กรณีนายสมพล จีรพรชัย กับพวกรวม 4 คน เป็นโจทก์ ฟ้องข้อหาฐานละเมิดเรียกค่าเสียหาย แก่บริษัท ยามาโตะ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด จำเลย ซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ในพื้นที่ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
โดยคดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจําเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจํากัด ได้รับอนุญาตให้ ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561) ต่อเนื่องกัน จําเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ด้วยการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมโดยก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงและเหตุเดือดร้อนรําคาญ โดยมีเสียงรบกวนจากเครื่องจักรขนาดใหญ่หลายชนิด ก่อให้เกิดเสียงดังและแรงสั่นสะเทือน โดยค่าระดับการรบกวนทางเสียงเกินกว่า 10 เดซิเบลเอ ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ทำให้โจทก์ทั้งสี่ที่พักอาศัยอยู่ติดกับโรงงานอุตสาหกรรมของจําเลยทางด้านทิศเหนือ ได้รับความเดือดร้อน

โจทก์ทั้งสี่แจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าดำเนินการตรวจวัดค่าระดับ เสียงรบกวนที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงานของจําเลยบริเวณบ้านของโจทก์ทั้งสี่รวม 17 ครั้ง พบว่า ค่าระดับการรบกวนทางเสียงเกินกว่าค่ามาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดในบางช่วงเวลาที่ทดสอบ ทำให้โจทก์ทั้งสี่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการที่มีเสียงรบกวนเกินค่ามาตรฐาน ต่อมาเมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2558 จําเลยได้ก่อสร้างต่อเติมบนกําแพงรั้วที่กั้นระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสี่กับจําเลยซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านที่โจทก์ทั้งสี่พักอาศัย โดยติดตั้งแผ่นเมทัลชีทบนกําแพงสูงประมาณ 4.5 เมตร ยาวประมาณ 57 เมตร ตลอดแนวที่ดิน โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่ยินยอม ส่งผลให้กีดขวางทางลมและบดบังทัศนียภาพ และอากาศถ่ายเทไม่สะดวก รวมทั้งทําให้โจทก์ทั้งสี่เกิดความหวาดกลัวว่าเมื่อแผ่นเมทัลชีทถูกลมพัดพาลงมาตกในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ และจําเลยก่อสร้างโรงงานในเขตที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม (พื้นที่สีเขียว) ซึ่งถูกกำหนดห้ามมิให้ใช้ ประโยชน์เพื่อกิจการโรงงานทุกจําพวกตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ทั้งเป็นกิจการที่ถูกควบคุมโดยพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2532 โดยจําเลยไม่ได้ขออนุญาตต่อหน่วยงานใดเพื่อให้ ได้รับอนุญาตในการประกอบกิจการ
การกระทำของจําเลยทำให้โจทก์ทั้งสี่ต้องทนทุกข์ทรมาน ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี ถูกรบกวนจากเสียงที่เกินกว่าค่ามาตรฐาน และจากแรงสั่นสะเทือน ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรําคาญ และอยู่ในภาวะที่ตกใจหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา เสื่อมเสียต่อ สุขภาพทางกายและจิตใจ นอนไม่หลับและพักผ่อนไม่เพียงพอ อันเป็นอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ ของโจทก์ทั้งสี่ ขอบังคับให้จําเลยยกเลิกกิจการโรงงานของจําเลย หากจําเลยไม่อาจเลิกกิจการได้ ขอให้จําเลยหยุดประกอบกิจการโรงงานในส่วนที่ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงและแรงสั่นสะเทือน จนกว่าจําเลยจะแก้ไขปัญหาอันเป็นการรบกวนการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของโจทก์ทั้งสี่ และป้องกัน ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อโจทก์ทั้งสี่ ให้จําเลยรื้อถอนแผ่นเมทัลชีทบนรั้วระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ กับจําเลยในส่วนที่ก่อสร้างกีดขวางทางลมและบดบังทัศนียภาพตลอดแนวรั้วบ้านของโจทก์ทั้งสี่ หากจําเลยไม่ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ดำเนินการรื้อออกเองโดยให้จําเลย รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่ที่ส่งผลกระทบจากเสียงและ แรงสั่นสะเทือนในขณะประกอบกิจการของจําเลยนับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงินคนละ 1,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ ให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่ จากการประกอบกิจการของจําเลยที่ส่งเสียงดังและมีแรงสั่นสะเทือนตลอดเวลาในอัตรา คนละ 25,000 บาทต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจําเลยจะยกเลิกกิจการหรือหยุดประกอบกิจการหรือแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงและแรงสั่นสะเทือนจนแล้วเสร็จ และให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสี่จากการติดตั้งแผ่นเมทัลชีทบนกําแพงที่ทำให้บดบัง ทัศนียภาพ ทิศทางลมและก่อให้เกิดความหวาดกลัวแก่โจทก์ทั้งสี่ในอัตราคนละ 10,000 บาท ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจําเลยจะรื้อถอนแผ่นเมทัลชีทจากรั้วระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสี่กับจําเลยออกไปจนแล้วเสร็จ
