
วันที่ 19 มีนาคม 2553 ถือเป็นวันก่อตั้ง “ศูนย์ข้อมูลชุมชน” ซึ่งต่อมา ได้รับการจดทะเบียนเป็น “มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน” เมื่อ 8 กันยายน 2558 มูลนิธิจึงถือโอกาสเผยแพร่บทความจากประสบการณ์การทำงานทางคดีในห้วง 12 ปีที่ผ่านมา
——
บทความนี้ ผู้เขียนสรุปจากการทำงานของ ศูนย์ข้อมูลชุมชน (Community Resource Centre) ตั้งแต่ปี 2553 จนเป็น มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (Community Resource Centre Foundation) หรือ (CRC) ในปี 2558 จวบจนปัจจุบัน เป็นระยะ 12 ปีเต็ม ตามคำขวัญ หรือ Slogan ขององค์กรที่ว่า “สร้างการเข้าถึงความยุติธรรม เพื่อการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและสงบ” หรือภาษาอังกฤษว่า “Ensure access to justice to live in peaceful and good environmental”
# 12 ปี การทำงานของ CRC: มองการเปลี่ยนแปลงของสังคมผ่านชุมชน
หากกล่าวถึงการทำงานในช่วง 12 ปี ที่ “ศูนย์ข้อมูลชุมชน” หรือ “CRC” ทำร่วมกับชุมชนและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) มานั้น พบว่า ชุมชนที่ CRC ทำงานด้วยและชุมชนอื่นที่ติดตามการทำงานของเรา มีการตื่นรู้ในการที่จะใช้หลักการสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน หลักกฎหมาย หลักการประชาธิปไตย ในกระบวนการต่อสู้ของชุมชน เพื่อปกป้องชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม จากโครงการพัฒนาต่างๆที่เข้ามาสู่ชุมชนของตนรวมถึงเครือข่ายของชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เราพบว่า การต่อสู้ของชุมชนดำเนินการด้วยการรวมตัวกันของคนในชุมชน โดยบางชุมชนรวมตัวกันมาก่อนที่โครงการพัฒนาจะเข้ามาเสียด้วยซ้ำ แต่บางชุมชนเพิ่งรวมตัวกันเมื่อมีโครงการพัฒนาเข้ามาสู่ชุมชน ซึ่งการรวมตัวดังกล่าวถือได้ว่า เป็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน หรือ Public Movement ในการแสดงออกเพื่อเรียกร้องสิทธิแห่งตนในการปกป้องชุมชน และแสดงเจตจำนงแห่งตนในการที่จะดำรงอยู่ในวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ตนเลือก เพื่อมีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี และมีความสามารถในการดูแลรักษาสิทธิของตนเอง ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่
นอกจากการแสดงออกเพื่อเรียกร้องสิทธิและแสดงเจตจำนงแห่งตนดังกล่าวแล้ว ชุมชนยังได้ใช้กลไกสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมในการต่อสู้ของชุมชนเพื่อปกป้องตนเอง ชุมชนบ้านเกิดของตน และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยแต่ละชุมชนได้เข้าไปสู่การต่อสู้ทั้งในชั้นการร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ ตลอดทั้งการเข้าสู่กระบวนการศาล ทั้งที่ฟ้องคดีเองและถูกฟ้องคดี ซึ่งพบว่า ชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น รู้สิทธิหน้าที่ และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนและชุมชนอย่างไม่ย่อท้อ และเป็นไปในแนวทางประชาธิปไตยและหลักการปกป้องสิทธิชุมชน ซึ่งชุมชนที่ศูนย์ข้อมูลชุมชนได้เข้าไปทำงานร่วมกันกับชุมชนและองค์กรอื่นๆ ได้แก่ สมาคมพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา – กรณีเหมืองหินเขาคูหา ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน – กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อ.เทพา จ.สงขลา กลุ่มรักษ์บ้านคู – กรณีโรงไฟฟ้าชีวมวล ต.บ้านคู อ.จะนะ จ.สงขลา กลุ่ม Beach for Life และกลุ่มชุมชนชายหาด – กรณีโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดชลาทัศน์ หาดม่วงงาม หาดมหาราช จ.สงขลา กลุ่มรักษ์อ่าวกุ้ง – กรณีขุลอกร่องน้ำอ่าวกุ้ง กรณีกลุ่มรักษ์บ้านแหง – กรณีเหมืองลิกไนต์ ต.บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง ชุมชนแม่ใจ – กรณีโครงการป้องกันน้ำท่วมอำเภอแม่ใจ กลุ่มรักษ์เชียงของ – กรณีเขื่อนแม่น้ำโขงและระเบิดแก่งน้ำโขง กลุ่มอนุรักษ์เหมืองแดง – กรณีบ่อบำบัดน้ำเสีย อ.แม่สาย จ.เชียงราย กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี – กรณีเหมืองโปแตซ จ.อุดรธานี กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน – กรณีเหมืองทองคำ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส – กรณีเหมืองโปแตซวานรนิวาส จ.สกลนคร ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการสายส่งไฟฟ้าหนองบัวระเหว – กรณีสายส่งไฟฟ้า อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ เครือข่ายชุมชน 7 จังหวัดลุ่มน้ำโขง – กรณีเขื่อนแม่น้ำโขง ชุมชนชายฝั่งอ่าวระยองและสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง – กรณีน้ำมันรั่วในอ่าวระยอง ปี 2556 สมาคมพลเมืองนครนายก – กรณีโรงงานอะไหล่รถยนต์ อ.เมือง จ.นครนายก เป็นต้น
ซึ่งทุกพื้นที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้คัดค้านโครงการต่างๆที่จะเข้ามาทำลายทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและชุมชน แม้บางกรณีโครงการได้ยุติไปแล้ว แต่เพื่อพิทักษ์ปกป้องชุมชนและสิ่งแวดล้อมกลุ่มชาวบ้านดังกล่าวก็ยังรวมตัวกันติดตามเฝ้าระวังกิจกรรมใดๆที่จะเข้ามาทำลายชุมชนแห่งตนต่อเนื่องมาจวบจนถึงปัจจุบัน
