เนื้อหาสำคัญจากเวทีเสวนาช่วงที่ 3 ว่าด้วยเรื่องทางออกของปัญหา-กลไกความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ และกฎหมายเพื่อให้ไปตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย
- ดร.พิชามญชุ์ เอี่ยวพานทอง ประธานคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน
- นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผู้แทนจากภาครัฐ
- วัชรพงษ์ วรรณตุง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากสำนักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ผู้แทนจากภาครัฐวิสาหกิจ
- เพ็ญพิชชา จรรย์โกมล เจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สมาคมเครือข่าย Global Compact ประเทศไทย ตัวแทนจากภาคเอกชน
- ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ก่อตั้งและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ตัวแทนจากภาคประชาสังคม
- วิภาพร วัฒนวิทย์ จากไทยพีบีเอส ผู้ดำเนินรายการ

ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ก่อตั้งและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน อภิปรายประมวลภาพรวมเกี่ยวกับข้อเสนอของเครือข่ายทั้ง 4 ประเด็น
ในช่วงเช้า ตัวแทนของชุมชนจากภาคประชาสังคม ได้มีการพูดถึงเกี่ยวข้องกับ 4 ประเด็น ประเด็นแรก เรื่องแรงงาน สถานการณ์แรงงาน ณ ปัจจุบัน โดยแรงงานมีหลายประเภท แรงงานทั่วไปในประเทศไทย อุปสรรคหนึ่ง คือ เจอกฎหมายห้ามชุมนุมในสถานประกอบการ ถ้าเขาไม่ไปชุมนุมในสถานประกอบการ เขาต้องออกไปชุมนุมข้างนอก จะเจอกับกฎหมายชุมนุมสาธารณะ ที่ต้องแจ้งการชุมนุม นั่นยิ่งไปกันใหญ่ เพราะว่าตอนนี้เรากำลังมีสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเรื่องพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ในกฎหมาย เขียนว่า “แจ้ง” แต่ มันเหมือนกับการ “ขออนุญาต” เพราะว่าจะถูกจำกัดสิทธิ์ แจ้งว่าห้ามชุมนุมบริเวณนั้น แทนที่รัฐจะส่งเสริมเตรียมคนมาช่วยดูแลความปลอดภัย หรือส่งเสริมเรื่องของสวัสดิการ เรื่องห้องน้ำ แต่จะถูกจำกัดสิทธิ์ แรงงานถ้าอยากจะชุมนุม เหมือนเอาขาข้างหนึ่งไปอยู่ในตาราง เพราะเขาจะโดนคดี
ยกตัวอย่างกรณียานภัณฑ์ เขาถูกเลิกจ้าง เขาถูกละเมิดสิทธิ์ไปแล้ว เขาก็ออกมาเรียกร้องให้มีการช่วยให้รัฐดำเนินการให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทน เขาก็มาชุมนุมที่หน้าสำนักงานกพร. หน้าทำเนียบ ปรากฏว่าแทนที่จะได้คำตอบ หรือได้รับความช่วยเหลือ กลับถูกดำเนินคดีร่วมกันกับพีมูฟ ซึ่งมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนกับทางศูนย์ทนายเพื่อสิทธิ ช่วยให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และถูกส่งดำเนินคดี มันเป็นการละเมิดซ้ำซ้อนหรือไม่ ซึ่งคือข้อห่วงกังวลหนึ่ง
ข้อห่วงกังวลที่ 2 ของแรงงาน ก็คือเรื่องของค่าตอบแทน ความคืบหน้ายังไม่ไปถึงไหน เพราะว่าค่าจ้างตอนนี้เราใช้มาตรฐานเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่แรงงานเรียกร้องให้เป็น “ค่าจ้างที่สามารถที่จะนำมาดำรงชีพได้จริงๆ” ค่าครองชีพของประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ค่าครองชีพสูงมาก รถไฟฟ้า รถเมล์ รถไฟ ในขณะที่ต่างจังหวัด ปัจจุบันรถสาธารณะที่เป็นรถเมล์ระหว่างอำเภอไม่มี จำเป็นต้องนั่งรถตู้
ต่อมากรณีแรงงานข้ามชาติ มีปัญหาหนึ่งที่สำคัญมาก แรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึง เรื่องของสหภาพแรงงานและประกันสังคมที่จะสามารถส่งได้เอง แล้วเขาไม่สามารถที่จะเดินทางได้อย่างสะดวก เช่น ไม่สามารถทำใบขับขี่ได้ เพราะไม่มีบัตรที่จะไปทำใบขับขี่ได้ หรือเอกสารต่างๆ ประเด็นเรื่องแรงงานเป็นปัญหามา ซึ่งนำมาสู่ข้อเสนอหนึ่ง ที่ต้องการให้ทางรัฐแล้วก็เอกชนได้เข้ามาดูแล
ในส่วนประเด็นเรื่องของที่ดินทรัพยากร ปัญหาเรื่องแร่ก็ยังมีปัญหาอยู่ ตัว พ.ร.บ. แร่ ยังเป็นปัญหา แผนแม่บทแร่ไม่ได้มีการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริงๆ ปัญหาแร่ตอนนี้ คือมีผลกระทบแล้วไม่สามารถจัดการได้ หรือไม่ยอมจัดการ เช่น กรณีในด่านขุนทด ที่ชาวบ้านเดือดร้อนโดยมีข้อร้องเรียนกัน ไม่ใช่แค่เฉพาะร้องเรียนหน่วยงานรัฐ แต่ยังมีการร้องเรียนไปยังผู้ถือหุ้นต่างๆ แต่ก็ไม่ได้รับการดูแลเข้ามา ซึ่งเขาพยายามตามเรื่อง Supply Chain ซึ่งเกี่ยวข้องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนล้วนๆ ในขณะเดียวกัน ตอนนี้เริ่มมี MOU แร่แรร์เอิร์ท ที่ไทยเซ็นกับสหรัฐฯ เป็นข้อกังวลอย่างมาก ประเด็นเรื่องแร่เอิร์ทถูกเปิดประเด็นมาจากเชียงรายที่ได้รับผลกระทบมาจากทางแม่น้ำกก ที่เป็นแร่จากเหมืองในเมียนมา แต่มีผลกระทบกับไทย จากข้อมูลทำให้เพิ่งทราบว่า ประเทศไทยส่งออกแร่แรร์เอิร์ท ถามว่ามาจากไหน ไม่มีคำตอบ เราผลิตเอง หรือเรารับจากใคร Supply Chain ซึ่งไม่มีข้อมูลส่วนนี้ การเปิดเผยข้อมูลเรื่อง Supply Chain จึงเป็นปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็มันจำเป็นที่จะต้องมีการดำเนินการเปิดเผย
ประเด็นเรื่องที่ดิน มีความทับซ้อนกับเรื่อง คาร์บอนเครดิต เรื่อง COP ที่กำลังที่เขาประชุมกัน ที่บราซิล ประเทศไทยรับมาบอกว่า จะลดปริมาณคาร์บอนตามจำนวน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เป็นการผลักให้คนออกจากป่า ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของตัวเองที่มีอยู่ ด้วยการใช้นโยบายเรื่องคาร์บอน อย่างกรณีคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ประกาศว่า ประชาชนคนใดที่อยู่ในที่ของรัฐ ถ้าไม่ลงทะเบียนภายในกำหนดเวลา คนเหล่านั้นจะถูกดำเนินคดี ซึ่งนับเป็นการผลักให้คนเข้าคุก ในขณะเดียวกัน พื้นที่อื่น ๆ ที่ประชาชนพยายามเรียกร้อง เช่น ในภาคใต้ ประเด็นของสวนปาล์ม ที่เป็นสวนปาล์มที่ทิ้งร้างแล้ว ที่กลายเป็นพื้นที่ป่าไม้หรือ พื้นที่ส.ป.ก. ก็ตาม ซึ่งรัฐไม่มีความพยายามที่จะไปเรียกคืนที่ดินส่วนนั้น นำมาจัดสรรให้กับประชาชนที่ไม่มีโอกาส หรือไม่มีที่ทำกิน แต่ปล่อยให้ภาคเอกชนเข้าไปถือครอง ทั้งชอบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย กลายเป็นว่ารัฐปล่อยเกียร์ว่างให้ภาคธุรกิจเข้ามา และดำเนินคดีกับคนตัวเล็กตัวน้อยแทน

เรื่องของกฎหมายที่เป็นปัญหา เรากำลังเรียกร้องเรื่อง PRTR การเปิดเผยข้อมูลของภาคธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องมลพิษ ก็ไม่คืบหน้า และกำลังถูกขัดขวาง เพื่อไม่ให้ผ่านกฎหมาย หรือแม้แต่ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ยังมีปัญหาถึงความเห็นด้วยในภาคธุรกิจ ทั้งๆ ที่กฎหมายนี้จะช่วย ไม่ใช่แค่ช่วยประชาชน แต่ว่าช่วยภาคธุรกิจเอง ที่จะทำให้เขาสามารถไปสู่ภาคธุรกิจที่เป็นระหว่างประเทศ ที่ทำให้ธุรกิจนั้นจะได้รับความคุ้มครอง แต่ถูกมองกลายเป็นอุปสรรคในการทำงานของภาคธุรกิจ ในปัจจุบันที่กำลังมีพัฒนาการเรื่องการพยายามร่างกฎหมาย HRDD (Human Rights Due Diligence) คือ การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนรอบด้าน แต่อาจจะไม่เป็นที่ต้องการของภาคธุรกิจ เพราะกลัวว่าต้องมีภาระงาน เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และความห่วงกังวลว่าจะทำไม่ได้ตามร่างกฎหมายนั้น แต่ในมุมมองของเรา เราเสนอว่าถ้าทำได้ ภาคธุรกิจก็จะสามารถยืนอย่างสง่างาม แล้วก็ไปสามารถที่จะไปอยู่ในวงการค้าระหว่างประเทศได้
เรื่องนักปกป้องสิทธิ ในประเด็นของปราจีนบุรี ที่มีการคุกคามในลักษณะในลักษณะของ SLAPP ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ ถึงอย่างไรก็ยังมีความพยายามที่จะออกกฎหมายเพื่อแก้ไขกัน แต่การคุกคามต่อชีวิตต่อทรัพย์สินมันยังมีอยู่ ซึ่งไม่ควรที่จะเกิดขึ้น ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องให้สาธารณะได้รับรู้ ส่วนของประเด็นการฟ้องเรื่องปิดปาก ไม่ใช่ถูกฟ้องเพียงเฉพาะชุมชน แต่ลุกลามไปถึงองค์กรภาคประชาสังคม เช่น มูลนิธิผู้บริโภค และ ไบโอไทย ซึ่งเห็นได้ว่าไม่ได้น้อยลง แต่มันยังคงมากขึ้นเรื่อยๆ และกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้นอีกด้วย
เรื่องปัญหาที่ข้ามพรมแดน เรื่องแม่น้ำกก ที่เป็นปัญหาเรื่องข้ามพรมแดน เกิดมานานนับปีแล้วตอนนี้ที่ตรวจพบเจอไม่ใช่เจอเพียงสารหนู เฉพาะในพื้นที่เชียงราย แต่มันลงมาถึงอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และจังหวัดหนองคาย ในแม่น้ำโขง แล้วเราจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร รัฐจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ที่เป็นปัญหา เพราะสุดท้ายประเด็นเขื่อนน้ำโขงก็ยังมีปัญหาอยู่ เราพยายามที่จะไม่ให้เกิดบ่อเก็บกับมลพิษ ที่อยู่ในแม่น้ำโขง ก็คือเรื่องของเขื่อนปากแบง มีการฟ้องคดีกันไป ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าพอถึงที่สุดแล้ว จะได้รับการตอบสนองเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งเป็นการประมวลภาพของเรื่องทั้งหมด แต่อาจจะกล่าวถึงประเด็นได้ไม่ครบ
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ
จะเห็นได้ว่า มีชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์ภาคประชาชนสังคม ภาคประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบธุรกิจที่ไม่สิทธิมนุษยชนอีกจำนวนมาก
การทำงานของภาครัฐ มีแผน NAP ที่เป็นภาคสมัครใจ หากทำจะได้รับดาว แต่หลายธุรกิจอาจจะไม่ได้ต้องการ ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้นแผน NAP จนถึงระยะที่ 2 ยังมีข้ออ่อนอยู่หรือไม่ การพัฒนาที่ให้นำไปมากกว่าการสมัครใจสามารถทำอย่างไรได้บ้าง
นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
กรมของเรารับผิดชอบแผนปฏิบัติการระดับชาติ ว่าด้วยเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) เป็นมาตรการในเชิงบังคับผสมผสาน มีลิสต์กิจกรรม ที่หน่วยงานจะว่าจะทำอย่างไรบ้าง ที่ทำเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และรายงานกลับมายังกรม ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด 100% แต่ก็สำเร็จประมาณ 70-80% ตามกิจกรรมที่เขากำหนด แต่ในภาคธุรกิจนับเป็นความสมัครใจ โดยจะจัดทำออกมาเป็นแต่ละหัวข้อในแผน NAP นับเป็นการเซ็ตความคาดหวังขั้นต่ำของภาครัฐที่มีต่อภาคธุรกิจเท่านั้น
“แม้ว่าจะมีการทำระบบไอทีเพื่อให้ภาคธุรกิจเข้ามารายงาน แต่พบว่า มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่ หรือกลุ่มเด็กดี รายงานเข้ามา ซึ่งมีบริษัทจำนวนมากที่ไม่ได้รายงานเข้ามา เพราะเป็นผลจากระบบความสมัครใจ”
จึงยังมีปัญหาช่องว่างตรงนี้อยู่ บริษัทที่ลงทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศกับทาง กลต. จะต้องมี ให้ข้อมูล เกี่ยวกับ ESG จะเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อม สังคม การดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งสามารถติดตามได้จากรายงาน One report แต่ปัจจุบัน NAP ก็ดำเนินการมาในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ต้องมีการพัฒนา และยกระดับ เพื่อขับเคลื่อนในภาคธุรกิจต่อไป ซึ่งทางเราก็พยายามโปรโมท หลายๆ ประเทศเริ่มต้นจาก NAP เหมือนกัน และพัฒนาไปเป็นกฎหมาย เกี่ยวกับการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน จะมีกลุ่มประเทศทั้งหมด 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 – กำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูล เช่น กรณีเปิดเผยกับทาง กลต. กลุ่มที่ 2 – มีกฎหมายตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ กลุ่มที่ 3 – Market Base หรือ Product Base เป็นพัฒนาการในระดับสากล ซึ่งในไทยยังไม่ได้ยกระดับ และทางเราก็เห็นด้วยหากมีการยกระดับ ให้มีมาตรการบังคับ โดยมีการร่วมมือกับ EU จัดทำร่างรัฐบัญญัติส่งเสริมการดำเนินธุรกิจ ที่มีความรับผิดชอบเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวกับการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน โดยกฎหมายนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงเชิญชวนทุกคนที่สนใจ ช่วยกันร่าง ซึ่งตอนนี้เพิ่งรับฟังความเห็นเป็นแค่ 3 ครั้ง จะได้ปรับปรุง จากการรับฟังไป 3 ครั้งปรากฏความเห็นอย่างหลากหลาย ภาคทางธุรกิจบางส่วนไม่ต้องการ ธุรกิจบางหน่วยก็มีความสนใจอยู่บ้าง เช่น ธุรกิจที่สนใจด้านสิทธิมนุษยชน ในสาย Global Compact และเครือข่ายของ Responsible Clients ซึ่งไม่ได้ต่อต้าน เพราะมองว่าทำอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นไซส์เล็ก ไซส์กลาง ก็อาจจะไม่ได้อยากทำ
