เนื้อหาสำคัญจากเวทีช่วงที่สอง เสวนาสถานการณ์ที่ต้องจับตากรณีธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านสิทธิแรงงานและความรับผิดชอบต่อสังคม ด้านการกำกับดูแลที่ดิน สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ด้านการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และด้านการลงทุนข้ามพรมแดนและบรรษัทข้ามชาติ

  1. ด้านสิทธิแรงงานและความรับผิดชอบต่อสังคม

นาตยา เพชรรัตน์ : ศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา (Stella Maris)

ในส่วนของประเด็นแรงงาน เรามีโอกาสสัมผัสทั้งพี่น้องแรงงานที่เป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานอยู่ในไทย และก็มีมุมเล็กๆ มุมหนึ่งเหมือนกัน ที่ตัวเองก็มีโอกาสไปทำงานกับพี่น้องคนไทยเราที่ออกไปทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ ซึ่งมันก็จะมีในลักษณะเดียวกัน และถือว่าเป็นช่องว่างสำคัญ ในประเด็นที่เราอยากจะเรียกร้องความรับผิดชอบจากทั้งภาครัฐและก็จากภาคธุรกิจในวันนี้ด้วยเช่นเดียวกัน นั่นก็คือเรื่องของกรณีของการไปทำงาน ทั้งที่คนไทยไปทำงานต่างประเทศและก็ที่แรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานอยู่ในบ้านเรา

ประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งต้องบอกว่าการไปของพี่น้องแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นใครหรือชาวต่างชาติก็ตาม มันเกิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่ง ณ ปัจจุบัน สิ่งสำคัญก็คือว่า ภาระค่าใช้จ่ายทุกสิ่งทุกอย่าง มันถูกผลักมาอยู่ที่ตัวของคนงาน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือเกิดขึ้นหลังก็ตาม เพราะฉะนั้น อย่างกรณีของพี่น้องแรงงานไทย เราพบว่าค่าใช้จ่ายในการไปทำงานของเขานั้นมีเกือบๆ 70,000 บาท ถามว่าเขามีกำลังมากพอไหมที่จะจ่ายในเงินก้อนนั้น? มันไม่ได้มีมากพอ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นข้อเสนอจากบริษัทที่พาเขาไปก็คือว่า “คุณออกก่อนส่วนหนึ่ง แล้วฉันออกให้ส่วนหนึ่ง” แต่ว่าในคำว่า “ส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่ง” ที่บริษัทบอกว่าออกให้ ตอนหลังกลายมาเป็นตัวที่เข้ามา SLAPP ตัวของลูกจ้างในการฟ้อง เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินคดีในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการละเมิด นั่นก็คือ กลายเป็นว่า ลูกจ้างต้องเป็นภาระหนี้กับนายจ้าง ตอนที่ตัวเองเดินทางไปทำงานต่างประเทศ

ดังนั้น เราก็เลยมองว่าจริงๆ แล้ว ในกระบวนการจัดหางาน ในขั้นตอนการได้มาซึ่งคนงาน ไม่ว่าจะเรื่องของเอกสาร เรื่องของวีซ่า เรื่องของ Work Permit เรื่องของอะไรต่างๆ ในขั้นตอนเหล่านี้ถ้ามันเกิดค่าใช้จ่ายขึ้น มันไม่ควรที่จะฝากภาระให้กับลูกจ้าง แต่ควรเป็นภาระที่เกิดกับนายจ้างที่ควรจะต้องดูแลลูกจ้างที่ตัวเองสรรหามาและต้องการมาเป็นคนงานในบริษัทของตัวเอง ซึ่งอันนี้เราก็เลยบอกว่า มันเป็นสิ่งที่ภาครัฐควรมีข้อกำหนดกับภาคธุรกิจให้มีความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิต่อตัวคนงาน กับอีกส่วนหนึ่งก็คือว่า เมื่อเกิดคดีขึ้นมา ตัวเองก็มีคดีอยู่คดีหนึ่งเหมือนกันที่ทำกับทาง HRDF (Human Rights Development Foundation) ซึ่งจริงๆ แล้วมีคำสั่งศาลแล้วในการที่จะให้ตัวแทนนายจ้างจ่ายเงินให้กับลูกจ้าง แต่ ณ ปัจจุบัน ผ่านมาตั้งแต่ปี 2020 (ช่วงโควิดพอดี) จนมาถึงตอนนี้ ตัวลูกจ้างยังไม่ได้รับการเยียวยาเลยสักบาทเดียว แล้วเราก็จะได้รับ Message จากตัวของลูกจ้างอยู่ตลอดเวลาว่า “พี่อ้อ เมื่อไหร่ เมื่อไหร่จะได้” อะไรประมาณนี้ ซึ่งต้องบอกว่าในการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมด้านแรงงาน มันยืดเยื้อยาวนาน พอมีคำสั่งศาลออกมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวลูกจ้างจะได้เงินได้เลยโดยทันที เพราะฉะนั้น

“เราคิดว่าอีกประเด็นหนึ่งที่มันเป็นความน่าสนใจที่รัฐควรจะพิจารณาก็คือ เรื่องของการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้กับตัวของลูกจ้าง”

ซึ่งในกองทุนนี้ การสมทบก็ควรจะมาจากตัวแทนของนายจ้างหรือสถานประกอบการที่มีการนำเข้าหรือว่านำลูกจ้างออกไป เพื่อที่เวลาเกิดเหตุของการผิดพลาด หรือการละเมิดเกิดขึ้น เวลาที่มันมีคำสั่งศาลมาแล้ว แต่ยังไม่สามารถที่จะให้การเยียวยาได้ มันก็จะได้สามารถใช้เงินจากกองทุนนี้ในการเยียวยาตัวคนงานไปก่อน

ตอนนี้มีหลายกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเรา อย่างกรณีที่ทุกคนเห็นแล้วในข่าว ซึ่งเขาก็ต่อสู้มาประมาณ 9 เดือน ตัวลูกจ้างประมาณ 800 กว่าชีวิต เป็นโรงงานที่สมุทรปราการ ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ เกิดการเลิกจ้างกะทันหันอันเนื่องจากด้านงบประมาณของบริษัทเอง ซึ่งมันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้วก็ผิดข้อตกลงในเรื่องของการเลิกจ้าง คือไม่มีการจ่ายเงินเยียวยาให้ ซึ่งถ้าเราไปดูในข้อเรียกร้องที่ยื่นฟ้องต่อศาล ประมาณ 200 กว่าล้าน เพราะว่าแรงงาน 800 กว่าชีวิต จนถึงตอนนี้ 9 เดือนแล้ว มีคำสั่งศาลแล้ว ตัวนายจ้างก็ถูกจับกุมแล้ว และก็ไม่อนุญาตให้ประกันตัวแล้ว แต่ถามว่า ลูกจ้างได้รับเงินเยียวยาหรือยัง? ยัง!