# การทำงานของ CRC ร่วมกับชุมชนเพื่อให้เกิดเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม: ในการด้านการทำงานคดีเพื่อหนุนเสริมการต่อสู้ของชุมชน
งานหลักของ CRC คือ งานให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่ชุมชน เพื่อให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อม ฐานทรัพยากร สิทธิชุมชน และสิทธิมนุษยชน โดยไม่ได้เลือกทำเฉพาะคดีที่เด่นๆเท่านั้น หากแต่เราเชื่อว่าทุกคนต้องได้รับสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม จึงทำให้ในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา CRC มีคดีที่ทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 1-200 คดี และทำงานร่วมกับชุมชนมากกว่า 30 ชุมชน โดยในการทำงานนั้น CRC ไม่ได้ทำเฉพาะการให้ความช่วยเหลือทางด้านการทำคดีเท่านั้น หากแต่ยังทำในส่วนของการส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยผ่านการประชุมคดีร่วมกันกับชุมชน การให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย การจัดอบรมหลักกฎหมาย หลักการสิทธิมนุษยชน หลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชน การอบรมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม อีกด้วย
ซึ่งในบางพื้นที่จะทำงานในส่วนนี้ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนอื่นๆที่ทำงานอยู่ในพื้นที่หรือชุมชนนั้นๆอยู่แล้ว โดยจะไปหนุนเสริมในประเด็นทางกฎหมายและหลักการสิทธิมนุษยชนในพื้นที่นั้นๆ และทำงานรณรงค์ร่วมกับกับองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิให้แก่ชุมชนเหล่านั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (Project for Public Policy on Mineral Resources: PPM) ในประเด็นเรื่องเหมืองแร่ ร่วมกับองค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers: IR) ในประเด็นเรื่องแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน ร่วมกับเครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (Extra-Territorial Obligations Watch: ETO Watch) ในประเด็นความรับผิดชอบข้ามพรมแดนของทุนไทย เป็นต้น
ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือทางคดีนั้น ไม่ใช่เพียงการดำเนินคดีแล้วเสร็จก็เลิกกัน แต่ CRC ยังคงติดตามสถานการณ์ในชุมชน และเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ทราบถึงพัฒนาการในสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนที่เกิดขึ้น โดยจะเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนที่จัดขึ้น ได้แก่ งานบุญภูทับฟ้า – คัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำในจังหวัดเลย ของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย งานบุญกุ้มข้าวใหญ่ – ต้านภัยเหมืองแร่โปแตซอุดรธานี ของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดอุดรธานี และงานฮอมผ้าป่า คืนสู่เหย้า หมู่เฮาบ้านแหง – คัดค้านเหมืองลิกไนต์ในจังหวัดลำปาง ของกลุ่มคนรักษ์บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง เป็นต้น โดยการจัดกิจกรรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อการระดมทุน เป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ของกลุ่ม การทำกิจกรรมร่วมกันเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน สร้างความเข้มแข็งต่อชุมชน และยังเป็นการสื่อสารให้สาธารณะได้เข้าใจชุมชนในการที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชนและทรัพยากรของตน อีกด้วย
# หลักการทำงานเพื่อก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของ CRC ที่ผ่านมา
ในส่วนการทำงานของมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน หรือ CRC ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มากน้อย หรือไม่ เพียงใดนั้น ผู้เขียนมองว่า มีการเปลี่ยนแปลงจากเล็กๆ ไปสู่ที่ใหญ่ๆ ขึ้น อาจเริ่มจากที่สิ่งที่อยู่ใกล้ๆ เสียก่อน
- ความเสียหายทางจิตใจต้องได้รับการเยียวยา
ในการฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากการประกอบกิจการเหมืองเขาคูหา ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดค่าเสียหายทางจิตใจให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองหินที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว ความวิตกกังวล จากการที่มีการะเบิดหินทั้งจากเสียงดังของระเบิด และความหวาดกลัวว่าหินจะตกใส่บ้าน จากการระเบิดหิน ซึ่งคดีนี้ในชั้นต้นศาลพิพากษาไม่กำหนดค่าเสียหายให้ในส่วนนี้ โดยเห็นว่า กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายทางจิตใจ แต่เมื่อมีการอุทธรณ์ ปรากฏว่า ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่ผู้เสียหาย โดยเห็นว่า เป็นเรื่องของสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและสงบ ศาลสามารถกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ และสิ้นสุดในชั้นฎีกา ซึ่งนำไปสู่การยอมรับจากรัฐบาลไทยที่รายงานต่อสหประชาชาติถึงการขยายวงความรับผิดชอบในการเยียวยาความเสียหายในกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมของไทย ตามรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ESCR report) เมื่อปี 2557 อีกด้วย ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นกรณีตัวอย่างที่ยอมรับการชดเชยความเสียหายทางจิตใจในการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิ
- รายงานการไต่สวนพื้นที่ประกอบคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ตรวจสอบได้
กรณีนี้เป็นการทำคดีที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ในการฟ้องคดีเกี่ยวกับรายงานการไต่สวนพื้นที่คำขอประทานบัตร ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับเก่า ซึ่งการไต่สวนพื้นที่เหมืองแร่ถือเป็นขั้นตอนแรกของการออกประทานบัตร หรือ ใบอนุญาตเพื่อทำกิจการเหมืองแร่ทุกประเภท กรณีดังกล่าวไม่เคยมีการฟ้องคดีมาก่อน เนื่องจากมีการมองว่า รายงานการไต่สวนคำขอประทานบัตร เป็นเพียงขั้นตอนภายในของฝ่ายปกครองที่จะออกคำสั่งทางปกครอง แต่แท้จริงแล้วการออกประทานบัตรมีเอกสารราชการที่จะต้องใช้ประกอบเป็นจำนวนมาก และมีหลายขั้นตอน โดยแต่ละขั้นตอนสามารถแยกการกระทำทางปกครองออกจากกันได้อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากที่มาของเอกสารหรือคำสั่งเป็นของแต่ละหน่วยงานราชการ ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ไม่ว่าจะเป็น การจัดทำการจัดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินในเหมืองแร่และพื้นที่ข้างเคียง
โดย CRC เห็นว่า ขั้นตอนไต่สวนพื้นที่เหมืองแร่และทำรายงานนั้นเป็นขั้นตอนที่เป็นการกระทำทางปกครองที่สามารถฟ้องคดีได้ จึงได้มีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อให้เกิดบรรทัดฐาน กรณีแรกที่ได้มีการฟ้องคดี คือ คดีเหมืองแร่ลิกไนต์บ้านแหง จังหวัดลำปาง ตามด้วยคดีเหมืองแร่โปแตซ จังหวัดอุดรธานี และคดีเหมืองแร่ทองคำ จังหวัดเลย โดยในชั้นแรกคดีแรกของศาลชั้นต้น ศาลมองว่าเป็นการฟ้องคดีในขั้นตอนของการกระทำทางปกครอง จึงเห็นว่าไม่อาจฟ้องคดีได้ แต่ต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้รับคดีไว้พิจารณา จึงนำไปสู่การรับฟ้องคดีไว้ทั้งสามคดี อย่างไรก็ตามผลคดีของทั้งสามคดีมีความแตกต่างกัน ทั้งมีคำพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าหน่วยงานทำไปโดยชอบด้วยกฎหมาย บางคดีพิพากษาว่า มีกฎหมายใหม่ให้ไปทำกระบวนการตามกฎหมายใหม่
แต่สาระสำคัญของการจัดทำรายงานการไต่สวนคำขอประทานบัตร คือ การเปิดโอกาสให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนร่วมกันรังวัดการไต่สวนคำขอประทานบัตร การไปเดินสำรวจพิสูจน์ร่วมกัน เพื่อที่จะทราบข้อมูลภูมิประเทศได้อย่างถูกต้อง มีลักษณะพื้นที่เป็นอย่างไร ป่า ภูเขา และสายน้ำ การประกอบอาชีพในชุมชน สถานที่สำคัญ สถานที่ราชการ และแหล่งโบราณคดี และความเห็นเบื้องต้นว่าการทำเหมืองแร่จะส่งผลกระทบต่อชุมชน หรืออยู่ระยะห่างจากชุมชนเท่าใด
จากการร้องเรียนและฟ้องคดีของทั้งสามกรณี พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎระเบียบในเรื่องดังกล่าวถึง 3 ครั้ง และการแก้ไขครั้งล่าสุด คือ การปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชนในส่วนการรังวัดไต่สวนพื้นที่เหมือง ซึ่งนี่คือหลักการที่มองว่า รายงานการไต่สวนพื้นที่เหมืองแร่ มีความสำคัญต่อกระบวนการออกประทานบัตรเหมืองแร่ และเป็นการกระทำทางปกครองแยกต่างหากจากขั้นตอนของการออกประทานบัตร ที่สามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อให้มีการตรวจสอบกระบวนการและขั้นตอนความชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้
- ศาลไทยสามารถพิจารณาพิพากษาคดีที่มีผลกระทบข้ามพรมแดนได้
คดีเขื่อนไซยะบุรี เป็นเขื่อนแรกบนแม่น้ำโขงสายประธานตอนล่าง และเป็นการทำคดีข้ามพรมแดนคดีแรกในประเทศไทย โดยเป็นการฟ้องให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและขอให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองการเกิดผลกระทบจากโครงการข้ามพรมแดน ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยรับฟ้องคดี เมื่อปี 2557 โดยในการฟ้องคดีนั้นได้ขอให้มีความคุ้มครองประชาชนที่อาศัยอยู่ 8 จังหวัดริมน้ำโขง จากผลกระทบข้ามพรมแดนที่มาจากการสร้างเขื่อนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านการประมง ด้านตะกอนดิน ด้านการทำเกษตรริมฝั่งโขง ด้านการคมนาคม ด้านระบบนิเวศในน้ำและชายฝั่ง และเขตอำนาจอธิปไตยด้านดินแดน การทำงานของคดีนี้เป็นการทำงานร่วมกับ เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งในประเทศไทยและระหว่างประเทศ ที่ติดตามการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง หลากหลายองค์กรช่วยกัน นับตั้งแต่ทราบว่ารัฐบาลลาวมีแผนว่าจะดำเนินการสร้างเขื่อนไซยะบุรี เครือข่ายต่างๆก็ได้ร่วมกันติดตามข้อมูลการให้เงินกู้ของธนาคารไทย ร้องเรียนไปยังบริษัทผู้ขายอุปกรณ์การสร้างเขื่อน การเรียกร้องขอให้มีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งแม้จะมีการศึกษาทางด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมโดยมีการศึกษาเรื่องทางปลาผ่าน แต่การศึกษาอื่นๆก็ไม่ชัดเจน เห็นได้จากเมื่อปลายปี 2562 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ ก็เกิดปรากฏการณ์แม่น้ำโขงแห้งหนักผิดปรกติ จนสัตว์น้ำถูกแดดเผาตายเป็นจำนวนมาก ต้นไคร้น้ำยืนต้นตาย แก่งผุดขึ้น ถัดมาน้ำโขงเปลี่ยนสีจากขุ่นเป็นใส และกลายสีฟ้าที่ไร้ตะกอน ไกสาหร่ายหดสั้นลง ปลาอพยพหลงฤดู ซึ่งในปีนี้ 2564 ช่วงต้นปี น้ำในแม่น้ำโขงก็เริ่มใสเป็นสีฟ้าอีกครั้ง โดยไม่มีข้อมูลผลกระทบนี้ในการศึกษาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่า หน่วยงานได้ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว จึงให้ยกฟ้อง คดีจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ตั้งแต่ปี 2559
ในช่วงปี 2563 ยังได้เกิดปรากฏการณ์ #ชานมข้นกว่าเลือด ในสื่อสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์ ถึงประเด็นเขื่อนในแม่น้ำโขงอย่างแพร่หลาย โดยมีการหยิบยกมาเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย จีน และไต้หวัน
