ และองค์กรอิสระเป็นสำคัญ ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐยังอยู่ระหว่างการรวบรวมและยังไม่มี ฐานข้อมูลกลางที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การทำเหมือง และห่วงโซ่อุปทานเข้าด้วยกัน ส่งผลให้การประเมินสถานการณ์ยังไม่ครอบคลุมทุกมิติ นอกจากนี้ การสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ยังเผชิญข้อจำกัดจาก ความหลากหลายของภาษา วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ ประกอบกับความกังวลของบางหน่วยงานต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทำให้การรับรู้ของสังคมต่อระดับความรุนแรงของสถานการณ์ยังไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ปรากฏในพื้นที่

จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลตลอดการประชุม จึงเห็นได้ว่า ปัญหาการทำเหมืองแร่สำคัญข้ามพรมแดนมิใช่เพียงปัญหามลพิษในแม่น้ำหรือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะพื้นที่ หากแต่เป็นปัญหาเชิงระบบ (Systemic Problem) ที่เชื่อมโยงกันทั้งในมิติของทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ สิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจ ห่วงโซ่อุปทานโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งจำเป็นต้องติดตามและทำความเข้าใจอย่างบูรณาการในทุกมิติ เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบด้าน


การแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายและกลไกการใช้สิทธิในประเทศไทย

  1. กฎหมายไทยยังมีเครื่องมือทางกฎหมายที่สามารถนำมาใช้รับมือกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนได้ แม้แหล่งกำเนิดมลพิษจะอยู่นอกประเทศ

ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า การที่แหล่งกำเนิดมลพิษตั้งอยู่ในประเทศเมียนมา มิได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่มีอำนาจหรือไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายในการดำเนินการ เนื่องจากผลกระทบจากการทำเหมืองได้เกิดขึ้นภายในราชอาณาจักรไทย ทั้งต่อสุขภาพของประชาชน ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ ผลเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นฐานสำคัญในการใช้กฎหมายไทยเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ในการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาความเสียหาย

ที่ประชุมอภิปรายว่า การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนไม่สามารถอาศัยกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งได้เพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องบูรณาการกฎหมายหลายสาขาเข้าด้วยกัน ทั้ง กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายปกครอง กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายสาธารณสุข กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ กฎหมายศุลกากร กฎหมายวัตถุอันตราย กฎหมายทรัพยากรน้ำ ตลอดจนกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ การคุ้มครองสิทธิของประชาชน การป้องกันความเสียหาย และการกำหนดความรับผิดของผู้ที่เกี่ยวข้อง

ผู้เข้าร่วมประชุมยังเห็นว่า แม้การดำเนินคดีต่อผู้ประกอบการเหมืองในต่างประเทศจะมีข้อจำกัดในด้านเขตอำนาจศาลและการบังคับคดี แต่กฎหมายไทยยังสามารถมีบทบาทสำคัญในหลายมิติ ได้แก่ การบังคับให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ การรวบรวมพยานหลักฐาน การติดตามเส้นทางของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการดำเนินการกับบุคคลหรือบริษัทที่อยู่ในประเทศไทยหรือมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของการทำเหมือง ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้า ส่งออก การจำหน่ายสารเคมี วัตถุอันตราย เครื่องจักร หรือการค้าขายแร่ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมดังกล่าว

ที่ประชุมจึงเห็นพ้องว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าประเทศไทย “มีกฎหมายหรือไม่” แต่คือการตีความและบูรณาการกฎหมายที่มีอยู่ให้สามารถตอบสนองต่อปัญหามลพิษข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้กลไกทางปกครอง การดำเนินคดี และการประสานความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและการจัดการปัญหาที่ต้นเหตุอย่างเป็นรูปธรรม

  1. สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้สิทธิและการเข้าถึงความยุติธรรม

ที่ประชุมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Right to Access Information) โดยเห็นว่า การใช้สิทธิขอข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐควรเป็นขั้นตอนแรกของการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนสามารถรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์มลพิษและใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการคุ้มครองสิทธิของตนเอง รวมทั้งตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ประชุมเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลควรครอบคลุม ข้อมูลคุณภาพน้ำ คุณภาพสิ่งแวดล้อม ผลการตรวจวิเคราะห์โลหะหนัก ข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพ ข้อมูลการนำเข้าและส่งออกแร่ ข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนข้อมูลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินระดับความเสี่ยง ตรวจสอบข้อเท็จจริง และติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ได้อย่างรอบด้าน

ที่ประชุมอภิปรายว่า การเข้าถึงข้อมูลมิได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมพยานหลักฐาน (Evidence Gathering) สำหรับใช้ประกอบการดำเนินคดีและการใช้สิทธิตามกฎหมายในลำดับต่อไป เนื่องจากหากยังมิได้ใช้สิทธิร้องขอข้อมูล หรือยังมิได้ร้องขอให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ก่อน การดำเนินคดีอาจประสบข้อจำกัด หรือถูกโต้แย้งว่ายังมิได้ดำเนินการตามกระบวนการภายในที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นว่า ภายหลังจากได้รับข้อมูลแล้ว ประชาชนควรใช้ข้อมูลดังกล่าวในการยื่นหนังสือต่อหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินมาตรการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาความเสียหาย หากหน่วยงานของรัฐละเลยหรือไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ข้อมูลและการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นฐานสำคัญในการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองในกรณี การละเลยต่อหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ

ที่ประชุมยังเห็นพ้องว่า ความโปร่งใส (Transparency) และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เป็นองค์ประกอบสำคัญของการจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนและห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลจะทำให้สามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่แหล่งกำเนิดมลพิษ ผู้ประกอบการ ผู้ขนส่ง ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ตลอดจนผู้รับซื้อปลายทาง อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการกำหนดความรับผิดทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศ และช่วยสนับสนุนการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้ได้รับผลกระทบในระยะยาว

  1. หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ตามกฎหมายในการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาผลกระทบ

ที่ประชุมอภิปรายว่า เมื่อมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการปนเปื้อนของโลหะหนักและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน หน่วยงานของรัฐมิได้มีหน้าที่เพียงตรวจวัดคุณภาพน้ำหรือเฝ้าระวังสถานการณ์เท่านั้น แต่ยังมี หน้าที่ตามกฎหมายในการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน โดยต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างทันท่วงที

ที่ประชุมเห็นว่า หน่วยงานของรัฐควรดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยง การกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมการสัมผัสมลพิษ การติดตามและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การตรวจสอบผลกระทบต่อการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการกำหนดมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ที่ประชุมจึงเสนอว่า ภายหลังจากประชาชนได้รับข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐแล้ว ควรใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการจัดทำหนังสือถึงหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินมาตรการตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการป้องกัน การควบคุม การแก้ไข และการเยียวยาความเสียหาย รวมถึงกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมในการดำเนินการ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐได้ใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ที่ประชุมเห็นพ้องว่า หากหน่วยงานของรัฐ เพิกเฉย ละเลย หรือไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภายในระยะเวลาอันสมควร การดำเนินการดังกล่าวอาจถือเป็น การละเลยต่อหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบสามารถใช้เป็นฐานในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และดำเนินมาตรการที่จำเป็นในการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า การกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความรับผิดชอบของรัฐ (State Accountability) และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการบริหารจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในระยะยาว

  1. การดำเนินคดีในประเทศไทยสามารถพิจารณาได้ทั้งทางปกครอง ทางแพ่ง และทางอาญา

ที่ประชุมเห็นว่า แม้การทำเหมืองแร่และแหล่งกำเนิดมลพิษจะอยู่ในประเทศเมียนมา แต่ มิได้ตัดโอกาสในการใช้กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย หากการกระทำนั้นก่อให้เกิดผลกระทบภายในราชอาณาจักร โดยสามารถพิจารณาใช้ กลไกทางกฎหมายหลายรูปแบบควบคู่กัน ทั้งการดำเนินคดีทางปกครอง ทางแพ่ง และทางอาญา ตามลักษณะของข้อเท็จจริงและผู้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณี

สำหรับ การดำเนินคดีทางปกครอง ที่ประชุมเห็นว่า สามารถใช้เพื่อควบคุมการใช้อำนาจของหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะในกรณีที่ประชาชนได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้หน่วยงานดำเนินการตามกฎหมายแล้ว แต่หน่วยงานยังคงเพิกเฉยหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจเป็นฐานในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองในประเด็น การละเลยต่อหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินมาตรการตามกฎหมายในการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาความเสียหาย

ในส่วนของ การดำเนินคดีทางแพ่งและทางอาญา ที่ประชุมได้อภิปรายถึงความเป็นไปได้ในการนำกฎหมายไทยมาใช้ แม้การกระทำจะเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร โดยมีการกล่าวถึง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 ซึ่งอาจนำมาประกอบการพิจารณาในกรณีที่การกระทำซึ่งเกิดขึ้นนอกประเทศไทยก่อให้เกิดผลภายในประเทศไทย รวมถึงการใช้ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย และกฎหมายเฉพาะอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาความรับผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อมลพิษข้ามพรมแดน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการพิจารณาความรับผิดของ ผู้จำหน่าย ผู้ส่งออกสารเคมี วัตถุอันตราย หรือวัสดุที่ใช้ในการทำเหมือง หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าบุคคลหรือกิจการดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนหรือมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การก่อมลพิษ ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาความรับผิดได้ทั้ง ทางแพ่งและทางอาญา

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ความท้าทายสำคัญของการดำเนินคดี ยังคงอยู่ที่การพิสูจน์ ความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำกับความเสียหาย (Causation) และการระบุตัวผู้รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่จะกำหนดความเป็นไปได้และประสิทธิภาพของการใช้กลไกทางกฎหมายของประเทศไทยในการรับมือกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนต่อไป

  1. กฎหมายไทยควรใช้ควบคู่กับการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า แม้กิจกรรมการทำเหมืองจะเกิดขึ้นในประเทศเมียนมา แต่การติดตามความรับผิดไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบผู้ประกอบการเหมืองในพื้นที่ต้นทางเท่านั้น หากแต่ควรพิจารณา ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด (Supply Chain) ที่เชื่อมโยงกิจกรรมการทำเหมืองกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเทศไทยและต่างประเทศ เนื่องจากการทำเหมืองไม่สามารถดำเนินไปได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยการจัดหาสารเคมี เครื่องมือ วัสดุ การขนส่ง การซื้อขาย และการส่งออกแร่ ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่ทิ้งร่องรอยข้อมูลไว้ในหลายหน่วยงานและหลายระบบข้อมูล การทำความเข้าใจห่วงโซ่อุปทานจึงมีความสำคัญทั้งในฐานะ เครื่องมือในการรวบรวมข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และการระบุผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงเป็นพื้นฐานของการกำหนดแนวทางดำเนินการทางกฎหมายในระยะต่อไป

