วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 นำโดยนางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะ ได้ลงพื้นที่รับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง ตามประเด็นจากหนังสือร้องเรียน ซึ่งคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้มีมติให้ความเห็นชอบกับรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น หรือ IEE เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2566
บรรยากาศช่วงเช้า กสม. พร้อมคณะ เดินทางลงไปดูพื้นที่บริเวณก่อสร้างโครงการ พื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบ อาทิ สภาพสิ่งแวดล้อม พื้นที่ทำการเกษตร ซึ่งมีชาวบ้านในพื้นที่นำพาลงไป และอธิบายให้ข้อมูลเบื้องต้น หลังจากนั้นช่วงบ่าย ก็ได้มีการจัดเวทีเพื่อรับฟังปัญหาข้อเท็จจริง ที่วัดบ้านนา โดยมีประชาชนเข้าร่วมประมาณ 100 คน และเวทีแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลักๆ คือ ช่วงแรก เป็นการให้ข้อมูลโดยกรมชลประทาน และบริษัทที่ปรึกษา ส่วนช่วงที่ 2 ให้ประชาชนแสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดสิทธิ แล้วก็ช่วงที่ 3 เป็นการให้ความเห็นโดยคณะพยานผู้เชี่ยวชาญ ที่กสม.เชิญมาให้ความเห็นต่อประเด็นคลองใหญ่

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น หรือ IEE โดยพื้นที่โครงการฯ ตั้งอยู่บนพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด จำนวน 394 ไร่ และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเขาแปลงที่ 1 ตอนที่ 1 จำนวน 473.50 ไร่ มีหัวงานอยู่ที่คลองใหญ่ อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง โดยทางกรมชลประทานได้ศึกษาโครงการนี้เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ และปัญหาอุทกภัย ใน จ.พัทลุง ซึ่งกำหนดพื้นที่รับประโยชน์ของโครงการฯ ได้แก่ บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ ต.ชุมพล และต.อ่างทอง อ.ศรีนครินทร์, ต.แพรกหา อ.ควนขนุน และบริเวณพื้นที่โครงการฝายนาท่อม อ.เมือง จ.พัทลุง มีความจุอ่างเก็บน้ำที่ระดับเก็บกัก 17.49 ล้าน ลบ.ม. ความจุที่ระดับน้ำสูงสุด 19.27 ล้าน ลบ.ม.
โดยผู้มีส่วนได้เสียได้นำเสนอข้อกังวลของชุมชน ในเรื่องของการมีส่วนร่วมและการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของโครงการฯ ว่าเป็นไปโดยชอบหรือไม่ เนื่องจากการจัดรับฟังที่ผ่านมา ประชาชนผู้เข้าร่วมแสดงออกถึงการคัดค้านโครงการมาโดยตลอด นอกจากนี้ผู้ได้รับผลกระทบยังได้แสดงข้อห่วงกังวลถึงปัญหาการจัดการน้ำของกรมชลประทานที่ผ่านมา ซึ่งมักไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในจ.พัทลุง แต่อย่างใด
จากข้อมูลดังกล่าว ผู้ได้รับผลกระทบก็ยังได้นำเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ถึงความกังวลเรื่องแหล่งต้นน้ำตามธรรมชาติของ จ.พัทลุง ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งหากดำเนินการก่อสร้างโครงการแล้ว จะเป็นการปิดกั้นแหล่งต้นน้ำนั้นไปอย่างถาวร เป็นการซ้ำเติมผู้ได้รับผลกระทบตลอดลุ่มน้ำ ซึ่งใช้ประโยชน์แหล่งน้ำในการเกษตรกรรมตลอดทั้งปี รวมไปถึงปัญหาเรื่องสัตว์ป่าบนเทือกเขาบรรทัด ซึ่งเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีสัตว์ป่าหายากหลายชนิด หากมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ จะส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าเหล่านี้หรือไม่ และทางโครงการฯ ได้ศึกษาในประเด็นนี้อย่างรอบด้านแล้วหรือไม่อย่างไร นอกจากนี้ จากข้อมูลสถานการณ์น้ำของ จ.พัทลุง ก็ไม่พบว่าเกิดปัญหาภัยแล้ง จนขาดน้ำในการใช้อุปโภค บริโภค หรือเกิดปัญหาอุทกภัยอย่างร้ายแรงแต่อย่างใด
โดย ดร.ทรงวุฒิ พัฒแก้ว ในนามประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างอ่างเก็บน้ำ อ.ศรีนครินทร์ ได้เปิดเผยว่า วันนี้มีประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ทั้งบริเวณเหนือเขื่อน บริเวณท้ายน้ำ และก็ตลอดลำน้ำ เดินทางมาให้ข้อมูลกับ กสม. นอกจากนี้ก็มีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว มาให้ความเห็นในเวที

“คือพัทลุง จะมีการสร้างเขื่อนทั้งหมด 21 จุด แล้วก็ที่สร้างไปแล้ว 4 จุด วันนี้มีประชาชนทั้ง 4 จุด ได้เดินทางมาให้ข้อมูลในเวทีนี้ด้วย เพื่ออธิบายถึงความล้มเหลวของการจัดการโครงการของชลประทาน เช่น บางพื้นที่ที่สร้างไปแล้วไม่สามารถเก็บกักน้ำได้จริง ส่วนคูน้ำที่ระบายออกมาสู่พื้นที่ที่อยู่ท้ายน้ำ ก็น้ำแห้ง จนเกิดการแชร์ในโซเชียลมีเดียว่าใช้เป็นพื้นที่เลี้ยงวัวในหลายพื้นที่ แล้วหน่วยงานก็ต้องเอางบมาทำโครงการต่อเนื่องเพิ่มเติมอีก แต่สิ่งหนึ่งที่มันเสียหายไปแล้วคือทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ดร.ทรงวุฒิกล่าว
ดร.ทรงวุฒิ อธิบายถึงข้อห่วงกังวลต่อโครงการนี้ว่า ประชาชนในพื้นที่มีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับโครงการนี้ คือ ประเด็นแรก การก่อสร้าง บริเวณพื้นที่หัวงานน่าจะส่งผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากเป็นพื้นที่อ่อนไหวทางธรรมชาติ ทางระบบนิเวศ และทางโครงสร้างของชั้นหิน ประเด็นที่ 2 พื้นที่บริเวณล่างเขื่อน หรือล่างอ่างเก็บน้ำ พื้นที่ระบบนิเวศตรงนี้ ถูกใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรและด้านการท่องเที่ยวไปมากแล้วภายใน 1-2 ปีที่ผ่านมา เช่น การท่องเที่ยวได้ใช้ประโยชน์จากคลอง จากลำน้ำ เป็นทั้งร้านกาแฟและร้านอาหาร รวมทั้งการขับรถชมธรรมชาติ
นอกจากนี้ การใช้ประโยชน์ทางการเกษตรบางสวนที่เคยเป็นสวนดั้งเดิมก็ถูกแปรสภาพเป็นสวนทุเรียน เป็นสวนผลไม้เศรษฐกิจ ซึ่งมันต้องใช้แหล่งน้ำจากสายน้ำที่จะสร้างเขื่อนนี้จำนวนมาก รวมทั้งตลอดแนวลำน้ำลงมากว่า 20 ก.ม. ก็ใช้ประโยชน์จากคลองสายนี้อยู่ ซึ่งถ้าเกิดมีการสร้างอ่างเก็บน้ำก็เท่ากับว่าน้ำที่จะไหลลงมาจะมีปริมาณลดลง น้อยลงหรือแทบไม่มีเลย อันนี้อาศัยบทเรียนจาก 4 พื้นที่ที่ก่อสร้างมาแล้ว ปรากฏว่าไม่เกิดประโยชน์จริง