เพราะฉะนั้น เรามองว่า กองทุนประกันความเสี่ยง มันมีความสำคัญที่จะให้การบรรเทาทุกข์แก่ลูกจ้าง เวลาที่มันมีคำสั่งศาลออกมาแล้วว่าต้องจ่ายเท่านั้นเท่านี้ แต่ตัวนายจ้างยังไม่มีการนำมาจ่าย กองทุนนี้ก็นำจ่ายไปก่อน แล้วก็ตัวของกองทุนก็ไปไล่เบี้ยเอากับนายจ้างทีหลัง ซึ่งเพราะว่าคนทำมาหากินแล้วฝากเลี้ยงท้อง ไหนจะค่าลูก ไหนจะค่ารถ ไหนจะค่าบ้าน ไหนอะไรค่าต่างๆ เนี่ย เขาเดือดร้อนมาก

 

ถ้าในกระบวนการแรงงานไทยเนี่ย ต้องบอกว่าเราสามารถที่จะตั้งสหภาพแรงงานได้ เข้าเป็นสมาชิกก็ได้ แต่ว่าถ้าในกรณีของที่เป็นแรงงานข้ามชาตินี้มันติดล็อกในเรื่องของข้อกฎหมาย ซึ่งตอนนี้อย่างกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ก็ยังไม่คลอดออกมาสักที

“เรายังอยู่กับกฎหมายตัวเก่า ซึ่งก็เท่ากับอายุของคนพูดตอนนี้ ก็คือ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2518 ซึ่งตอนนี้ก็ใช้กันมาเป็นระยะเวลา 50 ปีแล้ว เราก็พยายามที่จะปรับปรุงแต่ก็ยังไม่คลอดสักที”

เพราะฉะนั้น ในส่วนของพี่น้องที่เป็นแรงงานข้ามชาติเอง ตอนนี้สิ่งที่เรารณรงค์มาตั้งแต่ตอนที่เขียน NAP (National Action Plan on Business and Human Rights) รอบแรก เราก็พูดเรื่องของการรับสักทีเถอะ 87 (อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87) และ 98 (อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 98) คือรับมาก่อน แล้วก็มาออกในเรื่องของกฎหมายกัน แต่ว่า ณ ปัจจุบันก็ยังไม่เกิดการรับสักที

ในกรณีของพี่น้องแรงงานไม่ต้องเป็นการรวมกลุ่มขนาดใหญ่หรอก แค่ให้การรวมกลุ่มขนาดเล็กเขาก็ถูกเพ่งเล็งเต็มที่แล้ว เพราะฉะนั้น เสรีภาพในการที่เขาจะเกิดการรวมกลุ่ม เพื่อที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง มันก็เลยเป็นข้อจำกัดสำคัญในเงื่อนไขที่ทางกฎหมายถูกกำหนดขึ้นมา เราก็เลยมองว่า สิ่งสำคัญก็คือตอนนี้ เรื่องของการแก้ในเรื่องของพ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ และก็ในเรื่องของ 87 และ 98 ที่เราอยากจะเห็น หลายๆ คนมองว่า ความพยายามตอนนี้ ถึงแม้จริงๆ พี่น้องที่ทำงานประเด็นแรงงานตอนนี้ ทั้งแรงงานไทยหรือว่าแรงงานต่างชาติเอง เราก็พยายามสร้างศักยภาพตัวของพี่น้องแรงงานเรา เพื่อวันใดวันหนึ่งที่มันมีการรับในเรื่องของข้อกฎหมายเหล่านี้ขึ้นมา เขาสามารถที่จะมีสิทธิมีเสียง ในสิทธิของตัวเองได้เพิ่มมากขึ้น

แต่ในทุกวันนี้ มันต้องใช้กระบวนการที่ผ่านคนอื่นเข้ามา ผ่านคนอื่น หมายถึง อย่างเช่น องค์กรภาคประชาสังคมที่เข้ามาทำงานด้านแรงงานข้ามชาติอะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งถามว่ามันเป็นสิ่งที่เขาสามารถพูดได้เต็มปากเต็มเสียง มันก็ไม่นะ เพราะมันไม่ได้เป็นเสียงของเขาทั้งหมด ส่วนหนึ่งการนำเสนอ มันก็เป็นแค่การผ่านคนอื่น เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อไหร่ที่ 87 และ 98 เรารับแล้วมาออกกฎหมาย อันนั้นเราเชื่อว่ามันจะเป็นสิทธิ์และเสียงจากตัวของพี่น้องแรงงานจริงๆ ที่เขาอยากจะบอก อยากจะกล่าว

นอกจากนี้ คิดว่าสิ่งสำคัญก็คือว่า ไม่ว่าจะออกกฎหมายอะไร ออกประกาศอะไรก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญที่ทั้งภาครัฐแล้วก็ภาคธุรกิจควรคำนึงถึงก็คือว่า เรื่องของการสื่อสารกับตัวของกลุ่มเป้าหมาย ตัวประชาชน ถ้าในประเด็นของแรงงานข้ามชาติก็อย่างในกรณีล่าสุด ก็คือในเรื่องของการทำ e-Permit ซึ่งสิ่งที่รัฐบอกก็คือว่า การพยายามที่จะเอื้ออำนวยในเรื่องของการดำเนินการเอกสารของคนงาน แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นกลายเป็นว่า E-Work Permit เป็นการเอา Outsource เข้ามาทำงาน ซึ่ง Outsource อาจจะไม่ได้เข้าใจความเป็นไปที่แท้จริงของกระบวนการดำเนินการด้านเอกสาร มันกลายเป็นเมื่อเอาเข้ามาแล้วกลายเป็นข้อจำกัด

ตอนนี้เริ่มมาตั้งแต่ 13 ตุลาคม ซึ่งจะไปสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ต้องบอกว่าทั้งตัวนายจ้างและก็ลูกจ้างกำลังได้รับผลกระทบ ซึ่งถึงแม้ว่าตัวของกระทรวงแรงงานจะออกมาแสดงความรับผิดชอบและหาแนวทางในการแก้ไข แต่ว่าล่าสุดสิ่งที่เราเห็นก็คือว่า มันมีแนวโน้มสูงที่จะมีคนหลุดจากระบบ นั่นหมายถึงว่ากระบวนการที่มันยุ่งยาก มันก็ยิ่งไปเพิ่มค่าใช้จ่ายในขั้นตอนให้มันสูงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้กำลังของแรงงานในการที่จะไปจ่ายเงินส่วนนี้มันไม่มี มันก็ทำให้คนบางส่วนหลุดระบบเนื่องด้วยเหตุผลนี้ กับอีกส่วนหนึ่งก็คือว่า กระบวนการที่มันไปต่อไม่ได้ มันก็ทำให้เป็นการหลุดระบบโดยกระบวนการของรัฐเอง ซึ่งอันนี้เรามองว่า การที่รัฐจะประกาศใช้อะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งสำคัญก็คือว่า ลองถามกลุ่มเป้าหมาย ลองถามประชาชนก่อนดีกว่าไหม ว่าสิ่งนี้มันสอดคล้องกับวิถีชีวิตเขาหรือเปล่า มันเป็นประโยชน์กับกลุ่มของพวกเขาด้วยหรือเปล่า เพราะฉะนั้น

“ทุกวันนี้เราบอกว่าแรงงานมีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย แต่สิ่งที่รัฐกระทำลงไปมันยิ่งทำให้เขามุดอยู่ใต้ดินเข้าไปทุกวัน”

  1. ด้านการกำกับดูแลที่ดิน สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ

จริยา กิจวิถี : กองเลขาสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.)

ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องของอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทานอาหารระดับโลก มีบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้ที่ดินในการผลิตข้าวโพดหรือพืชที่เป็นอาหารสัตว์ ทำให้เกิดการแย่งยึดที่ดิน โดยเฉพาะในเขตของพี่น้องชาติพันธุ์ ก็ทำให้เปลี่ยนวิธีการผลิตจากเกษตรแบบยั่งยืน เกษตรพอเพียง หรือจะเรียกว่าเกษตรหมุนเวียน หรือใดๆ ก็แล้วแต่มาสู่เกษตรพันธะสัญญา มีการไปทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรเจ้าของที่ดินเพื่อให้ผลิตพืชอาหารสัตว์แล้วรับซื้อในราคาที่… ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นธรรมหรือเปล่า แต่มีสัญญาผูกมัดอยู่แล้วก็เคยมีการตีความของทางด้านนักกฎหมายว่า มันเป็นสัญญาที่ไม่ควรทำ แล้วก็ทำให้ที่ดินหลุดมือได้ในหลายๆ กรณี

อีกประเด็นที่เชื่อมโยงคือเรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เรายังกินหมู กินไก่ กินวัว ซึ่งสัตว์เหล่านั้นจำเป็นต้องมีอาหาร แล้วก็ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจก “ชายทะเลมีพื้นที่เยอะ มีป่าชายเลนเยอะนี่นา ขอซื้อหน่อยนะ” ซื้อเพื่ออะไร? เพื่อเป็นเครดิตให้กับบริษัทที่ปล่อยคาร์บอน เพราะ “นี่ไง ป่าของฉันอยู่ที่สงขลา ฉันเก็บคาร์บอนตรงนี้ แต่ฉันผลิตที่อื่นนะ” การผลิตคาร์บอนไม่ได้ลดลงเลย เขาเรียกว่าอะไร? ป่าชุมชน ซึ่งเมื่อเช้ามีเพื่อนเราจากอีสานพูดว่า ตอนนี้ พ.ร.บ. ป่าชุมชนก็มีปัญหา เพราะว่าถูกนำไปขายเป็นคาร์บอนเครดิตใช่ไหม เอาไปกักเก็บคาร์บอน แต่ไม่ได้ปลูกป่าเพิ่มนะ เป็นป่าเดิมที่มีอยู่แล้ว ถามจริงๆ เถอะ

“ความคุ้มค่าที่ชาวบ้านได้รับ เจ้าของป่าได้รับ มันเป็นเศษเงินนิดเดียวใช่ไหม แต่ว่าเนี่ยมันเป็นการฟอกเขียว (Greenwashing) แล้วก็ทำให้ที่ดินของเราต้องสูญเสียไป ป่าของเราต้องสูญเสียไป ถ้าเราไปดูในสัญญา ชาวบ้านไม่สามารถไปแตะต้องป่านั้นได้เลย”

อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเรื่องที่ดินมาจากการเรื่องของธุรกิจนี่เอง

ประเด็นที่สอง ก็คือเรื่องของโครงการขนาดใหญ่ที่กระทบต่อที่ดิน ซึ่งเมื่อเช้าเราพูดเรื่องของ EEC กันไปแล้ว และวันนี้เดี๋ยวน้องจากชุมพรก็จะมานำเสนอในประเด็นเพิ่มเติม แต่ที่ดิฉันอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องของโรงงานที่จำเป็นต้องใช้ถ่านหิน ซึ่งรัฐบอกเราว่าการใช้ถ่านหินเป็นพลังงาน แล้วใช้ทำไมไม่ทราบ ดิฉันก็ไม่มีความรู้นะคะ แต่ว่ามันถูกเรียกว่าพลังงานสกปรก แล้วมีความจำเป็นที่เราจะต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เพราะว่ามีข้อตกลง มีการประชุมว่าด้วยข้อตกลงปารีส เพื่อที่จะลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก

ดังนั้นประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ฟาร์ม พลังงานลม เอาทั้งอำเภอเลย ตั้งกังหันลม ที่ดินของใครคะ? ที่ดินของเราไหม? ที่ดินของเราด้วย เขาถามเราไหมว่าจะเอาไหม กังหันลม ถามพอเป็นพิธีไหม? อันนี้ไม่แน่ใจว่าประชาชนเจ้าของพื้นที่จะมีส่วนร่วมจริงแท้แค่ไหน อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องจับตา เพราะถ้หากโครงการเหล่านี้เกิดขึ้น มันจะเกิดขึ้นเป็นอย่างมากที่จะทำให้เราสูญเสียที่ดิน และที่สำคัญเลยคิดว่ามันจะเกิดการเวนคืนที่ไม่เป็นธรรม นี่ดิฉันคิดว่าจะต้องจับตาเรื่องของการเวนคืนที่ไม่เป็นธรรม

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งสำคัญคือ การให้ข้อมูลที่ไม่เพียงพอจากภาครัฐ เขาให้ไหม? ไม่รู้ ที่เราคุยกันในกลุ่มต่างๆ คือ เราร้องขอแล้วเราก็ได้มา แต่มันเพียงพอสำหรับการตัดสินใจหรือเปล่า? อันนี้เป็นคำถาม อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของนโยบายรัฐที่ดิฉันคิดว่าเป็นการจัดสรรที่ดินที่ไม่เป็นธรรม หรือก่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ ซึ่งตอนนี้ก็ทราบข่าวว่า คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) พี่น้องของเราที่มีพื้นที่อยู่ในเขตป่า หรือใดๆ ก็แล้วแต่ เพราะว่าตอนนี้การจัดการที่ดินของเราอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เขาก็มีมาตรการให้เราไปแจ้งแบบนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะนำไปสู่อะไร อย่างไร อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงหรือจับตา

 

สมโชค จุงจาตุรันต์ : เครือข่ายปกป้องแผ่นดินชุมพร-ระนอง

เชื่อว่าหลายคนในที่นี้เคยได้ยินโครงการ EEC (Eastern Economic Corridor) และโครงการ EEC เป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดร่างระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ กำลังจะเจริญรอยตามความฉิบหายของ EEC และวันนี้เชื่อว่าพี่น้องหลายคนมาจากทั่วประเทศ ท่านต้องเสียใจ ถ้า พ.ร.บ. SEC (Southern Economic Corridor) เนี่ยเกิดขึ้นที่ภาคใต้บ้านผม เพราะรายต่อไปก็คือ NEC (Northern Economic Corridor) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือล้านนา จังหวัดที่ได้รับเกียรติก่อนใน 4 จังหวัดภาคเหนือคือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง อีสานก็ไม่ต้องห่วงครับ มีเหมือนกัน ทุกท่านได้รับสิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้ ถ้าภูมิภาค 10 เขตที่จะเกิดขึ้น ถ้าประเทศไทยยังไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 และยังไม่ล้มเลิกหรือยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติที่บังคับใช้ในปี 2560 ทุกคนได้รับอิทธิพลเหมือนกันหมด

พ.ร.บ. SEC ถูกดีไซน์มา เพื่อใช้ขับเคลื่อนโครงการ Land Bridge ผมยืนหยัดต่อสู้คัดค้านโครงการ Land Bridge ไม่ได้รับเงินสิงคโปร์นะครับ อย่าเข้าใจว่าผมรับเงินสิงคโปร์ แล้วหลายคนคิดว่าโครงการนี้ โดยเฉพาะ Land Bridge เนี่ยเกิดขึ้น เราจะเป็นประเทศมหาอำนาจ ทำให้สิงคโปร์เนี่ยพ่ายแพ้ทางเศรษฐกิจของเรา ซึ่งความเป็นจริงไม่จริงผมอยากจะบอกว่าที่ผมบอกว่าสู้ไม่ได้ เพราะ Land Bridge ฝั่งอ่าวไทยหรือหลังสวน แหลมริ่ว เนี่ย ถมทะเลลึกไปที่ระดับ 17 เมตร ความลึก 17 เมตรจากระดับน้ำทะเลต่ำสุด ถมทะเลไปทั้งหมด 5,824 ไร่ ถมเสียทั้งหมด 130 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนฝั่งอันดามัน ถมทะเลไปทั้งหมด 6,975 ไร่ ถมที่ความลึก 19 เมตร ทุกที่ทั้ง 2 ที่มีเขื่อนกันคลื่น ซึ่งจะส่งผลกระทบในระยะยาว ตัวท่าเรือถูกดีไซน์มา ความลึกไม่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้ รองรับเรือขนาดเล็กก็คือเรือ Feeder เต็มที่ไม่เกิน 7,000 TEU อันนี้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องครับ แต่เป็นข้อมูลทางวิชาการอันเป็นเท็จ ถ้าท่านอยากทราบข้อมูลที่แท้จริง โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานที่เขียนออกมาชัดเจนว่า Land Bridge ไม่คุ้มค่า

พอเขาออก พ.ร.บ. SEC ผมเรียกว่า Copy Paste มาจาก EEC ซึ่งสมัยนั้นตอนที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื้อหาไม่ได้แตกต่างกัน จุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำอยากจะนำเรียนไปทางนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกุล) คือ อยากจะบอกว่า มันเป็น พ.ร.บ. ขายชาติ คือให้สิทธิพิเศษกับนักลงทุน 99 ปี ฮ่องกงโมเดลชัดๆ 99 ปี แล้วทีนี้เราย้อนกลับมาถึงพี่น้องคนไทยทุกคนที่หลายคนไม่ได้อยู่ในที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ หลายคนอยู่ในที่ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 บางคนอยู่ในเขตป่าถาวร พ.ศ.2504 บางคนอยู่ในเขตทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ ป่าชุมชน ที่ของกรมธนารักษ์ ส.ป.ก. สิ่งเหล่านี้ต่างชาติเข้ามาลงทุนปุ๊บ ได้สิทธิพิเศษ ถือครองที่ดินได้ 99 ปี ถ้าอย่างนี้ไม่ขายชาติแล้วผมจะบอกว่าขายอะไร ผมไม่ได้มาหาเสียงสมัยหน้านะ ถ้าท่านเลือกพรรคภูมิใจไทย ประเทศไทยจะไม่เหลืออะไรให้ท่านอยู่ นี่เรื่องจริง

 

“ปัญหาเหล่านี้ มันคล้ายกันทั่วประเทศ บริบทมาบตาพุด บริบทระนอง ชาวบ้านอยู่ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ มีเอกสารสิทธิ์เต็มที่ไม่เกิน 25% แต่ต่างชาติมาปุ๊บได้สิทธิพิเศษ เราอยู่ตรงไหนของสมการ SEC”

ผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้บังคับใช้ ท่านเปรียบเสมือนเสือกระดาษ ท่านไม่มีอำนาจอยู่จริง เพราะอำนาจจะอยู่ที่เลขาธิการ SEC กฎหมายฉบับนี้มันร้ายแรง ร้ายแรงเกินกว่าผมและพี่น้องในเครือข่ายที่จะรับได้ ให้อำนาจคณะกรรมการกำหนดนโยบายเปลี่ยนแปลงผังเมืองได้ ที่ทำกินของท่านไม่มีความปลอดภัย ส.ป.ก. เอาไปทำอุตสาหกรรมได้ ที่กรมธนารักษ์เอาไปทำอุตสาหกรรมได้ อาชีพสงวนถูกให้ต่างชาติเอาไปทำได้ สิทธิพิเศษต่างๆ เรื่องภาษี BOI ก็ยกเว้น

“หลอกชาวชุมพร ระนอง ว่าโครงการ Land Bridge เกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. SEC สร้างตำแหน่งงานกว่า 200,000 อัตรา ขอโทษนะครับ กลับไปอ่านในร่าง พ.ร.บ. เขียนเหมือนกันหมด ให้สิทธิ์ผู้ประกอบการนำเข้าแรงงานต่างด้าวไม่จำกัดจำนวนครั้งและเวลา ถามว่าให้ใครทำ? นี่คือความย้อนแย้งของรัฐบาล”

นี่คือข้อเท็จจริง วันนี้เรากังวลว่า ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้บังคับใช้ หรือเข้าสภาผ่านวาระ 1, 2, 3 เราถูกขับไล่ เจอ จ่าย จบ

“ทุกวันนี้พวกผมต่อสู้ยืนยันว่า ไม่ได้ต่อสู้เรื่องค่าเวนคืนที่ดิน แต่เราต่อสู้ในฐานะเรียกร้องสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน”

ตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลจะต้องพัฒนาประเทศด้วย? ทำไมไม่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ให้คนในชุมชนทุกคนได้รับผลประโยชน์ เป็นการพัฒนาที่ Emission ต่ำ คาร์บอนต่ำ ใช้คำว่า Net Zero ไม่มีอยู่จริง มันควรเป็นแนว Zero Emission ไหม? ทั้ง ๆ ที่คุณประกาศให้เป็นพลังงานใหม่ แต่สิ่งที่ทำมันไม่ใช่ เพราะหากดูจากแผนพัฒนาของรัฐบาลในรายงานของ Business Development Model อันนี้จะทำโดย สนข. จังหวัดชุมพร โดยเฉพาะที่หลังสวน จะมีนิคมอุตสาหกรรมหลังท่า 47,800 ไร่ อำเภอพะโต๊ะบ้านผม 18,740 ไร่ ระนองอีก 3,369 ไร่ นี่เป็นนิคมอุตสาหกรรมหลังท่าที่รอให้โครงการ Land Bridge เกิดขึ้น แล้วยังมีนิคมอุตสาหกรรมนอกเหนือที่จะรองรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษอีก ชุมพรมีพื้นที่ทั้งหมด 3 เป้าหมายก็คือที่ตำบลตากแดด อำเภอเมืองชุมพร 800 กว่าไร่ ตำบลนาขาอีก 900 กว่าไร่ และที่ละแมอีก 1,000 กว่าไร่ ระนองอีก 3 จุด ราชกรูด 800 กว่าไร่ กำพวนอีก 900 กว่าไร่ สุขสำราญอีก 900 กว่าไร่ เพราะฉะนั้น ฉากสุดท้ายของ Land Bridge และ SEC ก็คือนิคมอุตสาหกรรม นั่นคือเป้าหมายที่แท้จริง เพราะฉะนั้น ปัญหาก็คือเรื่องที่ดินทำกินเป็นหลัก

  1. ด้านการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

สุเมธ เหรียญพงษ์นาม: กลุ่มคนรักษ์กรอกสมบูรณ์ จ.ปราจีนบุรี

การคุกคาม ณ ปัจจุบันนี้ มันทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเกิดจาก ต้องบอกว่าทัศนคติของหน่วยงานราชการเอง ในการที่จะเรียนรู้และก็ทำความเข้าใจ ในเรื่องของการปกป้องสิทธิ สิทธิชุมชน สิทธิของทุกๆ คนที่อยู่ในประเทศไทย มันควรจะได้รับการดูแลปกป้องทุกคนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม วันนี้เราคิดว่าสิ่งเหล่านี้ราชการไม่เข้าใจ

“เมื่อราชการไม่เข้าใจในเรื่องของสิทธิ มันส่งผลให้ทุกหน่วยงานไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ แล้วก็มองว่าการลุกมาปกป้องสิทธิของประชาชนในพื้นที่เป็นการถ่วงความเจริญ”

ถ่วงความเจริญในการที่จะมีโรงงาน จะมีโครงการใหญ่ๆ ขึ้นมา เขาบอกว่าถ้าเราไปขวาง เราคือคือการถ่วงความเจริญ อันนี้คือทัศนคติของหน่วยงานข้าราชการ

พอมันเริ่มต้นด้วยแบบนี้ การให้ความสนใจกับประชาชนในพื้นที่ ที่ลุกออกมาปกป้องสิทธิ เขาก็จะมองเราอีกแบบหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนผมเองต้องบอกว่าเป็นประชาชนคนธรรมดามากๆ มีอาชีพทำไร่ทำสวน แล้วก็เป็นคนที่รักอิสระ เราก็ไปอยู่หลายที่ ทำหลายที่ จากไปอยู่ที่ทางเหนือ ก็มาอยู่ชายทะเลกว่าเกือบ 20 ปี แล้ววันหนึ่งกลับมาที่บ้านตัวเองปรากฏว่าเราเดินเล่น แล้วไปเจอกอง ตอนนั้นผมไม่รู้ว่ามันเป็นกองอะไร มันเหม็นๆ เสร็จแล้วเราเห็นกองแรกเกิดขึ้นแล้วก็กลับมาถามกับคนที่บ้าน “เอ๊ะ เห็นกองที่มันกองอยู่จากบ้านเราสัก 1 กิโลเมตร มันเป็นกองอะไร?” ทุกคนเงียบหมด ไม่มีใครรู้ว่ามันคือกองอะไร ไม่มีใครรู้ว่ามันคือกองอะไร ผมก็จะกลับมาถามหลายๆ คน แล้วก็มีบอกว่าขยะบ้าง ปุ๋ยบ้าง อันนี้คือเรื่องแรกที่ประชาชนในพื้นที่กลับไม่รู้เลย

หลังจากนั้นผมก็เลยไปถามว่ากองนี้เมื่อมันเป็นกองขยะ มันมาได้อย่างไร? ไม่มีใครรู้ ถามว่าส่งผลกระทบอะไร? ทุกคนรู้หมดเลย เชื่อไหมครับว่าเขาได้กลิ่นเหม็น กลิ่นเหม็นมาจากเนี่ยทุกวันเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว เรื่องที่เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2560 ถ้าจำไม่ผิด โรงงานตั้งปี 2560 พอเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ทุกคนรู้เมื่อเจอผลกระทบ ถามว่าพอเราไปถามว่า “เอ๊ะ เราจะเอายังไงกันต่อ?” ทุกคนนั่งเงียบหมด บอกว่าทำอะไรก็ไม่ได้หรอก เพราะว่ามีทั้งนายพล มีทั้งนายทหาร มีทั้งรัฐมนตรี เรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ที่บ้านเรา มันเกิดขึ้นมาจากส่วนกลาง ส่วนกลางให้เขามาตั้ง อย่าไปยุ่งกับเขา ถ้าไปยุ่งกับเขาเดี๋ยวมีปัญหาแน่นี่คือเรื่องที่มันเกิดขึ้น

พอเหตุการณ์มันเกิดอย่างนี้ ผมก็เลยชวนเพื่อนๆ มานั่งคุยกันว่า “เอายังไง?” เสร็จแล้วเราก็เลยไปยื่นหนังสือน ผมทำหนังสือลงชื่อร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด มีการประชุมกันคนประมาณ 700 คน ลงชื่อร่วมกันแล้วไปยื่นหนังสือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดว่าเราได้รับผลกระทบจากกลิ่นเหม็น นี่คือจุดเริ่มต้นมาเลย อันดับแรกก็คือ การฟ้องศาล ด้วยกัน ก็คือศาลจังหวัดปราจีนบุรี นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เราเริ่มต่อสู้มา

พอเริ่มยื่นหนังสือเราถูกฟ้องแล้ว นี่คือการปิดปาก ปรากฏว่าทุกคนชาวบ้านที่ไปช่วยกันถูกกลุ่มจีนเหล่านี้ พยายามที่จะกักขังหน่วงเหนี่ยวเอาไว้ พยายามที่จะคุย แต่ว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง ผมเองก็ยังถูกจีนกลุ่มเดียวกัน คุกคาม โดยผมพานักข่าวไป มีการเอารถมาปิดหัวปิดท้าย มีกองกำลังอยู่ในพื้นที่เลยนะ เราไปไหนเขาตามหมด ชาวบ้านไปไหน มีการเอารถวิ่งตาม ชาวบ้านเข้าสวนก็มีคนจีนเข้าไปตามดูว่าไปถ่ายรูปไปอะไรไหม มีการตั้งเครื่อง เรดิโอสแกมเมอร์ 4 เครื่อง ที่ไว้ใช้ตัดสัญญาณโทรศัพท์ เครื่องใหญ่ๆ รอบโรงงาน ใครไปถ่ายรูปก็ไม่ได้ เพราะว่ามันจะตัดสัญญาณโทรศัพท์เรา เหมือนที่ภาคใต้ตัดสัญญาณระเบิด แต่ที่นี่คือปราจีน ซึ่งใกล้กับกรุงเทพฯ นิดเดียว มีกลุ่มกองกำลังแบบนี้เกิดขึ้น

แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นผมอยากสะท้อนว่า คนเหล่านี้จะสร้างกองกำลังอย่างนี้ได้อย่างไร ในประเทศไทยที่มีกฎหมายใช่ไหมครับ มันมีกฎหมายอยู่ เราอยู่ภายใต้กฎหมาย เวลาเราทำอะไรผิดไหมครับ? ผิด แต่ทำไมกลุ่มคนเหล่านี้กลับได้อภิสิทธิ์ชนในการที่จะทำธุรกิจในประเทศของเรา โดยเวลาคุกคามเราด้วยไม่ต้องเคารพกฎหมายใดๆ เลย นั่นคือสิ่งที่มันเกิดขึ้น แสดงว่า

“เราไม่ได้ถูกคุกคามสิทธิ์ของเราโดยนักธุรกิจอย่างเดียว มันเกิดการคอร์รัปชันในกลุ่มที่เป็นข้าราชการ ถูก หน่วยงานข้าราชการ นักการเมือง ช่วยกันคุกคามเป็นขบวนการ ผมถือว่านี่คืออาชญากรรม”

เป็นองค์กรอาชญากรรม ซึ่งอาจจะเป็นทั้งนักธุรกิจ เป็นทั้งหน่วยงานราชการช่วยกัน ในการที่จะมาคุกคามสิทธิ์เรา อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น

เท่านั้นยังไม่พอ แม้แต่กระทั่งตอนนี้ ตัวผมเองจริงๆ ไม่มีค่าตัวอะไร เป็นคนธรรมดา แต่ว่ามีค่าหัว แล้วก็เพื่อนร่วมๆ กันหลายคนในพื้นที่ฉะเชิงเทราด้วย วันนี้เราก็ไม่มีพื้นที่ปลอดภัย ไม่ต้องคำนึงถึงว่าเราจะทำผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะการละเมิดสิทธิของเรามันละเมิดตั้งแต่หน่วยงานราชการแล้ว เป็นผู้สมคบคิด เป็นผู้ที่ผลักดันให้กลุ่มทุนเหล่านี้ ช่วยกันในการที่จะละเมิดสิทธิ์ของเราเอง อันนี้ก็คือเรื่องที่เกิดขึ้น

ชัดเจนว่าเสาหลัก คือ รัฐต้องปกป้องประชาชน อันนี้สอบตก สอบตกแล้ว นอกจากขายชาติแล้ว ขายขี้หน้าชาวโลกด้วย บอกตรงๆ เลย เพราะว่ามันทำให้เราเห็นชัดว่า การที่ประชาชนมีสิทธิเหล่านี้ อยู่ในอากาศสะอาด เรื่องของการแก้ไขปัญหามลพิษ มีการปกป้องฝั่งโน้นเต็มที่เลย มีกลไก มีระบบที่เรียกว่าคอร์รัปชันที่แบบว่ายึดโยงกับคนเหล่านั้น จนทำให้เขาใช้อำนาจในการทำร้ายประชาชนในประเทศไทยได้อย่าง เขาเรียกว่าปลอดภัยมากขึ้น ในขณะเดียวกันเราไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในการที่จะเรียกร้องสิทธิ

  1. ด้านการลงทุนข้ามพรมแดนและบรรษัทข้ามชาติ

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร : กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly)

(มีภาพประกอบ) พูดถึงเรื่อง MOU ก่อน จริงๆ อันนี้มันเป็นแค่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังจากที่ ในช่วงปีนี้ เรามีข่าวคราวกับเรื่องการรั่ว การระบาด ผลกระทบจากสารพิษในแหล่งน้ำ ในแม่น้ำกกก่อน ทีนี้เราก็เริ่มสงสัยว่าแล้วทำไมแม่น้ำกกในช่วง 1-2 ปีนี้ น้ำมันถึงขุ่น จนมาพบว่า อ๋อ ในต้นน้ำกกมันมีการทำเหมืองแร่ ซึ่งก็เป็นเหมืองที่แบบตอนแรกเราคิดว่ามันจะมีแค่พวกทองคำ พวกอะไรพวกนี้ แต่มันมีเรื่องของ Rare Earth ซึ่งจริงๆ ของไทย เรารู้สึกว่ามันไม่คุ้นชิน ไม่คุ้นหูเราเท่าไร ว่าไอ้ Rare Earth นี่มันคืออะไร มันเป็นแร่หายากตามชื่อหรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่แร่หายาก แต่ว่ามันอยู่กันแบบกระจัดกระจาย เกาะอยู่ตามแร่อื่นๆ ซึ่งเราเรียกว่า แร่สำคัญ

MOU นี้พูดถึงแร่สำคัญ ไม่ได้พูดถึงแค่ Rare Earth อย่างเดียว Rare Earth เป็นหนึ่งในแร่สำคัญประมาณ 50 ชนิด ที่ถูกระบุไว้ในในเอกสารหลายชิ้น ว่ามันเป็นแร่ที่มีความสำคัญในทางยุทธศาสตร์อย่างไรบ้าง ทั้งประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ไปจนถึงเรื่องอุตสาหกรรมอาวุธ ซึ่งโดยเฉพาะเรื่องพลวง หรือ แร่พลวง เราก็จะได้ยินกันว่า มันเป็นหนึ่งในแร่สำคัญที่จริงๆ ไทยเราก็นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากทางพม่า ซึ่งแร่พลวงเนี่ยเป็นหนึ่งในแร่ที่เอาไว้ทำเป็นพวกบ่อกระสุน หรือทำอุตสาหกรรมทางทหารต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญมาก แต่แร่พวกนี้มันกำลังจะถูกฟอกเขียว และว่ามันเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อย่างพวกรถยนต์ EV หรือแม้กระทั่งเราพยายามบอกแล้วว่าเราลดการใช้ฟอสซิลใช่ไหม เราไม่อยากใช้โรงงานไฟฟ้าจากถ่านหิน โรงไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลอะไรอย่างนี้ แต่ว่าพวกนี้มันเป็นชิ้นส่วนสำคัญเลย วัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนมอเตอร์ แบตเตอรี่รถยนต์ ไปจนถึงแม้กระทั่งเรื่อง Semiconductor หรือรถยนต์ EV แล้วก็ไปจนถึงเรื่องของโซลาร์เซลล์ แผงโซลาร์เซลล์ ที่เราพยายามรณรงค์ให้ใช้โซลาร์เซลล์ ใช่ไหม และกังหันลมสำคัญมาก ซึ่งเราก็ตอนนี้คือโลกมันบูม หมายถึงว่า เราพยายามหันมาใช้เทคโนโลยีสะอาดกัน คือมันสะอาดจริงในแง่ของการปล่อยจากตัวการผลิต แต่ต้นน้ำของชิ้นส่วนเหล่าเนี้ย มันมาจากเหมืองพวกนี้ ทั้งสิ้นเลย มาจาก Rare Earth แล้วก็เหมืองแร่สำคัญต่างๆ ซึ่งจริงๆ ก็อยู่รอบบ้านเราจะเยอะมาก ก็ในพม่าไปจนถึงแม้กระทั่งในลาวเอง