ที่ประชุมอภิปรายว่า ประเทศไทยยังมีช่องทางในการติดตามข้อมูลของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะข้อมูลการนำเข้าและส่งออกของ กรมศุลกากร ซึ่งสามารถใช้ประกอบการตรวจสอบการเคลื่อนย้ายแร่ วัตถุดิบ และข้อมูลของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับแร่ภายในประเทศไทย รวมถึงข้อมูลการประกอบธุรกิจของนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเท่านั้น เนื่องจากเส้นทางการค้าของแร่ยังเชื่อมโยงไปยังผู้รับซื้อ ผู้ผลิต และผู้ประกอบการในต่างประเทศ ซึ่งอยู่นอกระบบข้อมูลของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องอาศัยการสืบค้นและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับองค์กรและเครือข่ายระหว่างประเทศเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึง ความเป็นไปได้ในการตรวจสอบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานที่อยู่ภายใต้กฎหมายไทย โดยเฉพาะ ผู้จำหน่ายหรือผู้ส่งออกสารเคมี วัตถุอันตราย หรือวัสดุที่ใช้ในการทำเหมือง ว่าบุคคลหรือบริษัทเหล่านี้อาจมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษหรือไม่ หากสามารถรวบรวมข้อเท็จจริงและพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างการดำเนินธุรกิจกับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ก็อาจเป็นพื้นฐานในการพิจารณาความรับผิดทั้ง ทางแพ่ง และ ทางอาญา ตามกฎหมายไทยได้ในอนาคต ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการสืบสวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทางเทคนิคประกอบอย่างรอบด้าน

ในการอภิปรายยังมีข้อเสนอว่า การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานไม่ควรมุ่งเฉพาะการแสวงหาความรับผิดของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ควรใช้เป็น เครื่องมือในการสร้างแรงกดดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินกิจการ โดยเฉพาะการกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษ การจัดการกากแร่ และการควบคุมการปล่อยหางแร่สู่แหล่งน้ำ เพื่อให้กระบวนการผลิตมีลักษณะเป็น ระบบปิด (Closed System) และลดผลกระทบต่อชุมชนปลายน้ำ ทั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนความเห็นว่า ในทางปฏิบัติอาจเป็นเรื่องยากที่จะยุติการทำเหมืองโดยสิ้นเชิง เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูง ดังนั้น การใช้กลไกของห่วงโซ่อุปทานและอำนาจของผู้รับซื้อปลายทางอาจเป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้ในการผลักดันให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้มากกว่า

ที่ประชุมยังเห็นว่า การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศควรดำเนินควบคู่กับการติดตามห่วงโซ่อุปทานในระดับระหว่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่แหล่งกำเนิดแร่ ผู้ประกอบการเหมือง ผู้จัดหาปัจจัยการผลิต ผู้ค้า ผู้ส่งออก ผู้รับซื้อ และผู้ผลิตปลายทาง ซึ่งจะช่วยให้สามารถมองเห็นภาพรวมของความเชื่อมโยงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการดำเนินการตามกฎหมายทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศต่อไป

  1. การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินคดี

ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า การดำเนินคดีเกี่ยวกับมลพิษข้ามพรมแดนจำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากความท้าทายสำคัญของคดีลักษณะนี้คือ การพิสูจน์ความเชื่อมโยง (Causation) ระหว่างกิจกรรมการทำเหมืองในต่างประเทศกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตลอดจนการระบุตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น การดำเนินการทางกฎหมายจึงไม่อาจอาศัยเพียงข้อสันนิษฐานหรือข้อกังวลของประชาชน แต่ต้องอาศัย พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลเชิงเทคนิค และข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อรองรับการดำเนินคดีในทุกขั้นตอน

ที่ประชุมอภิปรายว่า การรวบรวมพยานหลักฐานควรดำเนินการอย่างเป็นระบบและครอบคลุมหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น ผลการตรวจคุณภาพน้ำ ผลการตรวจวิเคราะห์สารหนูและโลหะหนัก การตรวจสอบคุณภาพดิน ตะกอน สัตว์น้ำ และพืชผลทางการเกษตร ข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เหมือง รวมถึงข้อมูลการนำเข้า–ส่งออกและข้อมูลการค้าแร่ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อเท็จจริงตั้งแต่แหล่งกำเนิดมลพิษ พื้นที่ได้รับผลกระทบ จนถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยที่ประชุมเห็นว่าการมีข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกันจะช่วยเพิ่ม ความน่าเชื่อถือและน้ำหนักของพยานหลักฐาน ในกระบวนการยุติธรรมได้มากกว่าการอาศัยข้อมูลเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า การใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อขอให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูล มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อมูลของภาครัฐจำนวนมากสามารถนำมาใช้เป็น พยานหลักฐานในคดี ได้โดยตรง ทั้งข้อมูลการตรวจติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม ข้อมูลการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ข้อมูลการนำเข้า–ส่งออก และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการดังกล่าวจึงมิใช่เพียงการใช้สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน แต่เป็น กระบวนการรวบรวมหลักฐาน (Evidence Gathering) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินคดีในอนาคต รวมทั้งเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล

ในการอภิปรายยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับ การสืบสวนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Investigation) และ การสืบสวนทางการเงิน (Financial Investigation) ซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบการรวบรวมพยานหลักฐานได้ โดยมีการยกตัวอย่างเครื่องมือและฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบ ธุรกรรมทางการเงิน การขนส่งสินค้าทางเรือ การขนส่งทางอากาศ การเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ และความเชื่อมโยงของบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งกำเนิดแร่ไปจนถึงผู้รับซื้อปลายทาง ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่าข้อมูลลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้สามารถระบุความเชื่อมโยงของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถใช้ประกอบทั้ง การดำเนินคดี การตรวจสอบความรับผิด และการผลักดันเชิงนโยบาย ในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศได้

ที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่า การสร้างฐานข้อมูลที่มีคุณภาพเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าถึงความยุติธรรม โดยควรเชื่อมโยง ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ วิทยาศาสตร์ ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลภาครัฐ และข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมการทำเหมืองกับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างครบถ้วน อันจะช่วยเพิ่มน้ำหนักของพยานหลักฐาน ลดข้อโต้แย้งในประเด็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และสนับสนุนการใช้สิทธิทางกฎหมายของผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  1. การเข้าถึงความยุติธรรมควรใช้หลายกลไกควบคู่กัน ไม่ใช่พึ่งการฟ้องคดีเพียงอย่างเดียว

ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า การเข้าถึงความยุติธรรม (Access to Justice) ในกรณีมลพิษข้ามพรมแดนไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการดำเนินคดีในศาล แต่ควรใช้ กลไกทางกฎหมาย การบริหารราชการ และกลไกเชิงนโยบายควบคู่กันอย่างเป็นระบบ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวมีความซับซ้อน ทั้งในด้านข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน เขตอำนาจศาล และความเชื่อมโยงของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน จึงไม่อาจคาดหวังให้การฟ้องคดีเพียงอย่างเดียวสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด
ที่ประชุมเห็นว่า กระบวนการเข้าถึงความยุติธรรมควรเริ่มจาก การใช้สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ การขอเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง การติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ การยื่นหนังสือเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาผลกระทบ การรวบรวมพยานหลักฐานด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการใช้สิทธิฟ้องคดีเมื่อหน่วยงานของรัฐละเลยต่อหน้าที่หรือเมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอในการดำเนินคดี ทั้งนี้ การดำเนินการตามลำดับขั้นดังกล่าวจะช่วยสร้างฐานข้อเท็จจริงและฐานทางกฎหมายที่เข้มแข็ง รองรับการดำเนินคดีในภายหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า กลไกภายในประเทศควรดำเนินควบคู่กับกลไกในระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลไกด้าน Human Rights Due Diligence (HRDD) กลไกการร้องเรียนของต่างประเทศ หลัก Duty of Care กลไกด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงกลไกตรวจสอบความรับผิดของภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อขยายโอกาสในการกำหนดความรับผิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้ประกอบการเหมือง ผู้ค้า ผู้ผลิต ไปจนถึงผู้รับซื้อปลายทาง ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของภาคธุรกิจและการลดผลกระทบต่อชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ

ที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่า การเข้าถึงความยุติธรรมเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการทำงานของหลายกลไกอย่างบูรณาการ ตั้งแต่การเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วมของประชาชน การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ การใช้มาตรการทางปกครอง การรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินคดี การใช้กลไกความรับผิดของภาคธุรกิจ ตลอดจนการอาศัยกลไกระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในอนาคต และการยกระดับมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน


การแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายและกลไกในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

  1. ปัญหาการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดนไม่อาจแก้ไขได้ด้วยกฎหมายภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ลักษณะของปัญหาการทำเหมืองแร่สำคัญข้ามพรมแดนมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับหลายประเทศ หลายเขตอำนาจศาล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ประกอบการเหมือง ผู้ควบคุมพื้นที่ ผู้จัดหาปัจจัยการผลิต นักลงทุน ผู้ค้า ผู้รับซื้อ ตลอดจนบริษัทปลายทางในประเทศต่าง ๆ ขณะที่ผลกระทบกลับเกิดขึ้นกับประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย จึงทำให้การใช้ กฎหมายภายในประเทศเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะสร้างความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด หรือแก้ไขปัญหาได้อย่างครบถ้วน

ที่ประชุมอภิปรายว่า การดำเนินการจำเป็นต้องใช้กฎหมายและกลไกหลายระดับควบคู่กัน โดยในระดับประเทศยังคงต้องใช้กฎหมายไทยเพื่อคุ้มครองประชาชนและกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ขณะเดียวกันต้องเชื่อมโยงกับ กฎหมายระหว่างประเทศ กลไกระดับภูมิภาค และกลไกความรับผิดของภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถติดตามและกำหนดความรับผิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่อยู่นอกเขตอำนาจของประเทศไทยได้ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นว่า การดำเนินงานในแต่ละระดับไม่ควรแยกจากกัน แต่ควรเสริมกันเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดน

ในการอภิปรายยังมีการแลกเปลี่ยนว่า กลไกระดับภูมิภาคที่มีอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายประการ แม้จะมีกรอบความร่วมมือด้านลุ่มน้ำและสิ่งแวดล้อมหลายรูปแบบ แต่หลายกลไกยังมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือหรือการลงทุนมากกว่าการกำหนด มาตรการด้านความรับผิดชอบ (Accountability) ที่เป็นรูปธรรม จึงมีข้อเสนอว่าควรผลักดันให้กลไกเหล่านี้มีบทบาทมากขึ้น ทั้งในด้าน การแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early Warning System) การตรวจสอบร่วม การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปัญหามลพิษข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่ประชุมยังเห็นว่า การกำหนดความรับผิดของภาคธุรกิจควรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแก้ไขปัญหา โดยมีการกล่าวถึงแนวปฏิบัติและมาตรฐานระหว่างประเทศหลายชุดที่อาจนำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ความรับผิดของผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) และแนวปฏิบัติขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Guidelines) ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าควรมีการศึกษารายละเอียดและเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาร่วมวิเคราะห์ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการนำกลไกดังกล่าวมาใช้กับกรณีนี้ต่อไป

จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่ประชุมจึงเห็นพ้องว่า การรับมือกับปัญหาการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดนจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการกฎหมายและกลไกหลายระดับเข้าด้วยกัน ทั้ง กฎหมายภายในประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ กลไกระดับภูมิภาค และกลไกความรับผิดของภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถติดตามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน สร้างความรับผิดชอบต่อผู้ก่อให้เกิดผลกระทบ และเพิ่มโอกาสในการคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  1. ห่วงโซ่อุปทานเป็นจุดเชื่อมสำคัญในการกำหนดความรับผิด

ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า การกำหนดความรับผิดในกรณีการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดนไม่ควรจำกัดอยู่เพียงผู้ประกอบการเหมืองหรือผู้ก่อมลพิษโดยตรง แต่จำเป็นต้องพิจารณาความรับผิดของ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ผู้ควบคุมพื้นที่เหมือง ผู้ค้า ผู้ส่งออก ผู้ขนส่ง ผู้ผลิต ผู้รับซื้อ ผู้ลงทุน สถาบันการเงิน ตลอดจนบริษัทปลายทางที่นำแร่ไปใช้ในการผลิตสินค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากทรัพยากรที่อาจมีความเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม

ที่ประชุมได้อภิปรายถึง หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) และ แนวปฏิบัติขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Guidelines for Multinational Enterprises) ว่าเป็นมาตรฐานสากลที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์และกำหนดความรับผิดของภาคธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานได้ โดยเฉพาะการกำหนดให้บริษัทต้องตรวจสอบ ป้องกัน ลด และแก้ไขผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจกรรมของตน รวมถึงกิจกรรมของคู่ค้าและผู้จัดหาวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ผู้เข้าร่วมประชุมยังแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับ กฎหมาย Human Rights Due Diligence ของประเทศต่าง ๆ โดยยกตัวอย่าง กลไก BAFA ของประเทศเยอรมนี ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทานของตนเอง และเห็นว่ากลไกดังกล่าวอาจเป็นช่องทางสำคัญในการผลักดันให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับแร่จากเมียนมาต้องดำเนินการตรวจสอบและรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น หากสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงของแร่จากพื้นที่เหมืองกับบริษัทปลายทางได้

ที่ประชุมยังเห็นว่า การจัดทำแผนที่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Mapping) เป็นขั้นตอนสำคัญของการดำเนินงาน โดยจำเป็นต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของเหมือง ผู้ควบคุมพื้นที่ ผู้ค้า ผู้ส่งออก ผู้รับซื้อ และบริษัทผู้ผลิตปลายทาง พร้อมทั้งใช้ข้อมูลด้านการนำเข้า–ส่งออก การขนส่ง การเงิน และข้อมูลเชิงพาณิชย์ เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางของแร่จากแหล่งกำเนิดไปจนถึงผลิตภัณฑ์ปลายทาง การอภิปรายได้ยกตัวอย่างการใช้เครื่องมือด้าน Supply Chain Investigation และ Financial Investigation ซึ่งสามารถติดตามความเชื่อมโยงของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานและใช้เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนทั้งการดำเนินคดีและการผลักดันเชิงนโยบายในระดับสากลได้

ที่ประชุมยังเสนอว่า แม้การเรียกร้องให้ยุติการทำเหมืองทั้งหมดอาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ แต่ การใช้แรงกดดันจากผู้รับซื้อ ผู้ผลิต นักลงทุน และบริษัทปลายทาง ซึ่งมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจสูง อาจเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการผลักดันให้ผู้ประกอบการเหมืองปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินกิจการ ลดการปล่อยมลพิษ และป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการกำหนดให้มีระบบจัดการของเสียและการควบคุมมลพิษที่ได้มาตรฐาน

จากการอภิปราย ที่ประชุมจึงเห็นพ้องว่า ห่วงโซ่อุปทานเป็นจุดเชื่อมสำคัญของการกำหนดความรับผิดในคดีสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน การใช้มาตรฐานสากล เช่น UNGPs, HRDD และ OECD Guidelines ควบคู่กับการจัดทำแผนที่ห่วงโซ่อุปทานและการรวบรวมพยานหลักฐาน จะช่วยขยายขอบเขตความรับผิดจากผู้ประกอบการเหมืองไปสู่ผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มโอกาสในการใช้กลไกทางกฎหมายและกลไกความรับผิดของภาคธุรกิจเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ

  1. กลไกการร้องเรียนในต่างประเทศสามารถนำมาใช้เพื่อกำหนดความรับผิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน

ที่ประชุมเห็นว่า การเข้าถึงความยุติธรรมในกรณีมลพิษข้ามพรมแดนไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการใช้กฎหมายของประเทศไทยหรือประเทศต้นทางเท่านั้น แต่ควรพิจารณา กลไกทางกฎหมายและกลไกการร้องเรียนในต่างประเทศ ควบคู่กัน โดยเฉพาะในประเทศที่บริษัทผู้ผลิต ผู้รับซื้อ หรือบริษัทแม่จดทะเบียนประกอบธุรกิจ หรืออยู่ภายใต้กฎหมายที่กำหนดให้ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถใช้ช่องทางทางกฎหมายที่มีอยู่ในหลายเขตอำนาจศาลในการผลักดันความรับผิดของภาคธุรกิจได้มากขึ้น

ในการอภิปราย ได้มีการยกตัวอย่าง กลไก BAFA ของประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นกลไกภายใต้กฎหมาย Human Rights Due Diligence ที่กำหนดให้บริษัทต้องตรวจสอบและรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานของตนเอง ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นว่า หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าแร่จากพื้นที่ทำเหมืองในเมียนมามีความเชื่อมโยงกับบริษัทที่อยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว ก็อาจใช้กลไกนี้เป็นช่องทางในการผลักดันให้บริษัทดำเนินการตรวจสอบ แก้ไข และรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ ทั้งยังได้รับข้อมูลว่าภาคประชาสังคมในเมียนมากำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้กลไกดังกล่าว และเห็นว่าภาคประชาชนไทยสามารถพิจารณาศึกษาและประสานความร่วมมือในอนาคตได้

นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายถึง หลัก Duty of Care ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่ใช้พิจารณาว่า บริษัทมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวัง (Duty of Care) เพื่อป้องกันไม่ให้กิจกรรมหรือห่วงโซ่อุปทานของตนก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือไม่ ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นว่า หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าบริษัทผู้ผลิตหรือผู้รับซื้อมีความรู้หรือควรทราบถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากแหล่งแร่ที่ตนใช้เป็นวัตถุดิบ แต่ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปโดยไม่ใช้มาตรการป้องกันหรือจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม หลักดังกล่าวอาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพิจารณาความรับผิดของบริษัทในต่างประเทศ ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดของกฎหมายในแต่ละเขตอำนาจศาลเพิ่มเติม

ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับ บทบาทของตลาดทุนและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) โดยเฉพาะกรณีของ ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่หลายแห่งในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าของจีนเข้าจดทะเบียน ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นว่า การที่บริษัทเหล่านี้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้าน ESG และกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ อาจเปิดโอกาสให้ใช้กลไกการกำกับดูแลของตลาดทุนและการเปิดเผยข้อมูล เพื่อผลักดันให้บริษัทให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากห่วงโซ่อุปทานของตนมากยิ่งขึ้น

การอภิปรายยังชี้ให้เห็นว่า การกำหนดเขตอำนาจศาล (Jurisdiction) เป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินการทางกฎหมาย เนื่องจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับแร่จากเมียนมาอาจมีการจดทะเบียนหรือประกอบธุรกิจอยู่ในหลายประเทศ แม้ว่าวัตถุดิบจะผ่านกระบวนการแปรรูปในประเทศจีน แต่บริษัทผู้ผลิตหรือบริษัทแม่อาจจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศอื่น จึงอาจเปิดโอกาสให้ใช้กฎหมายและกลไกของประเทศนั้นในการกำหนดความรับผิดได้ หากสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างแร่จากพื้นที่ทำเหมืองกับผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทดังกล่าวได้

จากการอภิปราย ที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่า การใช้กลไกการร้องเรียนและกฎหมายในต่างประเทศเป็นอีกช่องทางสำคัญในการเข้าถึงความยุติธรรม โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานดำเนินธุรกิจหรือจดทะเบียนอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลที่มีกฎหมายด้าน Human Rights Due Diligence, Duty of Care หรือข้อกำหนดด้าน ESG ซึ่งสามารถใช้เป็นกลไกในการผลักดันให้ภาคธุรกิจตรวจสอบ ป้องกัน และรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานได้

  1. การติดตามห่วงโซ่อุปทานและการสืบสวนทางการเงินเป็นกุญแจสำคัญ

ที่ประชุมเห็นว่า การกำหนดความรับผิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีเหมืองแร่ข้ามพรมแดนจำเป็นต้องอาศัยการติดตามห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ เนื่องจากกิจกรรมการทำเหมืองไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่พื้นที่เหมืองในประเทศเมียนมา แต่เชื่อมโยงต่อไปยังการค้า การขนส่ง การแปรรูป การลงทุน และการผลิตสินค้าในหลายประเทศ ดังนั้น หากต้องการระบุว่าผู้ใดมีบทบาทเกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากแร่ที่อาจเชื่อมโยงกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน จำเป็นต้องมีการสืบค้นเส้นทางของแร่ตั้งแต่ แหล่งกำเนิด ผู้ค้า ผู้ส่งออก ผู้ขนส่ง ผู้แปรรูป ผู้ผลิต ไปจนถึงผู้รับซื้อปลายทาง

ในการอภิปราย มีการนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับ การสืบสวนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Investigation) และ การสืบสวนทางการเงิน (Financial Investigation) ซึ่งสามารถใช้ตรวจสอบความเชื่อมโยงของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานได้หลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน ข้อมูลการขนส่งสินค้าทางเรือ ข้อมูลการขนส่งทางอากาศ ข้อมูลการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบระหว่างประเทศ และข้อมูลบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแร่ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิสูจน์ว่าแร่จากพื้นที่ต้นทางเชื่อมโยงไปถึงบริษัทใด หรือเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตรายใดในตลาดโลก

ที่ประชุมยังได้รับทราบว่า การสืบค้นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแร่หายากจากรัฐฉานสามารถแสดงให้เห็น ความเชื่อมโยงของบริษัทจีนหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน ได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการกล่าวถึงบริษัทที่เป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแร่ ประเด็นนี้สะท้อนว่า หากสามารถกำหนดขอบเขตการสืบค้นหรือระบุรายชื่อบริษัทเป้าหมายได้ชัดเจน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้ประกอบการดำเนินการทางกฎหมายและการรณรงค์เชิงนโยบายในระดับสากล

การอภิปรายยังชี้ให้เห็นว่า การพิสูจน์เส้นทางของแร่จากเหมืองไปสู่ผู้ผลิตปลายทางเป็นเงื่อนไขสำคัญของการใช้กลไกความรับผิดในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลไกด้าน Human Rights Due Diligence, Duty of Care, ESG หรือกลไกของตลาดหลักทรัพย์ในประเทศที่บริษัทจดทะเบียน เพราะกลไกเหล่านี้จะมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า บริษัทผู้ผลิตหรือผู้รับซื้อมีความเชื่อมโยงกับวัตถุดิบจากพื้นที่ที่เกิดผลกระทบจริง ไม่ใช่เพียงข้อกล่าวอ้างเชิงทั่วไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นว่า ข้อมูลจากการสืบสวนห่วงโซ่อุปทานและการสืบสวนทางการเงินสามารถใช้ได้ทั้งในกระบวนการยุติธรรมและการผลักดันเชิงนโยบาย กล่าวคือ ข้อมูลดังกล่าวอาจใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการร้องเรียนหรือดำเนินคดีในต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ในการสื่อสารต่อสาธารณะ การรณรงค์ต่อผู้ซื้อปลายทาง และการกดดันให้บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานตรวจสอบและปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินธุรกิจของตน

จากการแลกเปลี่ยนในที่ประชุม จึงเห็นได้ว่า การติดตามห่วงโซ่อุปทานและการสืบสวนทางการเงินเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ให้กลายเป็นฐานความรับผิด เพราะช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เหมือง ผู้ประกอบการ ผู้ค้า ผู้ผลิต และผู้รับซื้อปลายทางเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ และทำให้การใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบมีความเป็นไปได้มากขึ้น

  1. กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศสามารถใช้เป็นฐานในการกำหนดหน้าที่ของรัฐ

ที่ประชุมเห็นว่า ปัญหาการทำเหมืองแร่สำคัญข้ามพรมแดนมิใช่เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหรือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศโดยตรง เนื่องจากผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารพิษได้ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในหลายมิติ ทั้ง สิทธิในชีวิต สิทธิในสุขภาพ สิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาด สิทธิในอาหาร และสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และยั่งยืน ซึ่งล้วนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองในกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และสามารถใช้เป็นกรอบในการพิจารณาหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองประชาชนจากผลกระทบข้ามพรมแดนได้

ที่ประชุมอภิปรายว่า เมื่อผลกระทบเกิดขึ้นกับประชาชนภายในประเทศไทย รัฐไทยย่อมมีหน้าที่ในการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกัน ลดผลกระทบ และคุ้มครองสิทธิของประชาชน แม้แหล่งกำเนิดมลพิษจะอยู่นอกราชอาณาจักรก็ตาม โดยหน้าที่ดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึง การเฝ้าระวังผลกระทบ การเปิดเผยข้อมูล การแจ้งเตือนความเสี่ยง การคุ้มครองสุขภาพของประชาชน การดำเนินมาตรการป้องกัน และการจัดให้มีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ตามกรอบพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า พันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนมิได้จำกัดอยู่เฉพาะรัฐที่เป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับรัฐอื่นที่มีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐที่บริษัทจดทะเบียน รัฐที่เป็นแหล่งลงทุน หรือรัฐที่มีอำนาจกำกับดูแลผู้ประกอบการภายในเขตอำนาจของตน การอภิปรายจึงเชื่อมโยงประเด็นดังกล่าวเข้ากับ หลักหน้าที่ของรัฐในการกำกับดูแลกิจกรรมทางธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน และเห็นว่าประเด็นนี้ควรได้รับการศึกษาควบคู่กับกลไกความรับผิดของภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับ บทบาทของกลไกสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ โดยเห็นว่า กลไกดังกล่าวสามารถใช้เป็นช่องทางในการสะท้อนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น และใช้ประกอบการผลักดันให้รัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของตน ทั้งในด้าน การป้องกัน (Protect) การเคารพ (Respect) และการเยียวยา (Remedy) ผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในกรณีที่ปัญหามีลักษณะเป็น มลพิษข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนจำนวนมาก

จากการอภิปราย ที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่า กฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นฐานสำคัญในการกำหนดหน้าที่ของรัฐในการป้องกัน คุ้มครอง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดน อีกทั้งยังเป็นกรอบสำคัญในการเชื่อมโยงการใช้กฎหมายภายในประเทศกับกลไกระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของประชาชนเป็นไปอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  1. ความร่วมมือระหว่างประเทศและการทูตยังมีความจำเป็น

ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ปัญหาการทำเหมืองแร่สำคัญข้ามพรมแดนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการดำเนินการของประเทศไทยเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากแหล่งกำเนิดมลพิษอยู่ในประเทศเมียนมา ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบอยู่ในประเทศไทย และผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้รับซื้อ รวมถึงผู้ผลิตปลายทางกระจายอยู่ในหลายประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือระหว่างประเทศและการดำเนินการทางการทูตควบคู่กับการใช้กลไกทางกฎหมาย เพื่อให้เกิดการป้องกัน แก้ไข และกำหนดความรับผิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ประชุมอภิปรายว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมา ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในด้าน การแลกเปลี่ยนข้อมูล การติดตามสถานการณ์ การตรวจสอบข้อเท็จจริง การเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการประสานงานระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดจากบริบทของสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมาและการเข้าถึงพื้นที่ต้นทางของการทำเหมือง แต่ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นว่าการสร้างช่องทางความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นกลไกที่จำเป็นสำหรับการบริหารจัดการปัญหาในระยะยาว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า กลไกระดับภูมิภาค โดยเฉพาะความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียนและกรอบความร่วมมือด้านลุ่มน้ำ ควรได้รับการใช้ประโยชน์มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล การติดตามผลกระทบ และการพัฒนามาตรการร่วมในการรับมือกับมลพิษข้ามพรมแดน โดยมีข้อสังเกตว่า แม้กลไกที่มีอยู่จะยังมีข้อจำกัดในการกำหนดความรับผิด แต่ก็สามารถเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ การผลักดันให้เกิดการหารือในระดับนโยบาย และการพัฒนามาตรการป้องกันปัญหาร่วมกันในอนาคต

ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับ บทบาทขององค์การสหประชาชาติและกลไกระหว่างประเทศ โดยเห็นว่า กลไกด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติสามารถใช้เป็นช่องทางในการนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น และสนับสนุนให้รัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศของตน ทั้งในด้านการป้องกัน การคุ้มครอง และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกัน เวทีระหว่างประเทศยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และการสร้างแรงสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศต่อการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน

จากการอภิปราย ที่ประชุมจึงเห็นพ้องว่า การใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ การดำเนินการทางการทูต และการใช้เวทีระหว่างประเทศ ควรดำเนินควบคู่กับการใช้กฎหมายและกลไกภายในประเทศ เพื่อเชื่อมโยงการดำเนินงานในทุกระดับ ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูล การติดตามสถานการณ์ การผลักดันให้รัฐและภาคธุรกิจปฏิบัติตามพันธกรณีของตน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระยะยาวในการป้องกันและลดผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นในภูมิภาค

  1. การใช้หลายกลไกควบคู่กันจะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงความยุติธรรม

ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ลักษณะของปัญหาการทำเหมืองแร่สำคัญข้ามพรมแดนมีความซับซ้อนทั้งในด้านข้อเท็จจริง กฎหมาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงไม่สามารถอาศัย กลไกทางกฎหมายหรือกลไกใดกลไกหนึ่งเพียงลำพัง ในการกำหนดความรับผิดหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากแต่จำเป็นต้องใช้ กลไกหลายระดับควบคู่กัน (Multi-layered Approach) เพื่อให้สามารถติดตามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มโอกาสในการคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบอย่างครอบคลุม

ที่ประชุมเห็นว่า กลไกภายในประเทศ ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะจุดเริ่มต้นของการใช้สิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ การรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินคดีต่อศาล และการใช้กฎหมายไทยเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน ขณะเดียวกัน กลไกระหว่างประเทศ ทั้งในระดับองค์การสหประชาชาติ ความร่วมมือระหว่างรัฐ และกลไกระดับภูมิภาค สามารถช่วยเสริมการดำเนินงานของประเทศไทย โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่อยู่นอกเขตอำนาจของไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า กลไกความรับผิดของภาคธุรกิจ มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในบริบทของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะการใช้ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) Human Rights Due Diligence (HRDD) และ OECD Guidelines เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการ ผู้ลงทุน ผู้ผลิต และผู้รับซื้อปลายทางตรวจสอบและรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่ไปกับการใช้ กลไกด้านสิทธิมนุษยชน ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งสามารถใช้เป็นช่องทางในการสะท้อนข้อเท็จจริงและผลักดันให้รัฐปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศของตนได้

การอภิปรายยังชี้ให้เห็นว่า กลไกด้านการเงินและการค้า เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สามารถสนับสนุนการกำหนดความรับผิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการใช้ข้อมูลการค้า การนำเข้า–ส่งออก การขนส่ง การลงทุน และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางของแร่จากพื้นที่ต้นทางไปยังบริษัทผู้ผลิตและผู้รับซื้อปลายทาง รวมทั้งใช้ประกอบการดำเนินการตามกลไกของประเทศที่บริษัทจดทะเบียน หรือกลไกด้าน ESG และการกำกับดูแลของตลาดทุน ซึ่งอาจสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินงานและลดความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น

จากการอภิปรายตลอดการประชุม ที่ประชุมจึงเห็นพ้องว่า การเข้าถึงความยุติธรรมในกรณีมลพิษข้ามพรมแดนควรดำเนินการผ่านการบูรณาการกลไกทุกระดับเข้าด้วยกัน ทั้ง กลไกภายในประเทศ กลไกระหว่างประเทศ กลไกด้านสิทธิมนุษยชน กลไกความรับผิดของภาคธุรกิจ และกลไกด้านการเงินและการค้า เพื่อให้เกิดการกำหนดความรับผิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ และสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