ถึงแม้ว่าอาจจะยังไม่รู้ว่ากฎหมายนี้จะผูกพันถึงเขาหรือไม่ แต่เขาก็เป็น Supply Chain ของไซส์ใหญ่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในส่วนนี้ ก็ต้องควบคุมและกำกับดูแลตรงนี้ด้วย
“ถ้ากฎหมาย HRDD ออกมา ทุกบริษัทอาจจะต้องทบทวนผลกระทบของการดำเนินงานของตนเอง ตลอดทั้งสาย Supply Chain”
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ
คิดว่าถ้ากฎหมาย HRDD ออกจะส่งผลอย่างไรบ้าง
นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
ถ้ากฎหมายนี้ออกจะทำให้อย่างน้อยบริษัทต้องตระหนักและทบทวนตัวเอง ว่าตัวเองต้องเปลี่ยนอะไร ตรงไหน ในกฎหมายมีการผสมผสานลงโทษ และส่งเสริม ในมาตการส่งเสริม เช่น มาตรการด้านภาษี ที่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ ทำแล้ว จะมีให้เป็นขวัญกำลังใจ แต่ถ้าคุณไม่ทำจะมีเรื่องของการลงโทษ เช่น ถ้าไม่ทำการประเมิน อาจจะมีการปรับเงิน ที่มีการกำหนดไว้ ก็เป็นเหมือนมาตรการป้องกัน ให้ความเสี่ยงมันลดลง ถ้าเกิดทำผิดก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ
ในบางประเทศ เมื่อมีกฎหมาย HRDD อาจจะไม่ได้ทำแผน NAP ต่อ แต่สำหรับบริบทความเป็นประเทศไทย มองอย่างไรบ้าง

นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
คิดว่าเป็นอะไรที่คู่กันไป เพราะว่าเพราะว่าในส่วนของกฎหมาย HRDD ใช้บังคับกับธุรกิจไซส์ใหญ่ตามนิยามของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถึงแม้ว่าจะดูแลตลอดทั้งสาย ก็ยังต้องมีบริษัทบางบริษัทที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การนิยาม อาจจะเป็นธุรกิจไซส์กลาง หรือไซส์เล็ก ที่ไม่ได้เป็น Supply Chain ของใคร ยังต้องมีแนวทางให้เขาเคารพสิทธิมนุษยชน การปรับปรุงและการเดินทางไปสู่กฎหมาย HRDD จะช่วยสนับสนุนการเป็นสมาชิก OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ปัจจุบันรัฐบาล นำโดยท่านนายกฯ ได้แถลงนโยบายก่อนเข้ารับตำแหน่ง มีการพูดถึงเป้าหมายของประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคี OECD ซึ่งก็เพื่อประโยชน์ในการแข่งขันในการส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจ อันนี้ก็เป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล และหมุดหมายในการจะเข้าร่วมในปี 2573 แต่ได้มีการขยับขึ้นมาให้เร็วขึ้นอยู่ที่ ปี 2570
“หน่วยงานเราเป็นหน่วยงานหลักในการทำภารกิจ ซึ่งมีหลายภารกิจที่ต้องทำ โดยจะพยายามทำให้ดีที่สุด และต้องทำตามกรอบที่จะเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ก่อน”
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ
โครงการในรัฐวิสาหกิจมีจำนวนมากมาย ตั้งแต่มีแผน NAP จนถึงระยะที่ 2 มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
วัชรพงษ์ วรรณตุง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากสำนักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)
สืบเนื่องจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ขับเคลื่อนแผน NAP2 ซึ่งบังคับใช้กับรัฐวิสาหกิจในฐานะหน่วยงานของรัฐ ที่จะต้องดำเนินกิจกรรมต่างๆ และรายงานต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ อย่างต่อเนื่อง สำหรับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. เราเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และช่วยสนับสนุนกรมคุ้มครองสิทธิฯ ในการผลักดันให้รัฐวิสาหกิจตระหนักถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ปัจจุบัน สคร. กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจในมิติด้านสิทธิมนุษยชนผ่านกลไกตามกฎหมายที่มีอยู่ โดยใช้ 2 เครื่องมือ ได้แก่ เครื่องมือแรกคือหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือ CG และอีกส่วนหนึ่งคือการประเมินผลการดำเนินงาน
ในจุดที่ 1 เรื่องของ CG สืบเนื่องจากที่พิธีกรได้เกริ่นมาแล้วว่า ขณะนี้เรากำลังจะสมัครเข้าเป็นภาคีสมาชิก OECD ตัว CG ของรัฐวิสาหกิจเพิ่งประกาศใช้ฉบับใหม่ ซึ่งเราได้จัดทำร่วมกับ OECD โดยเข้ามาดูรายละเอียดในมิติต่างๆ ของรัฐวิสาหกิจแทบทั้งหมด และปรับให้สอดคล้องกับแนวทางของ OECD โดยในตัว CG ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมมิติการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เราจะกำกับให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 52 แห่ง มี CG ของตนเองและนำไปปฏิบัติ ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องใน 3 จุด จุดที่ 1 คือมิติของคณะกรรมการ เราจะกำหนดให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจต้องกำหนดแนวทาง มาตรการ และหลักเกณฑ์การปฏิบัติของตนเอง ว่าจะต้องดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและเคารพกฎหมายอย่างไร
จุดที่ 2 คือผู้มีส่วนได้เสีย ตรงนี้กำหนดให้รัฐวิสาหกิจต้องมีแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน สิ่งแวดล้อม รวมถึงการเคารพสิทธิต่างๆ และส่วนสุดท้ายคือเรื่องความยั่งยืนและนวัตกรรม ที่จะกำหนดแผนงานและแนวทางในมิติของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาให้มีความยั่งยืน สอดคล้องกับมิติ SDGs ของ UN นี่เป็นกรอบใหญ่ที่เรากำหนดให้รัฐวิสาหกิจต้องดำเนินการตามหลัก CG เมื่อกำหนดให้ทำแล้วก็ต้องมีการวัดผล ซึ่งจะเชื่อมต่อกับกลไกที่ 2 คือ การวัดผลการดำเนินงาน ในระบบประเมินผลของรัฐวิสาหกิจจะมี 2 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกคือการวัดผลการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์และโครงการต่างๆ แต่ส่วนหลักที่จะเกี่ยวข้องคือส่วนที่ 2 ได้แก่ Core Business Enablers ซึ่งจะดูรายละเอียดการขับเคลื่อนองค์กร โดยเราได้กำหนดตัวชี้วัดไว้ 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 วัดผลที่ตัวคณะกรรมการ ว่าสิ่งที่กำหนดและจัดทำแผนงานนั้นทำได้ดีเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องผู้มีส่วนได้เสีย การดูแล การตอบสนอง และการเยียวยา รวมถึงมิติด้านสิทธิมนุษยชนว่ามีมาตรการและแนวทางอย่างไร ซึ่งเรามีการกำหนด KPI เพื่อวัดผลไว้ และอีกส่วนหนึ่งคือการวัดผลกับตัวรัฐวิสาหกิจหรือฝ่ายบริหาร ว่าหากมีเรื่องเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสีย จะมีการบริหารจัดการและเยียวยาอย่างไร ซึ่งเราจะดำเนินการทั้ง 2 มิติ คือทั้งระดับคณะกรรมการและระดับฝ่ายจัดการ
ถามว่าเมื่อประเมินผลแล้วเขาจะสนใจหรือจริงจังหรือไม่ คำตอบคือเขาจะค่อนข้างสนใจและจริงจังมาก เพราะผลการประเมินจะเชื่อมโยงกับระบบแรงจูงใจ หากทำได้ไม่ดี สิ่งจูงใจก็จะลดลงหรือหายไป โดยระบบแรงจูงใจมีทั้งที่เป็นตัวเงิน เช่น โบนัส และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เช่น การยกเว้นกฎระเบียบยิบย่อยต่างๆ ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจที่ภาครัฐมอบให้กับรัฐวิสาหกิจ ภายหลังจากที่ได้ขับเคลื่อนมิติต่างๆ ตามระบบประเมินผลต่อไป
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ
ณ วันนี้ภาคธุรกิจที่เป็นรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ก็จะประกอบกิจการทั้งในและต่างประเทศ กลไกการตรวจสอบของเราครอบคลุมไปถึงต่างประเทศบ้างไหม อย่างเช่นธุรกิจพลังงานที่ทำอยู่ในต่างประเทศแต่สะเทือนผลกระทบมาถึงบ้านเรา

วัชรพงษ์ วรรณตุง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากสำนักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)
“กลไกที่เรามีอยู่จะกำกับรัฐวิสาหกิจแม่ในประเทศไทยเป็นหลัก แต่ถึงแม้ว่าเขามีการขยับขยายการทำธุรกิจออกไปในต่างประเทศโดยการตั้งบริษัทลูก แนวนโยบายเหล่านี้เราจะส่งผ่านบริษัทแม่และบังคับให้เขากำหนดไปยังบริษัทลูกทั้งหมด”
เพียงแต่ว่าการตรวจสอบเราเองไม่ได้ไปกำกับดูแลในส่วนของตัวลูกลงไปขนาดนั้นเราจะกำกับผ่านแม่อยู่เหมือนกัน แล้วก็เท่าที่ได้เห็นในรายละเอียดบริษัทแม่ก็จะกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับในเรื่องของสิทธิมนุษยชนก็ดี หรือว่าในมิติของตอนนี้ไปเยอะแล้ว ESG, SDGs อะไรต่างๆ เหล่านี้เขาโฟกัสไปกันในต่างประเทศพอสมควร แต่ถามว่าในในการดำเนินในการขับเคลื่อนมิติของสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ ที่มีผลออกมา มีทั้งสามารถขับเคลื่อนได้ดีและขับเคลื่อนอย่างมีอุปสรรคบ้าง อุปสรรคก็อาจจะเป็นในเรื่องของการมีกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายในประเทศนั้นๆ หรือเรื่องมิติสิทธิมนุษยชนในประเทศนั้นๆ เหมือนการที่จะอาจจะเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนว่ามันอาจจะขับเคลื่อนได้อย่างประสบความสำเร็จก็ดีหรือว่าอาจจะมีอุปสรรคบ้างก็ดี
รัฐวิสาหกิจทุกหน่วยงานต้องรายงานผลตามแผน NAP (National Action Plan on Business and Human Rights) เพราะในส่วนที่ 1 ที่เป็นภาครัฐ เขาก็ต้องรายงาน แต่เดี๋ยวนะครับ ขนาดเป็นกลุ่ม “เด็กดี” (รัฐวิสาหกิจชั้นนำ) ยังมีการไปสร้างเขื่อนในพื้นที่ต่างประเทศ แล้วเกิดผลกระทบสะเทือนกลับมาที่บ้านเรา ก็เลยเกิดคำถามว่า “เด็กดียังไง ทำไมยังมีผลกระทบเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่” แสดงว่ายังมีจุดอ่อน หากให้วิพากษ์ตัวเอง จุดอ่อนที่เราจะต้องปิดช่องโหว่นั้น จะต้องทำอะไรเพิ่มเติม กฎหมาย HRDD (Human Rights Due Diligence) จะช่วยได้ไหม
ในมิติของสภาพปัญหาและอุปสรรค ในมุมมองของผมเท่าที่ได้ทำงานสัมผัสกับรัฐวิสาหกิจและร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นอาจจะยังไม่มาก แต่ถามว่ามีพัฒนาการไหม มีครับ มีมาเรื่อยๆ และค่อนข้างเร็ว มีการให้ความสำคัญและความสนใจเพิ่มขึ้นมาก ดูได้จากโครงการองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเห็นได้ใน 2 มิติ
มิติที่ 1 เราเห็นรัฐวิสาหกิจที่สมัครเข้ามาเพื่อเป็นองค์กรต้นแบบ ตรงนี้เขามีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ในการสมัครเข้าโครงการองค์กรต้นแบบ เขาจะต้องเปิดเผย (Declare) ทุกอย่าง ต้องระบุว่าองค์กรของเขามีการจัดทำแนวนโยบายอย่างไร ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนในมิติใดบ้าง ทั้งเรื่องตัวบุคคล สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน คือเขาดูทุกมิติจริงๆ รวมถึงดูคู่ค้าด้วยว่าคู่ค้าของเขาสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนขนาดไหน และมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนมาก ตรงนี้เราเห็นรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ที่มีความพร้อม เขาทำและทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
แต่อีกมิติหนึ่ง
“จะเห็นว่ารัฐวิสาหกิจตอนนี้มีจำนวนมาก แต่ที่เข้ามาในโครงการนี้มีเพียง 10 กว่าแห่งจากทั้งหมด และในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาก็ยังคงตัวเลขอยู่ที่ 10 กว่าแห่ง หรือประมาณ 10% ซึ่งถือว่าน้อยมาก”
เคยถามและพยายามโน้มน้าวชักจูงเข้ามาเรื่อยๆ แต่ก็ได้ยินเหตุผลเช่น “ยังไม่พร้อม” ซึ่งใช่ครับ บางที่ที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่ขนาดใหญ่ (Large Size) เขาอาจจะยังไม่มั่นใจที่จะสมัคร แต่ความสนใจนั้นมีมากขึ้น
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ
ในเมื่อรัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลเรื่องการเดินหน้ากฎหมาย และยืนยันว่ารัฐวิสาหกิจกับรัฐต้องทำ เป็นภาคบังคับ แต่แน่นอนว่าภาคเอกชนอาจจะเป็นภาคสมัครใจ แม้ว่าในเครือข่ายของทาง Global Compact จะมีจำนวนมากที่สมัครใจจะเดินหน้าทางนี้ต่อ แต่ก็อาจจะมีจำนวนมากเช่นเดียวกันที่ยังไม่ได้เดินทางในสายนี้ ความท้าทายของภาคเอกชนต่อแผน NAP ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีเรื่องอะไรบ้างคะ
เพ็ญพิชชา จรรย์โกมล เจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สมาคมเครือข่าย Global Compact ประเทศไทย
ก่อนที่จะพูดถึงความท้าทาย ขอเกริ่นก่อนว่า Global Compact เป็นหน่วยงานที่เกิดจากทาง UN (สหประชาชาติ) ซึ่งมองว่าเรื่องของสิทธิมนุษยชน นอกจากภาครัฐแล้ว ภาคธุรกิจก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ด้วย เราเป็นเครือข่ายภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน ในประเทศไทยเรามีบริษัทสมาชิกกว่า 150 บริษัท ทั้งขนาดใหญ่และ SME ครอบคลุมหลายภาคส่วน (Sector) ทั้งเกษตร ผลิตพลังงาน โลจิสติกส์ การเงิน ไปจนถึง SME หรือ Startup ค่ะ ในระดับโลกเรามีผู้เข้าร่วมกว่า 23,000 ราย จาก 167 ประเทศ 64 เครือข่าย ซึ่งร้อยละ 56 เป็น SME