จําเลยให้การว่า จําเลยได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของโจทก์ที่ 2 ประมาณ 100 เมตร โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเพียงผู้อาศัย โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 1337 จําเลย ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่จําเลยได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมาย และจําเลยไม่ได้ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงการตรวจวัดค่าระดับการรบกวนทางเสียงไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อโจทก์ที่ 1 ร้องเรียนจำเลยได้แก้ไขปัญหาโดยปลูกต้นไม้และต่อเติมรั้ว ให้สูงขึ้นตามแนวด้านที่ติดกับที่ดิน ของโจทก์ที่ 2 กับฉีดโฟมภายในอาคารเพื่อลดละดับเสียงของเครื่องจักรลง เมื่อตรวจวัดปรากฏว่า ค่าระดับการรบกวนทางเสียงเพียง 5.2 เดซิเบลเอ ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐาน จําเลยติดตั้งแผ่นเมทัลชีท บนกําแพงรั้วสูงเพียง 1 เมตรเศษ จึงมิได้กีดขวางทางลมและบดบังทัศนียภาพของโจทก์ทั้งสี่ ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสี่เรียกร้องเป็นการกำหนดตามอำเภอใจ และที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยกระทำละเมิดเมื่อเดือนตุลาคม 2558 นับถึงวันฟ้องเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จําเลยไม่ได้จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธินําคดีมาฟ้องและขอให้ศาลพิพากษาให้ยกเลิกหรือหยุดประกอบกิจการโรงงานของจําเลยได้ เมื่อโรงงานของจําเลยประกอบกิจการโดยมีค่าระดับเสียงที่ดังที่สุดไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ และค่าระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (พ.ศ.2540) จึงไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของบุคคลและไม่ถึงกับเป็นเหตุเดือดร้อนรําคาญ จําเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้จําเลยรื้อถอนแผ่นเมทัลชีท บนรั้วกําแพงระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสี่กับจําเลยในส่วนที่ก่อสร้างกีดขวางทางลมและบดบัง ทัศนียภาพตลอดแนวรั้วบ้านของโจทก์ทั้งสี่ หากไม่ดำเนินการ ให้โจทก์ทั้งสี่นําเจ้าพนักงานบังคับคดี ทำการรื้อถอนและให้จําเลยรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่ เป็นเงินคนละ 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตรา โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคําขอ ให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 5,000 บาท ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจําเลยจะแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงและแรงสั่นสะเทือนให้อยู่ใน มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดจนแล้วเสร็จและให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสี่ คนละ 1,000 บาท ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจําเลยจะรื้อถอนแผ่นเมทัลซีท บนกําแพงรั้วระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสี่กับจําเลยออกไปจนแล้วเสร็จ กับให้จําเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียม แทนโจทก์ทั้งสี่ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท คําขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงินคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ยกคําพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนที่ให้จําเลยรื้อถอนแผ่นเมทัลชีทบนรั้วกําแพงระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสี่กับจําเลย หากไม่ดำเนินการให้โจทก์ทั้งสี่นําเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนและให้จําเลยรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และส่วนที่ให้จําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1,000 บาท ต่อเดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ


