ส่วนมากเราจะคุ้นเคยกับคำว่า EIA หรือ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment) คือ กระบวนการศึกษาเพื่อคาดการณ์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในเชิงบวกและเชิงลบจากการพัฒนาโครงการหรือกิจการขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจอนุมัติหรือดำเนินโครงการนั้นๆ
และคำว่า SEA คือ การประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment) เป็นเครื่องมือประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สูงกว่าและกว้างกว่า EIA โดยมุ่งเน้นการประเมินผลกระทบในระดับนโยบาย (Policy), แผน (Plan) และแผนงาน (Programme) ในขณะที่ EIA มุ่งเน้นการประเมินผลกระทบในระดับโครงการ (Project)

แต่ด้วยสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลายภาคส่วนมองว่าการศึกษาเฉพาะ EIA และSEA น่าจะไม่เพียงพอและรอบด้านในการประเมินปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในชุมชนหรือในรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่มันยังส่งผลกระทบข้ามพรมแดนอีกด้วย ดังนั้นจึงมีเสียงเรียกร้องให้มีการประเมินประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน หรือ Transboundary Environmental Impact Assessment : TbEIA ขึ้นมา รวมถึงการผลักดันให้เกิดแนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างรัฐ
TbEIA คือ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เป็นการศึกษาและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาต่างๆ เช่น โครงการก่อสร้างเขื่อน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในประเทศที่ดำเนินโครงการเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเฉพาะในบริบทของลุ่มน้ำโขง คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission – MRC) ได้จัดทำแนวปฏิบัติ (Guidelines) สำหรับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับแนวปฏิบัติในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน หรือ TbEIA ของ MRC ถูกจัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องในลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน และเพื่อลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการต่างๆ โดยเฉพาะเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าแต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม แนวปฏิบัติของ MRC มักเป็นลักษณะแนวทางหรือข้อแนะนำ ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมายที่เข้มงวด ทำให้การบังคับใช้และการปฏิบัติตามอาจขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละประเทศ นอกจากนี้แต่ละประเทศก็มีเป้าหมายการพัฒนาที่แตกต่างกันและบางครั้งอาจจะขัดแย้งกัน ดังนั้น การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการประสานงาน ผลประโยชน์ที่แตกต่าง และการบังคับใช้แนวปฏิบัติเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้กล่าวบนเวทีสาธารณะ “จากเขื่อนปากแบงถึงเขื่อนพูงอย : การตรวจสอบขององค์กรอิสระและผลกระทบข้ามแดน” ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์กร The Mekong Butterfly, International Rivers และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ณ ห้องดานัง โรงแรมโฮเทลมุก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ว่า
รู้สึกว่าแม่น้ำตอนนี้มันถูกควบคุมมากกว่าดูแลเอาใจใส่เพื่อตอบโจทย์ทุนพลังงาน มากกว่าการร่วมกันดูแลเอาใจใส่แม่น้ำ ซึ่งเห็นภาพชัดมากเลย ดังนั้นในฐานะผู้ที่อยู่ริมแม่น้ำ ใช้แม่น้ำทุกวัน ใช้กิน ใช้อาบ ใช้สารพัด ชาวบ้านก็เปรียบเสมือนผู้ดูแลปกป้องแม่น้ำ ขอยกตัวอย่างที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งมีการพูดถึงสิทธิของแม่น้ำ แม่น้ำควรมีสิทธิที่จะได้หายใจ มีสิทธิที่จะสะอาด มีสิทธิที่จะไม่ถูกรบกวน สิทธิที่จะไม่ปล่อยอะไรลงไปในแม่น้ำ ดังนั้น คนที่เป็นตัวแทนของแม่น้ำได้ คือคนที่อยู่ริมแม่น้ำ
เราจะมีกลไกอะไรในการสร้างให้ภาคประชาชนสามารถมีกลไกของตัวเองที่มีอิสระ เหมือนที่นิวซีแลนด์ หรือที่แม่น้ำโคลัมเบีย หรือแม่น้ำยมุนาที่ประเทศอินเดีย เหล่านี้เข้ามามีกลไก สร้างกลไกขึ้นมา และสภาผู้แทนราษฎรจะทำให้เขาได้ไหม จะทำได้ไหมที่จะสร้างกลไกขึ้นมา ให้มีสิทธิทางกฎหมาย และมีสิทธิที่จะฟ้องร้องด้วย ในนามของแม่น้ำ ผ่านเสียงของคนที่เป็นผู้ดูแลแม่น้ำเราถึงเวลาหรือยัง
“อาจารย์ก็จะเรียกร้องแบบนี้ว่า ควรที่จะมีคณะกรรมการหรือผู้แทนแม่น้ำ โดยตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ที่สามารถฟ้องร้องแทนแม่น้ำ ฟ้องหน่วยงาน ฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องที่มาทำลายแม่น้ำ” ศ.ดร.กนกวรรณ กล่าว
ศ.ดร.กนกวรรณ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่สอง Post-EIA ไม่พอ (Post-EIA คือ การติดตามตรวจสอบและประเมินผลภายหลังการดำเนินโครงการ) จะต้องทำ TbEIA คือ การประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน หลังมีการสร้างเขื่อนที่มีอยู่ในลำแม่น้ำโขงแล้ว คือ ปกติการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน เช่น เขื่อนปากแบง เขื่อนไซยะบุรี ต้องทำอยู่แล้ว แต่ต้องทำอีกครั้ง คือทำ TbEIA ขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง และทำเชื่อมโยงกับ SEA คือ การประเมินผลกระทบระดับยุทธศาสตร์
“อยากย้ำตรงนี้เลยว่า เราต้องสร้างกลไกนี้ขึ้นมาและปฏิบัติให้มันชัดเจน ว่าเราจะเชื่อมโยงประเด็นที่มันซับซ้อน ไม่มองเฉพาะแค่เรื่องเขื่อน ภัยคุกคามแม่น้ำไม่ใช่เฉพาะเขื่อนแล้วต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ อีกเรื่องคือ เหมืองแร่ ที่ไหลลงมาแม่น้ำโขงแล้วผ่านภาคอีสานจะต้องโดนในอนาคต และไม่ใช่แค่จุดเดียว มันมีหลายจุด”
นอกจากนี้ ศ.ดร.กนกวรรณ ยังเสนอให้มีการทำ TbEIA เชื่อมโยงกับ SEA โดยชี้ว่า ถึงเวลาที่ต้องทำ SEA + TbEIA โดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ร่วมมือกับภาควิชาการต่างๆ และสังเคราะห์ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ว่าที่ผ่านมาควรจะรื้อข้อมูลอีกสักรอบ เนื่องจากตอนนี้เขื่อนมีเพิ่มมากขึ้น และท้ายที่สุดแล้วต้องทำเขื่อนจริงไหม หรือที่สุดแล้วควรจะเป็นพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มากว่า
ตอนนี้ที่ประเทศลาว มีเขื่อนกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 60 กับ 600 เมกะวัตต์ สร้างโดยบริษัทไทย เจ้าของคือไทย ทำโดยบริษัทจีน ส่งไปขายที่เวียดนาม แต่ตั้งอยู่ประเทศลาว มันข้ามภูมิภาคกันขนาดนี้ อันนี้เป็นภาพที่ชัดเจน
“ขอเชิญชวนไปดูนะคะ ที่เมืองเล็กๆ และจะกลายเป็นเมืองศูนย์กลางพลังงานสะอาด ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศลาวได้ดีมาก จากการที่สร้างเขื่อนเล็กๆ และกลายเป็นพลังงานลม” ศ.ดร.กนกวรรณ กล่าวทิ้งท้าย