Global Compact ขับเคลื่อนใน 4 ประเด็นหลัก คือ สิทธิมนุษยชน, มาตรฐานแรงงาน, สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน โดยบริษัทสมาชิกต้องจัดทำรายงานว่าได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ภายในองค์กรอย่างไรบ้าง นอกเหนือจากเรื่อง ESG ที่ภาคธุรกิจต้องรับมือและเตรียมความพร้อม
ในส่วนของความท้าทาย จากที่ได้ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ ต้องบอกว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีคู่ค้าต่างประเทศหรือมีบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศ เขาทำเรื่องนี้ไปไกลกว่ากฎหมายหรือแผน NAP แล้ว (Beyond Compliance) เขาทำก่อนจะมีกฎหมายด้วยซ้ำ เช่น ปฏิบัติตามกฎหมาย UK Modern Slavery Act แต่สำหรับบริษัทในไทย ทาง Global Compact พยายามให้ความรู้เพื่อส่งเสริมภาคธุรกิจ เพราะภาคธุรกิจต้องการองค์ความรู้ (Knowledge) เราพยายามทำให้ Global Compact เป็นเหมือนศูนย์ความรู้ (Knowledge Center) โดยมีการอบรม Capacity Building ให้กับสมาชิกและบริษัทที่ไม่ใช่สมาชิก รวมถึงรัฐวิสาหกิจ ผ่าน BHR Academy (Business and Human Rights Academy) เพื่อขับเคลื่อนเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน
“จากการทำงานภาคธุรกิจมีความสนใจและเริ่มตั้งคำถามมากขึ้น ไม่ใช่แค่ระดับ CEO หรือเจ้าของกิจการ แต่พนักงานทุกคนต้องเข้าใจสิทธิของตัวเองในที่ทำงาน”
เรามีการไปอบรมหลายที่ และแลกเปลี่ยนเรื่องความปลอดภัย หรือเรื่องการคุกคาม (Harassment) ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่งที่พนักงานทุกคนต้องรู้

เรื่องการทำ HRDD หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ (Branding) หรือ Greenwashing / Rainbow-washing หรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ภาคประชาสังคมและประชาชนตั้งคำถาม
“ปัจจุบันธุรกิจไทยเริ่มมองแล้วว่า เรื่อง HRDD (Human Rights Due Diligence) ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือ ‘ความเสี่ยง’ ของภาคธุรกิจ นั่นคือความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน เขาจึงนำเรื่องนี้มาปรับใช้”
มีตัวอย่างที่น่าสนใจจากการพูดคุยกับภาคธุรกิจแห่งหนึ่ง เขาบอกว่า KPI ของบริษัทเขาในเรื่องข้อร้องเรียน ไม่ใช่ว่ารายงานแล้วต้องเป็น “ศูนย์” (Zero complaints) นั่นไม่ใช่ KPI ที่ถูกต้อง แต่ KPI ที่ควรนำมาใช้คือ “หากมีเรื่องร้องเรียน มีจำนวนเท่าไหร่ และใช้ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาอย่างไร” ซึ่งดิฉันเห็นว่าเป็น KPI ที่น่าสนใจ ถ้าเราบอกว่าภาคธุรกิจนี้ตลอดทั้งปีไม่มีเรื่องร้องเรียนเลย ใครๆ ก็คงตั้งคำถาม ความท้าทายอีกประการหนึ่ง คือ ปัจจุบันมีกฎหมายหลายตัวมากที่กำลังเข้ามา ทั้งร่างกฎหมายในไทย และกฎหมายจากสหภาพยุโรป เช่น CSDDD, EU Forced Labour Regulation หรืออื่นๆ ที่มีแนวโน้มมากดดันภาคธุรกิจไทย ภาคธุรกิจจึงต้องเรียนรู้ เราจึงพยายามสร้างองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมเขา
สำหรับความท้าทายในกลุ่ม SME หรือ MSME นั้นยากมาก เราพยายามสื่อสารว่า อย่างน้อย Checklist หนึ่งที่เขาต้องทำคือ ปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นต่ำของกฎหมายไทย เช่น กฎหมายแรงงาน มีประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน เป็นต้น อาจจะยังไม่ต้องถึงขั้นทำนโยบาย (Policy) ที่ละเอียดเทียบเท่าธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ต้องทำตามกฎหมายพื้นฐาน อีกความท้าทายคือ เรื่องนี้ต้องมีการลงทุน ทั้งคนและทรัพยากร บริษัทขนาดใหญ่อาจมีฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน (SD) หรือฝ่ายกฎหมาย (Legal) มาดูแล แต่หลายบริษัทอาจมีแค่ HR เป็นคนทำ ซึ่งเราเห็นจากการอบรมว่าเจ้าหน้าที่ HR เข้ามาเยอะ สะท้อนว่าเขาอาจมีทรัพยากรไม่เพียงพอ นี่จึงเป็นความท้าทายสำคัญ
เราจะทำอย่างไรให้ SME เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน นอกเหนือจากการแสวงหากำไร SME เป็นกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบหนักจากกฎหมายที่กำลังจะเกิดขึ้น มีความเป็นไปได้ไหมที่จะมีขั้นบันได (Step) ในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเราได้รับเสียงสะท้อนนี้มา ทาง Global Compact จึงมีแผนในปีหน้าที่จะทำงานกับ SME มากขึ้น ให้เขาเข้าใจไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชนหรือสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงเรื่องอื่นๆ เช่น การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ SME เผชิญอยู่เช่นกัน
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ
ถ้ามองภาพรวมตรงนี้ เมื่อสักครู่มีโจทย์จากหลายๆ ท่านที่กล่าวว่า เวลาจะขยับทางด้านกฎหมายอย่าง HRDD (Human Rights Due Diligence) ภาคเอกชนบางส่วนอาจจะยังกังวลและไม่เห็นด้วย ในมุมมองของกลุ่มเครือข่าย Global Compact มองเรื่องนี้อย่างไร
เพ็ญพิชชา จรรย์โกมล เจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สมาคมเครือข่าย Global Compact ประเทศไทย
ขออนุญาตพูดในภาพรวมนะคะ จากการทำงานหลายครั้ง ภาคธุรกิจขนาดใหญ่เขาทำเรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว และทำมากไปกว่านั้นด้วย แต่ประเด็นที่ยังกังวล อาจจะมองว่าหากมีกฎหมายตัวนี้ออกมาแล้วจะเพียงพอหรือไม่ ถ้าธุรกิจปฏิบัติตามฉบับนี้ฉบับเดียวจะถือว่าผ่านเกณฑ์เป็น “นักเรียนดีเด่น” หรือไม่ หรือหากในอีก 5-10 ปีข้างหน้า มีกฎหมายจากสหภาพยุโรปหรือประเทศคู่ค้าต่างๆ เข้ามา กฎหมายของเราในปัจจุบันจะเทียบเท่า หรือทำให้ภาคธุรกิจมั่นใจได้อย่างไรว่ายึดถือตัวนี้แล้วเพียงพอ หรือเขาจะต้องแบกรับภาระที่มากขึ้น รวมไปถึงการรายงานเรื่องความโปร่งใสต่างๆ ที่ปัจจุบันทุกหน่วยงานอยากให้ธุรกิจรายงาน ซึ่งอาจจะมีทั้งรูปแบบ (Template) เดียวกันที่ใช้ร่วมกันได้ หรือต้องทำแยกส่วนกัน นี่อาจเป็นภาระหน้าที่หนึ่งที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ครับ
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ
เรื่องของการขยับไปเป็นสมาชิก OECD และการกำหนดเป้าหมายที่เร็วขึ้น ตอนนี้ภาคธุรกิจเองต้องปรับตัวอะไรเป็นการเร่งด่วนคะ