ประเด็นที่ 3 สถานการณ์ตอนนี้ก็คือ ที่วิตกกังวลไม่ใช่เฉพาะชุมชน อ.ศรีนครินทร์ แต่ชุมชนที่อยู่กลางน้ำและชุมชนที่อยู่ปลายน้ำก็กังวลด้วย ซึ่งจะเกิดการกระทบเป็นลูกโซ่ ตามที่เขาบอกว่ากรณี อ.ศรีนครินทร์ ไม่เคยเกิดน้ำท่วม แต่พื้นที่ที่สร้างมาแล้ว เราจะเห็นเลยว่า บริเวณที่สร้างเขื่อนคนที่อยู่ด้านล่างน้ำจะท่วมบ่อยมากเช่นเดียวกัน
“การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น ทำมาตั้งแต่ต้นปี 2560 แต่ปัจจุบันปี 2568 แล้ว มันเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศกลายเป็นฝนตกชุกในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งการประเมินรองรับน้ำไว้ที่ 18 หรือ 20 ล้าน ลบ.ม. แต่น้ำที่จะลงมาเนี่ยเกือบ 80 ล้าน ลบ.ม. แสดงว่ามีน้ำล้นอีก 60 ล้านเลยนะครับ แสดงว่าเขื่อนนี้ไม่อยู่ในสภาพที่จะรองรับน้ำได้กับสภาพอากาศและความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน”
อีกประเด็นก็คือ เนื่องจากเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่มีความลาดเอียงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 50 เมตร มันก็เลยเป็นต้นน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ การที่โครงการจะไปปิดกั้นเส้นทางน้ำ ทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินด้วยที่จะซึมออกหรือไหลออกมา ซึ่งเกิดประโยชน์ต่อชาวบ้านข้างล่าง ต่อไปก็จะถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิงและน้ำเหล่านี้ก็จะแห้ง

ดร.ทรงวุฒิ สะท้อนในประเด็นเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมกับโครงการว่า สิ่งที่ชาวบ้านสะท้อนอีกมุมหนึ่งก็คือกระบวนการมีส่วนร่วมของชลประทานและบริษัทที่ปรึกษา เนื่องจากได้รับข้อมูลตามตามเป็นจริงน้อยมาก ทั้งชาวบ้านในพื้นที่ หรือแม้แต่หน่วยงานในท้องถิ่นเอง ทั้งๆ ที่เป็นคนติดตามเรื่องและเป็นผู้มีส่วนได้เสีย
“มีการหมกเม็ดข้อมูลและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่น้อย รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นที่ชาวบ้านสะท้อนไปจากการเข้าร่วมเวที ชาวบ้านบอกว่าข้อมูลมันไม่เป็นจริงตามที่ชลประทานหรือบริษัทที่ปรึกษาสรุปเลย”
พื้นที่ที่จะก่อสร้างโครงการ 800 ไร่ แล้วพื้นที่รับน้ำก็คือจะต่อท่อลงบริเวณข้างล่างซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่ง คนที่ใช้ประโยชน์จากสายน้ำเดิมแทบไม่มีการมีส่วนร่วมเลย ซึ่งกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหลัก
“กลุ่มแรกที่หัวงาน คือคนที่จะได้รับการชดเชยเขาก็ไปบอกว่า ถ้าคุณค้านเนี่ยจะไม่ได้รับค่าชดเชยนะ ก็คือมีสิ่งจูงใจ มีสิ่งล่อ แล้วก็กลุ่มที่จะได้ใช้น้ำก็คือกลุ่มที่อยู่ข้างล่างไปอีกไกลมาก ซึ่งพวกนี้เขาเอาอยู่แล้ว ก็ต่อท่อน้ำไปให้ใช้ แต่คนที่เสียประโยชน์จริงๆ คือคนที่อยู่กลางน้ำที่อยู่ใต้เขื่อน ตลอดแนวลำน้ำเนี่ยไม่ได้รับประโยชน์เลย ไม่รับฟังความเห็นด้วย”