นอกจากนี้ ศาลอุทธรณ์ยังมีคำสั่งให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้รับฟ้องคดีแบบกลุ่ม สำหรับคดีน้ำตาลอุดมมีชัย ที่มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนได้มีการทำงานร่วมกับสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม ในการนำผู้เสียหายจากประเทศกัมพูชา 2 คน มาฟ้องบริษัทน้ำตาลในประเทศไทย อันเนื่องมากจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการถูกไล่รื้อที่ดิน จากกรณีการสัมปทานการปลูกอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาลในจังหวัดอุดมมีชัย ประเทศกัมพูชา ของบริษัทไทย ซึ่งถือเป็นการฟ้องคดีข้ามพรมแดนแบบกลุ่มเป็นคดีแรก ปัจจุบันภายหลังจากศาลมีคำสั่งรับฟ้องให้พิจารณาเป็นคดีแบบกลุ่ม คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการขั้นตอนการพิจารณาต่อไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ก็ทำให้ความหวังที่ว่า ศาลไทยสามารถพิจารณาพิพากษาคดีที่มีผลกระทบข้ามพรมแดนได้ ในคดีเขื่อนไซยะบุรี ก็ได้มลายหายไปกับคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาสำหรับคดี #เขื่อนปากแบง
แต่ถึงอย่างไร เราก็ยังคงมีความหวังว่าจะมีปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อคุ้มครองประชาชนผู้ได้รับผลกกระทบข้ามพรมแดนในสักวันหนึ่ง เนื่องจากคดีเขื่อนไซยะบุรียังคงอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด
- การได้รับความคุ้มครองและเยียวยาจากศาลยุติธรรมในคดีสิ่งแวดล้อม
แม้ว่า กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้คัดค้านการประกอบกิจการเหมืองทองคำในพื้นที่ จะต้องเผชิญกับการถูกฟ้องคดีไม่ต่ำกว่า 20 คดี ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ก็ตาม
แต่ก็มีคดีที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯได้ยื่นฟ้องเป็นคดีสิ่งแวดล้อมที่ศาลจังหวัดเลย ซึ่งเป็นคดีสิ่งแวดล้อมสำคัญ ที่ได้ขอให้สั่งให้บริษัทดำเนินการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เหมืองแร่ทองคำ และบริเวณโดยรอบซึ่งมีชุมชนอาศัยอยู่ ตลอดทั้งการขอให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนในค่าหาอยู่หากิน ค่าน้ำ และค่าเสียหายด้านสุขภาพและจิตใจ โดยคดีดังกล่าวเกิดมาจากการปรึกษาหารือร่วมกันกับชุมชน นักกิจกรรม นักวิชาการที่เคยมาตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในช่วงแรกก่อนสืบพยาน ผู้พิพากษาเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงไปเดินเผชิญสืบในพื้นที่ (การไปตรวจสอบสภาพพื้นที่) ดังนั้น ชุมชน นักกิจกรรม นักวิชาการ หน่วยงานราชการ จึงได้ร่วมกันรวบรวมสภาพพื้นที่เหมืองแร่ทองคำ ทั้งการทำถ่ายภาพและจัดทำเป็นรายงานความเห็นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเสนอต่อศาลในชั้นสืบพยาน เมื่อสืบพยานเสร็จสิ้น ปรากฏว่า ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องไปเดินเผชิญสืบในพื้นที่เอง และได้มีการลงพื้นที่ดูสภาพพื้นที่ในเหมืองทองคำโดยผู้พิพากษา จนในที่สุดได้มีคำพิพากษาให้กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯชนะคดี สั่งให้บริษัทเหมืองทองจ่ายค่าสินไหมทดแทนในส่วนต่างๆที่เรียกร้อง แม้จะไม่เต็มจำนวนที่ฟ้องร้อง แต่ได้ในทุกประเภทความเสียหายที่เรียกร้อง และที่สำคัญคือ ศาลสั่งให้มีการดำเนินการฟื้นฟูเหมืองแร่ทองคำ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน นักวิชาการ และหน่วยงานราชการ ด้วยงบประมาณของบริษัทเหมืองทองคำ จนกว่าสภาพแวดล้อมจะกลับฟื้นคืน ทำให้เห็นถึงการได้รับความคุ้มครองและเยียวยาจากศาลยุติธรรมในคดีสิ่งแวดล้อมที่มองเห็นว่า การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ
ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ในการต่อสู้ของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯนั้น พวกเขาต้องเผชิญกับการถูกฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา แต่ด้วยอาศัยความมั่นคงในหลักการการต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิด ทำให้การทำงานที่มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายต่อสู้คดีทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ปัจจุบันคดีต่างๆดังกล่าวได้เสร็จสิ้นไปแล้วในลักษณะที่ยกฟ้องเกือบทุกคดี ส่วนคดีที่แม้ไม่ยกฟ้องแต่ก็ไม่มีใครถูกลงโทษถึงขนาดต้องโทษจำคุกคงเพียงการลงโทษสถานเบา เนื่องจากศาลเห็นว่า การกระทำของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯเป็นการดำเนินการไปเพื่อปกป้องชุมชนปกป้องประโยชน์สาธารณะทั้งสิ้น นอกจากนี้ ถือได้ว่า คดีชนะทุกคดีแล้ว ในการไปศาลของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ ยังได้สร้างบรรยากาศที่ดีเกิดขึ้นในศาล เจ้าหน้าที่ศาลให้การต้อนรับอย่างดีขึ้น ยิ้มแย้ม ทักทายปราศรัย และให้ความช่วยเหลือที่เกี่ยวเนื่องกับคดีเป็นอย่างดี
- ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาได้รับการคุ้มครองโดยศาลปกครอง
คดีเกี่ยวกับการฟ้องให้ยุติโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นการทำคดีที่อยู่ในความสนใจของสื่อสาธารณะ ซึ่งแผนของโครงการ คือ การสร้างถนนกว้างข้างละ 10 เมตรเลียบ 2 ฝั่งในแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระยะทางยาวรวม 57 กิโลเมตร เป็นโครงการขนาดใหญ่สูงหลายหมื่นล้านบาท ทั้งๆที่โครงการนี้ไม่มีความจำเป็นในการเข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการสันทนาการเลยแม้แต่น้อย สาเหตุที่โครงการปรากฏอยู่ในสำนักข่าวหลายฉบับผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องมาจากเป็นโครงการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โครงการมีผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำ บ้านเรือน สถานที่ท่องเที่ยว และโบราณสถานริมน้ำกว่า 100 แห่ง ทำให้มีผู้คนหลากหลายอาชีพให้ความสนใจ และไม่เห็นด้วยกับโครงการ โดยคดีนี้ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มภาคประชาชนในกรุงเทพมหานครเป็นผู้ฟ้องคดี ซึ่งขณะนี้ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งคุ้มครองโครงการดังกล่าวไว้ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
- กำแพงกันคลื่น – กันคลื่นไม่ได้แต่ยังเพิ่มการกัดเซาะชายฝั่ง
CRC ได้ทำคดีฟ้องให้เพิกถอนโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง (กำแพงกันคลื่น) รวม 5 คดี เนื่องจากชุมชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่ที่เกิดโครงการไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นลงบนชายหาด โดยบางโครงการถึงขั้นที่ว่า ไม่มีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งใดๆ แต่กลับมีการเสนอให้มีการก่อสร้างโครงการกำแพงกันคลื่นบนชายหาด โดยอ้างว่า มีการกัดเซาะชายฝั่งจำเป็นต้องดำเนินโครงการ ทั้งๆที่แท้จริงแล้ว เป็นการไปขายความหวังให้ประชาชนบางกลุ่มที่คาดว่าจะได้ถนนหน้าบ้านของตน หาใช่การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแต่อย่างใด
โดยทาง CRC ได้ทำงานร่วมกับกลุ่ม Beach for Life ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่ทำงานติดตามเรื่องชายหาดมาโดยตลอด และทำงานร่วมกับนักวิชาการวิศวกรรมทางทะเลชายฝั่ง โดยค้นพบว่า สิ่งปลูกสร้างที่เป็นโครงสร้างแข็งที่ก่อสร้างลงบนชายหาดหรือริมชายหาดจะส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ถัดไปที่ไม่มีโครงการ ซึ่งแต่เดิมโครงการ #กำแพงกันคลื่น เป็นโครงการที่จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อนจะดำเนินโครงการ แต่เมื่อปีพ.ศ.2556 กลับมีการแก้ไขกฎระเบียบถอนโครงการดังกล่าวออกจากบัญชีโครงการที่ต้องทำ EIA ทำให้เป็นที่มาของการฟ้องคดี ซึ่งคดีที่ CRC ได้ฟ้องเพิกถอนโครงการบนหาดต่างๆ ได้แก่ หาดคลองวาฬ หาดชลาทัศน์ หาดอ่าวน้อย หาดม่วงงาม และหาดมหาราช ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำสั่งที่เป็นบรรทัดฐานในภายหลังด้วยการมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้มีการก่อสร้างโครงการในระหว่างการพิจารณาคดี โดยเฉพาะในกรณีหาดม่วงงาม ศาลมีคำวินิจฉัยที่เป็นแนวทางการคุ้มครองชายหาดจากโครงการกำแพงกันคลื่นในลักษณะที่น่าเชื่อว่า กำแพงกันคลื่นน่าจะส่งผลกระทบต่อชายหาดที่อยู่ในส่วนทางเหนือของพื้นที่โครงการ ไม่อาจจะป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้
- การก่อสร้างโครงการของหน่วยงานรัฐแม้ทำบนพื้นที่สาธารณะซึ่งเป็นของรัฐก็จะต้องได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กรณีนี้ เกิดขึ้นจากการที่มี #โครงการสายส่งไฟฟ้าจังหวัดน่าน เกิดขึ้นแล้วไปดำเนินการผ่านที่สาธารณะในชุมนุม ด้วยการไปก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่าน โดยไม่ได้ขออนุญาตจากหน่วยงานที่เป็นผู้ดูแลที่สาธารณะประโยชน์นั้น ทำให้ผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านในพื้นที่ดังกล่าวฟ้องคดีต่อศาลปกครอง จนศาลปกครองเชียงใหม่มีคำพิพากษาอย่างชัดเจนว่า แม้ที่ดินดังกล่าวจะเป็นที่สาธารณะก็ตามที่การเข้าใช้ประโยชน์ในที่ของรัฐโดยหน่วยงานรัฐเองก็จะต้องขออนุญาตจากหน่วยที่ที่ดูแลที่สาธารณะดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นไปตามหลักการแห่งประมวลกฎหมายที่ดินว่าด้วยการใช้ที่สาธารณะประโยชน์
ซึ่งไม่แตกต่างจากคำสั่งศาลปกครองเพชรบุรีที่พิพากษาใน #โครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวน้อย เนื่องจากโครงการก่อสร้างจะต้องมีการก่อสร้างลงบนที่ดินที่เป็นพื้นที่สาธารณะและมีลักษณะของการเปลี่ยนสภาพจากพื้นที่ชายหาดให้เป็นลานซีเมนต์และเป็นถนน แม้จะเป็นโครงการของหน่วยงานรัฐ แต่ก็จะต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลที่สาธารณะดังกล่าวด้วย และยังมีการวางบรรทัดฐานไว้อีกสำหรับคดีโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดชลาทัศน์ที่หากเจ้าของโครงการเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลพื้นที่เสียเอง ก็ยังจะต้องขออนุญาตไปยังหน่วยงานที่สูงกว่า เพื่อให้เกิดการอนุญาตการใช้พื้นที่สาธารณะอยู่ดี เห็นได้ว่า หน่วยงานรัฐไม่อาจจะดำเนินการใดๆในพื้นที่สาธารณะที่แม้จะดูเหมือนเป็นพื้นที่ของรัฐ แต่ก็ยังคงต้องขออนุญาตใช้พื้นที่เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ให้ดำเนินการโดยพลการได้
จากกรณีต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น การทำงานของมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมและกฎหมายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม สร้างแนวทางและบรรทัดฐานของการทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ สร้างการตระหนักรู้ว่า โครงการที่เกิดขึ้นเหล่านั้น มีจำเป็น และเหมาะสม หรือไม่ กระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน หรือไม่ และมีการคุ้มครองเยียวยาชุมชนผู้ได้รับผลกระทบเหล่านั้น อย่างไร
# ด้วยประสบการณ์ จากการทำงานของ CRC ในเรื่องการดำเนินโครงการพัฒนาต่างๆ นั้น พบปัญหาต่างๆที่เห็นว่า ควรจะเกิดความตระหนักและแก้ไข ดังต่อไปนี้
- การเร่งรัดการดำเนินโครงการ และการไม่ศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
พบว่า โครงการต่างๆมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐพยายามผลักดันโครงการ โดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือ แม้กระทั่งนักวิชาการ จนเป็นเหตุให้เกิดการคัดค้านโครงการ
– โครงการการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง กรณีหาดชลาทัศน์ และหาดอ่าวน้อย ที่รัฐยังคงยืนยันที่จะใช้โครงสร้างแข็ง ทั้งๆที่มีทั้งข้อมูลทางวิชาการ และแม้แต่คดีตัวอย่างให้เห็นว่า โครงสร้างแข็งนอกจากไม่สามารถป้องกันได้แล้ว ยังก่อให้เกิดการกัดเซาะมากขึ้น ซึ่งบริบทของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน คดีหาดชลาทัศน์ จังหวัดสงขลา ทางจังหวัดสงขลาอ้างว่าต้องเร่งรัดในการดำเนินโครงป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งการเนื่องจากเป็นหน้ามรสุม ทั้งที่ก่อนหน้านั้นได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นว่า และประชาชนมีข้อเสนอเป็นทางเลือกที่ 8 ว่า จะมีการเติมทราย (การเติมทรายถือว่ามีความเหมาะสมที่สุด) เนื่องจากในระหว่างการพิจารณาได้มีการเดินเผชิญสืบ และไต่สวนคู่กรณี ณ พื้นที่พิพาท รวมถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครอง จากการเจรจาที่จะมีการฝังแท่นคอนกรีตหลายร้อยท่อน ค่อยๆลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนเหลือการเติมทราย แม้คดีจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ในปัจจุบันหาดชลาทัศน์อยู่ระหว่างการเติมทรายที่ถือว่าเป็นโครงสร้างอ่อนอยู่
– โครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดอ่าวน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประชาชนในพื้นที่ต้องการสร้างถนนเข้าสู่บ้านพักอาศัยของตน แต่ได้มีการออกแบบสร้างเป็นเขื่อนป้องกันการกัดเซาะพร้อมถนน ทั้งๆที่พื้นที่ชายหาดดังกล่าวได้มีข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าว ถือว่าเป็นหาดสมดุล คือไม่มีการกัดเซาะ ระหว่างการฟ้องคดีทางโครงการได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว ได้มีการร้องขอให้ศาลเดินเผชิญสืบในพื้นที่ ศาลได้ลงเดินเผชิญสืบและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการต่อ ต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้มีการไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินให้ถูกต้องเสียก่อนที่จะดำเนินโครงการต่อ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด
– โครงการคลองผันน้ำไชยมนตรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันน้ำท่วม ใช้งบประมาณสูงถึง 9,600 ล้านบาท พบว่า มีความพยายามเร่งรัดให้เกิดโครงการ และไม่มีจัดทำการรายงานศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้ ปรากฏขึ้นจากคดีที่นักกิจกรรมที่ร่วมต่อสู้คัดค้านโครงการถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทจากผู้ว่าราชการจังหวัด โดยข้อมูลได้มาจากการเรียกพยานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาในสำนวนจนทำให้พบข้อเท็จจริงดังกล่าว
– โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ ทั้งในอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ที่ไม่มีการจัดทำรายงานศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA อย่างถูกต้อง และไม่มีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA จนนำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องให้มีการดำเนินการศึกษา และยังนำไปสู่การดำเนินคดีกับเครือข่ายเทใจให้เทพาไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน – คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดสงขลา ด้วยกฎหมายชุมนุมในที่สาธารณะ
ซึ่งทั้งสี่กรณีที่กล่าวมา เป็นกรณีที่มีการทำงานในทั้งเชิงรุกและเชิงรับ คือ 2 คดีแรกเรื่องโครงการป้องกันกัดเซาะชายฝั่งเป็นการฟ้องคดีเพื่อระงับโครงการในเชิงรุก ส่วน 2 คดีหลัง เป็นกรณีที่ถูกฟ้องคดีอันเนื่องมาจากการการใช้สิทธิต่อสู้คัดค้านโครงการในเชิงรับ ซึ่งพบว่า รัฐต้องการผลักดันโครงการโดยไม่ได้คำนึงถึงการใช้กฎหมายในการดำเนินการหรือการไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชน จนเป็นที่มาให้เกิดการคัดค้านโครงการดังกล่าว
- การจัดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่เป็นเพียงพิธีกรรมอย่างหนึ่งของโครงการ
ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่า ประชาคม ประชุม ประชาพิจารณ์ หรือ การจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ใดๆก็ตาม การจัดการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว นอกจากไม่รับฟังความเห็นของผู้เห็นต่างแล้ว ยังมีการปิดกั้นไม่ให้เข้าร่วมด้วย ยังพบว่า มีการประชาสัมพันธ์ให้เห็นความจำเป็นของโครงการต่างๆ เพื่อผลักดันโครงการ ทั้งๆที่เป็นโครงการที่พบว่าไม่มีความจำเป็น ไม่เหมาะสม หรือขาดกระบวนการมีส่วนร่วม เช่น
– โครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ที่กรุงเทพมหานคร ที่ดำเนินการจัดการรับฟังความคิดเห็นหลายครั้ง แต่กลับไม่นำความคิดเห็นของประชาชนไปใช้ในการตัดสินใจว่า โครงการมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการดังกล่าวหรือไม่ แต่กลับมีการอนุมัติให้มีการดำเนินโครงการ