เพ็ญพิชชา จรรย์โกมล เจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สมาคมเครือข่าย Global Compact ประเทศไทย
ความจริง OECD ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่คล้ายกับกฎหมายสหภาพยุโรป คือภาคธุรกิจตอนนี้ต้องพร้อมปรับตัว ถ้าใครปรับตัวได้ก็ถือว่าอยู่รอด เพราะจริงๆ แล้วเรามองว่าเรื่องความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องการค้าขายหรือกำไร แต่เราจะต้องพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะตัวกฎหมาย
“เข้าใจว่า OECD จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทยดีขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วภาคธุรกิจจะต้องรับมือและเตรียมความพร้อมกับเรื่องนี้ ทั้งตัว Due Diligence หรือกฎหมายอื่นๆ ที่กำลังจะเข้ามา”
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ
แปลว่าจริงๆ เป็นเรื่องของสถานการณ์บังคับมากกว่าใช่ไหมคะ
เพ็ญพิชชา จรรย์โกมล เจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สมาคมเครือข่าย Global Compact ประเทศไทย
มันเหมือน “โลกล้อมไทย” ถ้าไม่ทำตามอาจจะมีผลต่อคู่ค้า จริงๆ แล้วมันก็คล้ายกัน เพราะ OECD เองก็มีเรื่องของ Due Diligence ซึ่งยึดโยงมาจาก UNGPs เช่นกัน คือการให้ภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อสังคม เราพยายามบอกว่าเรื่องพวกนี้ต่างจาก CSR นะคะ การทำเรื่องนี้คือการที่ภาคธุรกิจต้องประเมินความเสี่ยงตัวเองจริงๆ หากท่านหยิบเครื่องมือตัวนี้มาใช้ จะส่งผลดีกับท่านอย่างไร อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ ที่ทาง ผอ.นรีรักษ์ พูดถึงเรื่องของ Incentive (แรงจูงใจ) นอกจากรางวัลแล้ว พวกนักลงทุนหรือธนาคารต่างๆ เราจะสามารถลดหย่อนอะไรให้กับภาคธุรกิจได้บ้าง เพื่อให้เขารู้สึกมีแรงจูงใจ เพราะตอนนี้ต้องยอมรับว่ากฎหมายไทยมีแต่สภาพบังคับที่เป็นบทลงโทษ แต่แรงจูงใจไม่เยอะ อย่างไรก็ตาม จากที่ได้เจอหลายท่าน เริ่มทำความเข้าใจกับเรื่องนี้มากขึ้นว่า อย่างน้อยถ้าทำตามมาตรฐานขั้นพื้นฐานได้ ก็จะเป็นอีกก้าวหนึ่งค่ะ
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ
ดร.พิชามญชุ์ คะ ถ้าฟังจากทั้งหมดนี้ เราคงต้องขยับและปรับกันต่อสำหรับแผน NAP และ HRDD นี่โอเคไหมคะ
ดร.พิชามญชุ์ เอี่ยวพานทอง ประธานคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน
ทางคณะทำงานเราก็รู้สึกดีใจที่มีทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ความสนใจเรื่องประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เพราะแน่นอนว่าในการที่จะขับเคลื่อนประเด็นพวกนี้ เราไม่สามารถที่จะไม่ร่วมมือกับทางภาครัฐและภาคธุรกิจได้ เพราะฉะนั้นการที่ได้เห็นวิทยากรมานั่งรวมกันตรงนี้ ก็รู้สึกดีใจที่ว่าช่วงนี้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) มาร่วมคุยในประเด็นนี้
แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะขออนุญาตพูดตรงๆ เลยนะคะ นโยบายต่างๆ ดีอยู่แล้ว สำหรับ UNGPs (หลักการชี้แนะของสหประชาชาติฯ) เห็นว่า Policy Commitment หรือการแสดงความตั้งใจดีของทางภาครัฐและภาคเอกชนเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ แต่ในขณะเดียวกันมันไม่เพียงพออยู่แล้ว การที่เราจะมีนโยบาย มีกฎหมายที่ตอบโจทย์ที่ดี แต่เราจะเอามาตอบโจทย์ เอามาใช้จริงๆ อย่างไร นี่เป็นปัญหาใหญ่เสมอ
สำหรับมุมมองของ UN Working Group ที่ผ่านมา จริงๆ คือบินมาจากวอชิงตัน ดี.ซี. ก็แวะที่มาเลเซียแล้วถึงกลับมากรุงเทพฯ ทางกลุ่มก็ได้ไปคุยกับกลุ่มของบริษัทใหญ่ ซึ่งเขาก็ถามคำถามคล้ายๆ กับสิ่งที่เราได้ยินจากทาง UN Global Compact และกระทรวงยุติธรรมด้วย ว่าสามารถเอาแรงจูงใจ (Incentive) หรือมาตรการจูงใจอะไรมาใช้ได้บ้าง เพราะว่าบริษัทอย่างพวกเราจะได้มีกำลังใจหันมาทำเรื่องพวกนี้เพิ่มเติมขึ้น คือ ในจุดหนึ่งก็อยากจะบอกว่าทางคณะทำงานของเราเข้าใจว่า สำหรับบริษัทแล้วมันอาจจะไม่ได้เป็นสิ่งแรกที่จะปฏิบัติตาม (Comply) กับ HRDD มันมีกระบวนการนโยบายต่างๆ ที่ต้องเอามาวางไว้ให้เรียบร้อยก่อนที่บริษัทจะทำเรื่องพวกนี้ได้
แต่ในขณะเดียวกันเอง
“ต้องถามตรงๆ เลยว่า บริษัทจำเป็นต้องมีแรงจูงใจในการทำดีด้วยหรือ ถ้าเกิดห่วงโซ่อุปทานของคุณมันมีปัญหา มีการใช้แรงงานทาส มีการสร้างปัญหาให้กับชุมชน ให้กับเด็ก ให้กับสิ่งแวดล้อม มันจะต้องใช้แรงจูงใจอะไรเพิ่มเติมไปมากกว่านี้”

ในเมื่อเวลาดูในรายการทีวีก็จะเห็นว่าบริษัทต่างๆ ออกมาพูดว่าเราเป็นบริษัทที่ดี ทำ CSR ซึ่งมันเป็นคอนเซปต์ที่พูดง่ายๆ ว่ามันย้อนยุคและล้าหลังเล็กน้อย แต่ก็จะมีหลายบริษัทที่ออกมาบอกว่ามีโครงการสร้างวัด หรือทำนู่นทำนี่ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่มันไม่สามารถที่จะกลบล้างสิ่งที่บริษัทคุณทำความเสียหายต่อสิทธิมนุษยชนหรือสิ่งแวดล้อมได้ เพราะฉะนั้นในจุดนี้ คือ สิ่งที่ดิฉันก็ได้พูดกับบริษัทที่อเมริกามาด้วยว่า แรงจูงใจมันไม่ควรที่จะต้องมีนอกเหนือไปจากว่า การจัดการปัญหาพวกนี้เป็นสิ่งที่บริษัทควรจะต้องทำ เพราะว่าบริษัทของคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้ และคุณก็มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบที่ชัดเจนภายใต้กฎของมาตรฐานสากล (International Standard)
อีกอย่างหนึ่งที่จะยกประเด็นขึ้นมาใหม่ก็คือ ทางคณะทำงานเองก็ได้รับคำร้องเรียน ได้ยินปัญหาตลอดเวลา จากชุมชนที่อยู่ในห้องนี้และอยู่ในเวทีอื่น และสำหรับทางรัฐบาลเอง เวลาที่ได้ยินเกี่ยวกับแผน NAP หรือกฎหมาย HRDD ที่หวังว่าจะมีออกมาในเร็ววันนี้ แต่สิ่งที่บางทีได้ยินแล้วก็รู้สึกเป็นห่วงเล็กน้อย คือเคยได้ยินว่าภาคธุรกิจ ซึ่งจะไม่ขอบอกว่าธุรกิจไหนบ้างหรือสายไหนบ้าง ได้ยินมาว่ามีการล็อบบี้ (Lobby) ว่าไม่อยากให้มีกฎหมายนี้ออกมา ถามว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีหรือ หรือว่าอันนี้จะสร้างปัญหาให้เรามากขึ้น กลายเป็นว่าเราต้องมานั่งลงทุนเพื่อพวกนี้ด้วย และมันจะไม่สามารถทำให้เราดำเนินธุรกิจของเราได้ การที่เขาพูดจากความจริงว่าเขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าการทำธุรกิจที่สอดคล้องกับ UNGPs มันจะเกิดประโยชน์และผลดีอย่างไร ทั้งต่อสิทธิมนุษยชนและธุรกิจเอง ก็จะบอกว่ามันเป็นตัวชี้วัดที่ทำให้เห็นชัดเจนว่า ตอนนี้ประเทศไทย ความเข้าใจในหมู่ของธุรกิจหรือรัฐวิสาหกิจ หรือว่าธุรกิจเอกชนทั้งหลายยังไม่ถึง เพราะประเด็นพวกนี้ UNGPs อยู่มาเกิน 10 ปีแล้ว ในแง่ความเข้าใจระดับโลกมันถึงจุดที่ว่า เราไม่ควรจะต้องมานั่งพูดแล้วว่ากฎหมายหรือแผน NAP พวกนี้มีความจำเป็นหรือเปล่า เพราะมันจำเป็นและมีประโยชน์ เพราะฉะนั้นเราก็หวังในส่วนของคณะทำงาน ภาคธุรกิจ แล้วก็ภาครัฐ ตอนนี้สามารถเน้นย้ำตรงจุดนี้ให้ได้มากที่สุด ว่าเราไม่ควรจะมานั่งพูดแล้วว่า Smart Mix หรือการจัดการที่มีกฎหมายมันจำเป็นหรือเปล่า เพราะมันคือสิ่งที่จำเป็น แล้วก็หลายประเทศทั่วโลกเขาตระหนักถึงจุดนี้แล้ว ถ้าเมืองไทยอยากจะเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ หรือผู้นำในโลกในระดับสากล มันจำเป็นจะต้องก้าวข้าม (Move On) เรื่องพื้นฐาน (Basic) พวกนี้
ขออีกประเด็นเดียวแล้วกันนะคะ คือการทำ Human Rights Due Diligence หรือ HRDD ก็คือการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน นี่น่าจะเป็นคำที่ถูกต้อง อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับภาคธุรกิจ นอกจากทำ HRDD แล้ว ภายใต้กรอบของ UNGPs ธุรกิจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นห่วงเรื่องกฎหมายอื่นที่อาจจะออกมา อันนี้เป็นสิ่งที่เราเห็นแล้วในทวีปยุโรป เขาอาจจะพูดอยู่ว่าไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ถ้าเกิดบริษัทคุณทำตาม UNGPs ออกมา หรือทำ HRDD หรือกฎหมายอะไรต่างๆ คุณไม่ควรจะต้องเป็นห่วงอะไรเลย เพราะว่าคุณทำมากพอแล้ว ภายใต้กรอบของ UNGPs ซึ่งเป็นมาตรฐาน (Standard) ที่สูงแล้วในแง่นั้น เพราะฉะนั้นสำหรับบริษัททั้งหลาย ถ้าเกิดคุณทำ UNGPs ก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงแล้ว แต่ในจุดนั้น เวลาที่ได้ยินเกี่ยวกับบริษัทที่เขาบอกเขาทำ Human Rights Due Diligence หรือ HRDD เขาจะต้องกรอกเอกสารมากมายเลย ซึ่งคณะทำงานของเราเห็นด้วยว่า การกรอกเอกสารเยอะแยะมันไม่ได้หมายความว่าเราจะทำให้แสดงความรับผิดชอบเพิ่มเติม มันกลายเป็นภาระที่มากกว่า หรือเป็นรายการตรวจสอบ (Checklist) อะไรแบบนี้มากกว่า ซึ่งส่งผลให้มีปัญหามากยิ่งขึ้น บริษัทเขาก็บอกว่า “ฉันทำแล้วไง มีกระดาษสวยงามเขียนทุกอย่างว่าทำดีอย่างไรบ้าง” แต่ผลกระทบจริงๆ ที่มีต่อชุมชน รู้สึกว่ามันยังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้น Human Rights Due Diligence มันจะต้องเกี่ยวกับผลลัพธ์ (Outcome) เกี่ยวกับผลกระทบที่มีจริง ๆ
และนี่เป็นจุดที่ว่ามันอาจจะฟังดูเหมือนโจมตี (Attack) มันอาจจะฟังดูเหมือนว่าถ้าจะเอามาประยุกต์ใช้แล้วบางทีมันจะวัดอย่างไรได้บ้าง ซึ่งใช่ ตรงนี้มันอาจจะลำบากนิดหน่อย แต่อันนี้คือหนึ่งเหตุผลที่ธุรกิจและภาครัฐเองก็ควรจะต้องคุยกับประชาชน กับคนที่เป็นผู้ที่ถูกกระทบโดยตรง ว่ามันดีหรือไม่ดี ถามคนที่ได้รับผลกระทบน่าจะง่ายสุด
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ
ตรวจสอบตัวเองถูกต้องไหมคะ ขออนุญาตถามว่าในต่างประเทศ ประเทศที่เขาทำแล้วได้ผลเนี่ยคะ การตรวจสอบมันต้องมีหน่วยงานหรือองค์กรกลางด้วยไหมคะ

ดร.พิชามญชุ์ เอี่ยวพานทอง ประธานคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน
ในการตรวจสอบที่ไม่ใช่หน่วยงานกำกับอนุญาตให้ทำ คือรายการตรวจสอบมันสามารถมีได้หลายระดับ บริษัทเองก็ควรที่จะต้องตรวจสอบของตัวเองด้วย จะได้ว่าถ้าเกิดมันมีปัญหาอะไรขึ้นมา เขาจะได้จับปัญหาได้ทันทีได้เร็วที่สุดHuman Rights Due Diligence คือการตรวจสอบรอบด้านที่ต้องทำเรื่อยๆ ตลอดเวลา มันไม่ใช่ว่าแค่ทำครั้งเดียวแล้วรอไปอีก 2 ปีแล้วค่อยกลับมาทำใหม่ เหตุผลนี้ก็คือเพื่อที่ว่าบริษัทเองจะได้สามารถรู้ทันท่วงทีว่า ตรงนี้อาจจะเป็นปัญหา มันเป็นความเสี่ยง (Risk) เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสิทธิมนุษยชนที่เราควรที่จะต้องจัดการตอนนี้เลย หากปล่อยให้เป็นปัญหาใหญ่แล้วค่อยมาจัดการ มันก็จะกลายเป็นเรื่องลำบากมากขึ้น
ภาครัฐก็มีความสำคัญอย่างมากอยู่แล้ว อย่างงานที่คุณนรีรักษ์ทำ หรือทางทีม สคร. ทำเอง งานนี้สำคัญอยู่แล้ว เพราะสำหรับบริษัท โดยเฉพาะบริษัทเล็กๆ น้อยๆ ใช่ไหมคะ ว่าต้องทำอย่างไร มันคือเป็นเหมือนช่วงแรก เหมือนพ่อแม่ที่บอกสอน เพราะฉะนั้นในแง่นั้นการมีการตรวจสอบจากทางภาครัฐก็สำคัญเหมือนกัน
แต่ทีนี้ ในการทำการตรวจสอบทั้งหลายพวกนี้ มันจำเป็นที่จะต้องให้มีเสียงของชุมชน ของนักปกป้องสิทธิฯ ที่เขามีความเข้าใจและมีความรู้ว่าสถานการณ์ในภาคพื้นสนามนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาควรจะต้องมีความสามารถที่จะเข้ามาแจ้งข้อมูล (Inform) เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบพวกนี้เหมือนกัน และก็ไม่ควรที่จะกังวล สามารถให้ข้อมูลและมีส่วนร่วมได้โดยไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะโดนอะไรหรือเปล่า จะโดนคดีไหม จะโดนอุ้มหรือเปล่า เพราะฉะนั้นหากชุมชนหรือนักปกป้องสิทธิฯ ไม่สามารถที่จะเข้ามาร่วมเสวนาหรือร่วมให้ข้อมูลได้อย่างจริงจัง ในแง่ของกระบวนการตรวจสอบจึงควรจะต้องมีหลายระดับ
“ทางคณะทำงานเองก็หวังว่าการที่เราสามารถรับคำร้องเรียนจากชุมชน หรือจากองค์กรต่างๆ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบที่มีอยู่ในระดับสากล”
วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ
พี่ส. คะ ช่วยต่อได้ไหมคะ คือเราไปฟังความเห็นและข้อเสนอแล้วว่ากระบวนการตรวจสอบสำคัญมากๆ และที่สำคัญคือให้ประชาชนและชุมชนร่วมตรวจสอบ พี่ส. มองว่ามันมีช่องทางไหนที่จะทำได้มากขึ้นคะ
ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ก่อตั้งและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
จริงๆ แล้วทางคุณพิชามญชุ์ พูดตรงมาก ตรงที่ว่าหน่วยงานควรจะมีกลไกในเรื่องของการรับเรื่องร้องเรียนที่ไม่ใช่เป็นกลไกภายใน เคยไปฟังบริษัทใหญ่มาก เชิญไปพูดเรื่อง BHR (Business and Human Rights) แล้วเขาก็บอกว่าเขามีกลไกตรวจสอบรับเรื่องร้องเรียน ถามว่าเรื่องอะไร เขาบอกว่าเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ใช่ค่ะ เพราะกิจกรรมของคุณมีผลกระทบข้างนอก ไม่ได้มีแค่เฉพาะในโรงงานหรือคนของตัวเองเท่านั้น แต่คุณจะต้องมีกลไกรับเรื่องร้องเรียน ต้องมีการประกาศเลยว่า ถ้าจะร้องเรียน ร้องเรียนที่ไหน อย่างไร