การเกิดเหมืองเหล่านี้ การควบคุมมันค่อนข้างต่ำ ไม่อยากจะใช้คำว่ามันไม่มีการควบคุมเลย มันมีเพราะว่ามันจะมี เขาเรียกอะไร กลุ่มกองกำลังในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในพม่า เราก็จะเห็นว่าหลังการรัฐประหารเหมืองมันเติบโตมากขึ้น เหมืองที่มีอยู่เดิมก็ขยายพื้นที่มากขึ้น ซึ่งมันไม่มีการควบคุมจากส่วนกลางเลย เพราะว่ารัฐบาลกลางเขาไม่สามารถที่จะควบคุมเหมืองเหล่านี้ได้ อยู่ในพื้นที่ของกองกำลังต่างๆ ซึ่งเหมืองเหล่านี้เป็นฐานทางเศรษฐกิจสำคัญของกองกำลังต่างๆ ที่มีปัญหากับทางรัฐบาลทหารพม่าเองด้วย

“เป็นเรื่องน่าเศร้าที่มันไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ซึ่งทำให้การทำเหมืองมันเติบโตขึ้นมาก และส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำ ทั้งฝั่งสาละวิน ฝั่งน้ำกก น้ำสาขาต่างๆ ของแม่น้ำโขง แล้วก็รวมไปถึงแม่น้ำโขงเองด้วย”

ไพรินทร์ เสาะสาย: มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (R&R)

พวกเราทำงานรณรงค์เรื่องการคัดค้านการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง หรือแม่น้ำต่างระหว่างประเทศมาตลอด 10-20 ปี เรารู้สึกว่าเราสามารถที่จะ Handle กับแบบทุกสิ่งอย่างได้ แต่ว่าพอมันมีกรณีเรื่องเหมืองแร่ มันเป็นเรื่องแบบเป็นความรู้ใหม่ของพวกเรา ในการที่จะคิดเรื่องนี้ แล้วก็การแอคชั่นสำหรับเรื่องนี้มาก เพราะว่า คือมันเหมือนที่ ธี (ธีระชัย) พูดว่าเหมืองที่อยู่ตอนบน มันถูกดำเนินแบบเป็นเหมือนเหมืองเถื่อน มันไม่มีการกำกับว่ามันมีการทำที่ถูกต้องไหม หรือว่าใครเป็นเจ้าของอะไร แต่เราเห็นอยู่ว่ามันมีการทำสิ่งหนัก มีการทำเหมืองอยู่แล้ว และเหมืองเหล่านี้ ปล่อยมลพิษลงมาแม่น้ำ 3 สาย แม่น้ำสายที่ทุกคนอาจจะรู้ว่าทำไมน้ำท่วมทุกปี แล้วทำไมคนต้องไปช่วยเมืองแม่สายล้างบ้าน จริงๆ แล้วผลกระทบที่มันเกิดขึ้น มันก็เกิดมาจากเหมืองเถื่อน แล้วมันเกิดฝนตกหนัก แล้วก็พวกบ่อกักเก็บ หรือว่าวิธีการทำเหมืองแบบพื้นบ้าน ขุดแล้วก็ดึงออกมาอย่างนี้ มันก็พอฝนตกหนักมันก็ไหลทะลักลงมาท่วมบ้านชาวบ้าน จนตอนนี้เมืองแม่สายต้องเปลี่ยน ต้องย้ายคนออกจากริมแม่น้ำทั้งหมด แล้ว สารหนูที่พบในแม่น้ำทั้ง 3 สายหลัก ที่แบบมีการตรวจ 12 ครั้ง ทั้งหมดนี้ไหลลงแม่น้ำโขง แล้วตอนนี้แม่น้ำโขง ก็ถูกพบว่ามันมีสารเพิ่มขึ้นมาก

 

สิ่งที่ประชาชนทราบ แต่ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงสูงมากนี้ รู้ไหมว่ามันเกิดจากอะไร? จากการที่ชาวบ้านพบปลาที่ติดเชื้อ ทุกคนอาจจะเคยเห็นปลาแคะที่มันเป็นตุ่มๆ อันนั้น เป็นเขาเรียกว่าเป็นการ Recognize ของสิ่งแวดล้อม ว่า “เนี่ยแม่น้ำกำลังมีปัญหานะ” คือมันกลายเป็นว่าธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตที่เป็นแบบ Ecosystem ของเรา มันเป็นสิ่งที่เตือน เตือนเรามาแรกๆ เลยว่า แม่น้ำกำลังมีปัญหา แม่น้ำกำลังปนเปื้อน ซึ่งตอนนี้นอกจากเหมืองที่อยู่ในพม่าแล้ว เรายังพบว่า ในลาวมีเหมืองแร่ Rare Earth เยอะมาก อันนี้เป็นภาพบางส่วนที่พวกเราได้ข้อมูลจากสถาบัน Stimson ซึ่งเป็นสถาบันข้อมูลทางอเมริกาที่บอกว่า มันมีกี่แห่ง อะไรอย่างนี้

“เราพบว่า อ่างเก็บน้ำใน สปป.ลาว ส่วนใหญ่แทบจะเป็นอ่างเก็บน้ำที่เก็บสารพิษ เพราะว่ามันมีเหมืองอยู่รอบๆ ลุ่มน้ำทั้งหมด แล้วน้ำทั้งหมดนั้นก็ไหลลงมาที่แม่น้ำโขง”