– โครงการคลองผันน้ำไชยมนตรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ทราบว่า ได้มีการดำเนินโครงการดังกล่าวอยู่ โดยมีการรับฟังความคิดเห็นในปี 2555 แต่ดำเนินเร่งรัดดำเนินโครงการในปี 2562
– โครงการเขื่อนไซยะบุรี ตั้งอยู่ในประเทศลาว ที่ต้องมีการจัดการรับฟังความคิดเห็น ตามระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง ตามข้อตกลงแม่น้ำโขงแห่งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งมีการจัดประชุมเพียงแค่ 3 จังหวัดที่ติดริมน้ำโขงเท่านั้น ทั้งๆที่มี 8 จังหวัดที่ติดริมน้ำโขง และเมื่อมีการวางแผนสร้างเขื่อนอื่นๆอีก ก็มีเพียงการจัดแค่ 3 จังหวัดเท่านั้น
– โครงการเหมืองทองคำ จังหวัดเลย ในพื้นที่ภูเหล็ก เกี่ยวกับรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตร ได้มีการเลื่อนการจัดการเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.1 มากกว่า 7 ครั้ง และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นนอกพื้นที่ ไม่มีการแจ้งให้แก่ประชาชนทราบล่วงหน้า 1 เดือน หรือเผยแพร่ข้อมูลอย่างน้อย 15 วัน ตามกฎหมาย ไม่มีการส่งจดหมายเชิญผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วม แต่กลับมีการใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาความปลอดภัย รั้วลวดหนามปิดกั้น เอารถบรรทุกกีดขวาง เป็นการขัดขวางผู้มีส่วนได้เสีย ในวันจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แล้วยังมีการนำพนักงานของบริษัทตนเอง 719 คน เข้าร่วม ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตนเอง จนศาลมีคำพิพากษาว่า เป็นการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องดำเนินการจัดทำใหม่
– กรณีเหมืองลิกไนต์บ้านแหง จังหวัดลำปาง ไม่มีการประชาสัมพันธ์โครงการ บันทึกการประชุมประชาคมหมู่บ้านไม่ตรงตามความเป็นจริง มีการถ่ายรูปที่ชาวบ้านยกมือไปอ้างว่าชาวบ้านเห็นด้วยกับโครงการ ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่กรณีนี้ชาวบ้านได้มีการบันทึกวิดีโอตลอดเหตุการณ์ดังกล่าว จนเป็นหลักฐานใช้ในการฟ้องคดี จนทำให้ภายหลังชาวบ้านในชุมชนต้องจัดทำประชุมประชาคมใหม่เพื่อมีมติไม่เอาเหมืองแร่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ออกมติสภาตามมติของชุมชนใหม่
จากกรณีที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า การรับฟังความคิดเห็นมีปัญหาอย่างมากในการที่จะดำเนินโครงการในชุมชน ซึ่งเชื่อว่า หากมีการดำเนินการให้ถูกขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่ว่าจะมีการประชาสัมพันธ์อย่างถูกต้อง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างเหมาะสมเข้าใจง่าย และไม่ปกปิดข้อมูล ส่งจดหมายเชิญให้ทุกคนมาเข้าร่วม เพื่อแสดงความคิดเห็นและยอมรับความเห็นของชุมชน จะไม่เกิดปัญหาเลยแม้แต่น้อย และหน่วยงานก็จะได้ข้อมูลที่รอบด้านเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาว่าจะอนุมัติโครงการหรือไม่ โครงการเหมาะสมหรือไม่
- การจ่ายค่าชดเชยในการเยียวยาผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่างๆยังที่ไม่เป็นธรรม
โดยเฉพาะการให้ถูกบังคับให้ยินยอมให้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน เมื่อมีการดำเนินโครงการในพื้นที่ใด โดยอ้างว่า เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของชาติ ได้ถูกนำมาลดทอนความเสียหายที่ควรจะได้รับ ซึ่งตามหลักการเวนคืนไม่ว่าจะเป็นตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเวนคืนที่ดินกำหนดให้ต้องชดเชยค่าทดแทนที่เป็นธรรมสำหรับโครงการของรัฐ ส่วนโครงการเอกชนก็ควรต้องมีการซื้อขายที่ดินอย่างถูกต้อง จริงใจ และเป็นธรรมเช่นกัน แต่จากหลายกรณีพบว่า การซื้อที่ดินจากชาวบ้านกลับมีกระบวนการนายหน้าไปกว้านซื้อที่ดินและได้รับค่าชดเชยที่ไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม และในบางกรณีพบปัญหาว่า ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทั้งๆทำกินในที่ดินที่ตกทอดมาจากปู่ย่าตายายทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเยียวยาจากการสูญเสียที่ดิน โดยมีกรณีตัวอย่าง ดังนี้
– โครงการสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง จังหวัดน่าน จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งโครงการก่อสร้างผ่านที่ทำกิน บ้านเรือน ของประชาชน ปรากฏว่า เจ้าของที่ดินที่ถูกสายส่งพาดผ่านได้รับค่าชดเชยเท่ากับราคาประเมินที่ใช้ในการกำหนดค่าธรรมเนียมในการทำนิติกรรมที่ดินเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงราคาประเมินจะถูกกว่าราคาซื้อขายที่แท้จริงหลายเท่าตัว อีกทั้ง การกำหนดค่าชดเชยสิ่งปลูกสร้าง และพืชผล ต้นไม้ ก็ไม่ตรงกับความเป็นจริง และร้ายแรงที่สุดที่ดินที่ถูกรอนสิทธิซึ่งไม่สามารถที่จะนำไปใช้ได้อีกอย่างเต็มที่ เช่น ที่ดินถูกผ่าครึ่ง ที่ดินหายเป็นเกินกว่า 80% กลายเป็นเศษเสี้ยว และถูกห้ามต่างๆมากมายในกรณีที่สายส่งพาดผ่าน ซ้ำร้ายเงินค่าชดเชยได้มาน้อยมากจนไม่สามารถหาซื้อที่ดินผืนใหม่ที่ขนาดเท่าเดิมมาใช้ประโยชน์ได้ดังเดิมได้ โดยที่หากมีการฟ้องคดีเรียกค่าทดแทนเพิ่ม ชาวบ้านกว่าจะได้รับเงินค่าชดเชยจากกรณีดังกล่าวก็ต้องฟ้องคดีอย่างยาวนาน บางคดีเกือบ 8 ปีตั้งแต่เริ่มมีการต่อสู้ ในบางคดียังไม่แล้วเสร็จ บางคดีเพิ่งเริ่มต้น ซึ่งมูลนิธิให้ความช่วยเหลือในกรณีนี้มากกว่า 50 คดี