เราจะเห็นว่า ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์บางบริษัท ตอนนี้มีเขียนว่าในฉลากจะเขียนว่าร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ไหน อย่างไร แต่ก็ไม่ใช่อีก เพราะอันนั้นอาจจะเป็นเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค แต่ในส่วนของการผลิตหรือการประกอบกิจการ ควรจะต้องมีกลไกร้องเรียนภายในที่สำคัญ และกลไกร้องเรียนภายในนี้ก็คือต้องรับเรื่องร้องเรียน แล้วก็ต้องมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง และต้องตัดปัญหาเรื่อง SLAPP (การฟ้องคดีปิดปาก) ออกไปนะคะ
เรื่องของการฟ้องปิดปาก ต้องทำให้ได้ ต้องกำจัดให้ได้ ซึ่งเราก็คิดว่ากฎหมายต้องเปลี่ยน ต้องแก้ กลไกที่เป็นกลไกภายนอก ไม่ว่าจะเป็นกรรมการสิทธิฯ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ดำรงธรรม น่าจะเป็น 3 หน่วยงานหลักที่ให้ประชาชนสามารถร้องเรียนได้ แต่อย่างไรก็ตาม หน่วยงานเหล่านี้จะต้องดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนในทิศทางที่ “ไม่เป็นกลาง” ขออนุญาตใช้คำนี้ ไม่อาจเป็นกลางได้ค่ะ ถ้าเป็นการตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะถ้าใช้คำว่าเป็นกลาง คืออะไรคะ การตรวจสอบก็อาจจะไม่เปิดเผย ตรวจสอบแบบต่างฝ่ายต่างตรวจสอบ หมายความว่าเชิญผู้ร้องมาครั้งหนึ่ง เชิญผู้ถูกร้องมาครั้งหนึ่ง ซึ่งในบางครั้ง อย่างกรณีกรรมการสิทธิฯ ในสมัยก่อน จะเชิญฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องมาพร้อมกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลที่เท่ากัน ในบางครั้งมันช่วยประสานหรือช่วยแก้ปัญหาได้ ณ ขณะนั้นเลย
เรื่องนี้เป็นกลไกการไกล่เกลี่ยที่ศาลยุติธรรมพยายามที่จะโปรโมทมาก เรื่องการไกล่เกลี่ยทั้งก่อนที่จะไปศาลและระหว่างดำเนินการ แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ ณ ปัจจุบัน เท่าที่ทราบ กรรมการสิทธิฯ หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน ในการตรวจสอบข้อร้องเรียน ใช้วิธีการเชิญผู้ถูกร้องครั้งหนึ่ง ผู้ร้องครั้งหนึ่ง แล้วก็ลงพื้นที่หรือไม่ลงพื้นที่ก็แล้วแต่ แล้วก็มี
“การเขียนรายงานออกมา ต้องขออนุญาตจริงๆ นะคะว่า ในหลายรายงานกลับกลายเป็นการซ้ำเติมผู้ถูกกระทำหรือเหยื่อ มากกว่าที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการคุ้มครองสิทธิ”
เพราะฉะนั้นถึงได้บอกว่า กลไกเหล่านี้ต้องไม่ใช่กลไกที่บอกว่า “ฉันเป็นกลาง” แม้กระทั่งศาล จริงๆ ศาลไม่ได้เป็นกลางนะคะ แต่ศาลใช้กฎหมายในการพิจารณาคดี และศาลก็ไม่สามารถที่จะไปรับฟังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่ากันเท่านั้นเอง แต่ศาลใช้การพิจารณาเรื่องน้ำหนักพยาน เพราะฉะนั้นใครมีน้ำหนักดีกว่าคนนั้นชนะ จะเป็นกลางได้อย่างไร ไม่ใช่เป็นกลาง เพราะฉะนั้นคนที่ตัดสินในเรื่องของการรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ หรือเรื่องการเยียวยาพวกนี้ มันเป็นเรื่องของการที่จะต้องนำเอาหลักการและหลักกฎหมายมาเป็นตัวกำกับดูแล

เพราะฉะนั้น ศูนย์ดำรงธรรมที่อยู่ในแต่ละจังหวัด ยังเป็นความหวังนะคะ มองว่ายังเป็นความหวัง เมื่อวานคุยกันมีชาวบ้านเยอะมากบอกว่า จริงๆ เขาอยากไปศูนย์ดำรงธรรม แต่พอไปแล้วก็มีปัญหาที่สุดแล้วถูกไหมคะ เพราะชาวบ้านอยู่ในจังหวัด จะให้เขาไปร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดินหรือกรรมการสิทธิฯ ตามภูมิภาคต่างๆ ก็ยังไม่ทั่วถึงหน่วยงานหนึ่งที่มีปัญหา คือ ความเข้าใจในด้านสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่มีมากน้อยแค่ไหน เพราะเรื่องนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย ถ้าเราเอากฎหมายมาจับอย่างเดียว ต้องยอมรับว่ากฎหมายมันยังไม่เป็นธรรมพอ หรือมีไม่มากพอ หรือมีช่องว่าง เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่จะมาเติมเต็มตรงนี้ คือ ต้องเอาหลักการสิทธิมนุษยชนมาใช้ในการพูดถึงว่า หลักการสิทธิมนุษยชนทั่วไปที่เป็นหลักการสากลคืออะไร แล้วนำมาใช้ตรงนั้น มันก็จะช่วยให้เป็นกลไกตรงนี้ได้
อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะพูดก็คือ จริงๆ แล้วชัดเจนมากว่าประเทศเรามีคนรวยเยอะมาก และมีคนรวยที่จะเป็นคนรวยที่สุดในภูมิภาคหรืออะไรก็ตาม แต่ประชาชนเรายังเดือดร้อนอยู่ แล้วตรงนี้เราจะทำอย่างไรให้ช่องว่าง (Gap) มันแคบลง นั่นก็คือเราต้องเอากลไกสิทธิมนุษยชนนี่แหละมาปรับใช้ HRDD คือส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่แค่ HRDD ประเทศไทยยังต้องปรับเปลี่ยนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ที่จะต้องแก้ เรื่องกฎหมายหมิ่นประมาทต้องไม่เป็นคดีอาญา หรือการที่มีการฟ้องปิดปาก ศาลจะต้องใช้กลไกในการที่จะสั่งไม่รับฟ้องไปเลยโดยที่ไม่มีการพิจารณา
แต่ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ศาล เพราะตอนนี้เขาปรับขยับไปร้องแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจ สิ่งที่ชาวบ้านเจอกันก็คือ คดีถูกเลื่อนไปเรื่อยๆ พอเลื่อนไปเรื่อยๆ สิ่งที่ชาวบ้านต้องทำคือต้องไปรายงานตัวทั้งต่อตำรวจหรืออัยการ บางคดี 2 ปี ต้องไปทุกเดือน เดือนหนึ่งต้องเหมารถไปครั้งละ 2,000 บาท ลองคูณดูนะคะว่าเป็นเงินเท่าไหร่แล้วที่เขาต้องใช้ แต่ไม่มีกลไกในเรื่องนี้มาช่วยเหลือดูแล ทั้งๆ ที่จริงการรายงานตัวตรงนี้อาจจะไม่จำเป็น ทำอย่างไรให้พวกคดีแบบนี้ไม่เกิดขึ้นและไม่สร้างภาระให้กับประชาชน
สุดท้ายคือ ภาคธุรกิจ จริงๆ แล้วเวลาประกอบกิจการ หากประเมินสิทธิมนุษยชนรอบด้านได้ ประเมินแล้วใช้กลไกกฎหมายอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ก็จะทำให้ หนึ่ง ไม่เกิดการละเมิดสิทธิ แต่ สอง ก็คือจะทำให้กิจการของคุณสามารถเดินไปได้พร้อมกับชุมชนที่จะสนับสนุน ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะฉะนั้นการฟังชุมชนที่ไปอยู่ในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ อยู่กับชุมชนได้ ธุรกิจก็อยู่ได้ อยู่กับชุมชนไม่ได้ ธุรกิจจะปิด
“ดูตัวอย่างเหมืองทองคำจังหวัดเลย ถึงที่สุดก็อยู่ไม่ได้ต้องปิดและล้มละลายไป ซึ่งก็ไม่ได้อยากเห็นธุรกิจปิดตัวลงแบบนั้น แต่ว่าอันนี้เป็นเรื่องของการปฏิบัติว่า ทำอย่างไรให้ปฏิบัติแล้วอยู่ด้วยกันได้ ทั้งธุรกิจและชุมชน”