แล้วก็ล่าสุดที่มีการตรวจพบว่า อำเภอเชียงคาน อำเภอเมืองหนองคาย บึงกาฬ นครพนม มีการปนเปื้อนของสารหนู ที่แบบพบแล้วว่า 5 จุด แล้วในภาคอีสานมีทั้งหมด 8 จังหวัด ประชาชนอย่างน้อย 7 จังหวัด ตัวเมืองใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงทั้งหมด ประชาชนใช้แม่น้ำโขงเป็นหลักในการในการเป็นน้ำประปา แล้วก็การใช้เกษตร ซึ่งตอนนี้ประชาชนลุ่มน้ำโขง กำลังวิตกกังวลมากว่า ปัญหาเรื่องมลพิษเนี่ยมันอยู่ในระดับไหน ประชาชนต้องทำอย่างไร คือความต้องการตอนนี้ของทุกคน คือ คิดว่าหน่วยงานรัฐจะต้องมี แบบว่าเหมือนกับแจ้งเตือน หรือว่าต้องมีการตรวจสอบที่มันมีความถี่มากขึ้น คือในกรณีแม่น้ำกกในเชียงราย แม่น้ำสาย เราถือว่าหน่วยงานรัฐทำหน้าที่ดีมากในการที่จะติดตามตรวจสอบเรื่องการตรวจน้ำทุกปี แต่ว่าตอนนี้มันพบเรื่องการปนเปื้อนนอกจากในน้ำ มันเข้าไปที่แหล่งอาหาร และประชาชนที่นั่นยืนยันชัดเจนว่า จะต้องเรียกร้องให้มีการหยุดเหมืองข้างบนให้ได้

แต่ว่าอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะพูดถึงเรื่อง ความท้าทายโดยเฉพาะประเด็นเรื่องแผนพัฒนา แผน NAP ว่าเราคุยกันว่าตอนนี้ข้อเสนอของพวกเรา ที่เคยเสนอในแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจสิทธิมนุษยชนมันเชยมาก มันล้าหลัง เพราะว่า

“สถานการณ์ทางสิ่งแวดล้อมและสังคมมันเปลี่ยนไปมาก ตอนนี้มันมีประเด็นเรื่องการลงทุนของบริษัทสีเทา เข้ามาในทุกอณูของธุรกิจ มีการเข้ามาของการทำเหมืองแร่ที่ผิดกฎหมาย และส่งผลกระทบมาที่ประเทศเรา ซึ่งมีประชาชนนับล้านที่อาศัยแม่น้ำ อาศัยปลา อาศัยพืชผักที่อยู่ลุ่มแม่น้ำโขง”

เป็นความมั่นคงทางอาหาร เป็นรายได้หลัก เรารู้สึกว่าข้อเสนอต่างๆ แม้แต่การตั้ง National Contact Point ในข้อที่ 4 หรือว่ากลไกการร้องเรียน มันไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์ปัจจุบันกับการลงทุนข้ามพรมแดนที่มันเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกในการกำกับบริษัทไทย หรือว่าการกำกับให้หน่วยงานรัฐไทยในการที่จะทำหน้าที่ในการปกป้องสิทธิของประชาชนจริงๆ

 

อย่างกรณีเหมืองแร่ เราคิดว่ารัฐควรจะทำหน้าที่มากกว่านี้ การเจรจากับรัฐบาลระหว่างประเทศ คือเราพบอยู่ว่าต้นตอของมลพิษมันอยู่ตรงไหน ใช่ไหม เราเห็นกับตา เรารู้ว่าใครทำอะไร แต่เราคิดว่าการทำหน้าที่ของรัฐมันยังไม่เพียงพอ เขาทำหน้าที่น้อยมากในการที่จะเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเรารู้อยู่ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้มันเป็นประเด็นที่หนัก เพราะมันกระทบต่อสุขภาพของประชาชน พอมันเกิดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน สิ่งสำคัญก็คือว่า การแก้ไขปัญหา มันต้องใช้งบประมาณสูงมากในการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาพ หรือว่าเศรษฐกิจของประชาชนแต่รัฐไม่ได้ทำหน้าที่นี้

แล้วหากเรามองขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งว่า หน้าที่ของรัฐระหว่างรัฐ อย่างเช่น ยกตัวอย่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมา เราก็ไม่ได้เห็นแอคชั่นที่แท้จริงของรัฐบาล ว่าจะต้องไปเจรจากับกลุ่มกองกำลังที่อยู่ในเขตนั้น เพื่อที่จะยุติการทำเหมือนเพราะว่ามลพิษมันสูงมากในประเทศนี้ แล้วก็ไม่ได้เห็นความพยายามของรัฐที่จะไปเจรจากับ 4-5 ประเทศนี้ คือมันไม่เห็นหรือแม้แต่กับจีนก็ยังไปเจรจากันว่าจะทำเรื่องการค้า นู่นนี่นั่น แต่ว่าก็ไม่ได้ไปพูดถึงเรื่องของผลกระทบตรงนี้ หรือว่าจะขอให้จีนมีการตรวจสอบ เพราะว่าทุกคนรู้ว่าเหมือง ส่วนใหญ่ประเทศที่รับซื้อแร่ธาตุจาก Critical Rare Earth เนี่ยมันก็คือจีนเป็นหลัก ใช่ไหม ก็คือเป็นประเทศที่ซื้อมากที่สุดในโลก มันเป็นไปได้ที่ไทยอาจจะเป็นทางผ่าน แต่ประเทศที่เป็นปลายทางของแหล่งแร่เหล่านี้ก็คือจีนเป็นหลักอะไร อย่างนี้

ตอนนี้เราอยู่ร่วมกันในประเทศลุ่มน้ำโขงใช่ไหม มีไทย ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม สถานการณ์ตอนนี้ คือไม่ได้มีความพยายาม หรือว่าไม่มีประเทศไหนที่จะทำหน้าที่ในการเจรจาต่อกันได้เลย อย่างกรณีเหมืองแร่ในลาวที่เราเพิ่งพบว่ามันมีเหมืองแร่ Rare Earth ต่างๆ ที่มันทำให้เกิดผลกระทบลงมาที่แม่น้ำโขง เราคิดว่าประชาชนที่นั่น เขาก็มีผลกระทบและมีปัญหามาก ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและเรื่องเศรษฐกิจเหมือนกัน แต่ว่ามันคือเขาก็พูดไม่ได้เนื่องจาก Space ของของประชาชนมันอาจจะน้อย แล้วก็ขนาดพวกเรามี Space ในการพูดขนาดเนี้ย รัฐบาลเรายังไม่ Action เลย

เราก็เลยคิดว่าข้อเสนอต่างๆ ที่มันอยู่ใน NAP 2 นี้ เราไม่แน่ใจว่ามันจะไปต่ออย่างไร เพราะว่ามันไม่เป็นปัจจุบันเหตุการณ์มันเปลี่ยนไปมาก แล้วก็เราคิดว่าสิ่งสำคัญก็คือ

“มันจะต้องทบทวนว่า ในระหว่าง NAP 2 จะถูกนำไปใช้ได้จริง มันจะคุ้มครองและปกป้องประชาชนได้จริง โดยเฉพาะประเด็นนี้ มันเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนในเชิงของ Geo-politics ด้วย มันมีเรื่องของสหรัฐอเมริกาที่มาเซ็น MOU กับเรา ในขณะที่เราก็มีความสัมพันธ์กับจีน ประเทศไทยก็จะกลายเป็นประเทศที่แบบเหมือนเหยียบเรือ 2 แคม แล้วเราจะอย่างไร”

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