– กรณีโครงการอ่างเก็บน้ำวังตาหงา จังหวัดสตูล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอ้างว่าชาวบ้านได้มีการสละที่ดินเพื่อให้ดำเนินโครงการดังกล่าว แต่ปรากฏว่า ชาวบ้านเขียนและอ่านหนังสือไม่ได้ เมื่อก่อสร้างโครงการไปทั้งเป็นอ่างเก็บน้ำ สวนสาธารณะ ลานกีฬาเอนกประสงค์ และห้องน้ำ แล้วเสร็จ พื้นที่ดังกล่าวกลับกลายเป็นแหล่งมั่วสุมและไม่ได้ใช้งานปล่อยทิ้งร้างไว้ จนชาวบ้านต้องฟ้องเรียกที่ดินคืนและเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากไม่เคยยินยอมให้มีการก่อสร้างในที่ดินของตน ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา ให้ชาวบ้านได้รับค่าชดเชยในที่ดิน และต้นไม้ หลังจากโครงการดำเนินการแล้วเสร็จเกือบ 10 ปี
– กรณีเหมืองแร่ลิกไนต์บ้านแหง จังหวัดลำปาง ในปี 2551 บริษัทเอกชนอ้างว่าต้องการเข้ามาทำวนเกษตรในพื้นที่ ได้กว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้าน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ดินปฏิรูปเพื่อการเกษตร (ที่ดิน สปก.) และไม่มีเอกสารสิทธิ โดยอ้างว่าเพื่อจะนำไปปลูกป่า ชาวบ้านบางส่วนจึงยอมขายที่ดินให้ แต่กลับกลายเป็นว่าบริษัทนำที่ดินดังกล่าวเพื่อมาทำเหมืองแร่ลิกไนต์ จนทำให้เกิดการร้องเรียนของชุมชนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วมีการฟ้องคดีไปยังศาลปกครอง เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายไม่ได้ให้อำนาจนำเอาพื้นที่สปก.ไปทำเหมืองแร่ได้ ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา ห้ามนำที่ดินปฏิรูปเพื่อการเกษตรไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่นนอกจากเกษตรกรรม
จากกรณีที่กล่าวมาข้างต้น การดำเนินโครงการที่อ้างว่า เพื่อการจัดทำประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อประกอบธุรกิจที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ แต่ไม่มีการจ่ายค่าชดเชยที่เป็นธรรม และคุ้มค่า ให้แก่ประชาชาชน หรือ ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ชาวบ้านต้องไปใช้สิทธิทางศาล เพื่อให้ได้รับเงินค่าชดเชยที่มากขึ้นแต่ก็ยังคงน้อยอยู่ดีในการซื้อที่ดินผืนใหม่ และนานเกินไป ศาลปกครองก็มิได้กำหนดราคาค่าทดแทนที่มากกว่าไปราคาประเมินเพื่อทำนิติกรรม และยังนำเอาเรื่องเพื่อประโยชน์สาธารณะมาใช้ในการวินิจฉัยเพื่อไม่กำหนดค่าทดแทนเพิ่มอีกด้วย
ในมุมมองของผู้เขียนมองว่า แม้ว่าจะมีผู้คนต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมจำนวนมากน้อยเท่าใดก็ตาม แต่สิ่งที่ทุกคนกำลังมุ่งหวังในขณะนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากงานที่ทำด้านสิทธิมนุษยชนของตนเอง แม้ว่าจะมีข้อจำกัดทั้งจำนวนคนทำงาน งบประมาณที่ไม่เคยพอในแต่ละปีขององค์กร คนทำงานอาจจะได้ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับคุณสมบัติและความคาดหวังจากคนในครอบครัว และการมีแรงกดดันในการทำงาน ก็ตาม แต่ที่ผ่านผลจากการทำงานของเราทำให้เกิดกำลังใจในการทำงาน เราเชื่อว่า การทำงานของเราก่อให้เกิดประโยชน์และการเปลี่ยนแปลงของสังคม การสร้างความเป็นธรรม ความสงบสุขแก่สังคม ในส่วนของชุมชนที่ร่วมด้วยในการทำงานพบว่า แต่ละชุมชนที่เราทำงานด้วยมีการเปลี่ยนแปลงในด้านที่ดีขึ้น แต่ละชุมชนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อยในการต่อสู้ของตัวชุมชนเองและมีความเข้มแข็งมากขึ้น ในส่วนของกฎหมายก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างจากการที่กล่าวมา แต่ก็ยังมีอีกหลายส่วนที่จะต้องพัฒนากันต่อไป และยังมีปัญหาที่พบอยู่ในปัจจุบัน คือ มีการใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในการกลั่นแกล้งฟ้องคดี ไม่ว่าจะเป็นข้อหาหมิ่นประมาท ข้อหาบุกรุก ข้อหาทำให้เสียทรัพย์ กฎหมายชุมนุมสาธารณะ กฎหมายคอมพิวเตอร์ หรือการแกล้งฟ้องคดีทางแพ่งเรียกค่าเสียหายในอัตราอย่างสูงเป็น 50-60 ล้านบาท ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดี หรือ การคุกคามด้วยการใช้กระบวนการยุติธรรม (Judicial Harassment) หรือ การฟ้องคดีปิดปาก (Strategic Litigation Against Public Participation: SLAPP) ที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักปกป้องสิ่งแวดล้อมยังต้องเผชิญ ยังมีเรื่องการทำงานของกองทุนยุติธรรมที่ล่าช้าและไม่ครอบคลุมเพียงพอที่ช่วยเหลือประชาชนและนักปกป้องสิทธิฯได้ สิ่งเหล่านี้ยังต้องได้รับการแก้ไข การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การสร้างความมั่นใจในการเคารพต่อหลักการสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำและแก้ไขและพัฒนาให้มันดีขึ้นต่อไป แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะดูเหมือนภาพของสังคมประเทศไทย ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่เป็นธรรม ที่เท่าเทียม ที่เคารพหลักการสิทธิมนุษยชน ที่เคารพสิทธิชุมชน ที่เคารพต่อการกำหนดเจตจำนงแห่งตน และที่ปกป้องสิ่งแวดล้อม จะดูเหมือนยังไม่เห็นอย่างแน่ชัด แต่มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนจะค่อยๆทำ ค่อยๆเปลี่ยนแปลง ค่อยๆสร้างสรรค์ เพื่อสังคมในอุดมคติของที่หวังอย่างแท้จริงจะปรากฏต่อไป
# ขอบคุณ ทีมงาน CRC ทั้งที่เคยทำงานร่วมกัน และที่ยังร่วมทำงานกันต่อไป ที่ทำให้งานของ CRC เดินหน้ามาจนถึงทุกวันนี้
– อนุสราวดี มฤคศิรมาส (ปอ)
– บุศรา สิงหบุตร (ก้อย)
– พวงมณี จันต๊ะเวียง (อ้อม)
– วีรวัฒน์ อบโอ (กอล์ฟ)
– เฉลิมศรี ประเสริฐศรี (เลิฟ)
– อัญมณี ตันรัตนะ (แหวน)
– วสี ภูเต็มเกียรติ (เตย)
– สมสกุล ศรีเมธากุล (ตาล)
– กานต์ ตามี่ (แน๊ต)
– สุนทร ลิ่มหลัก (เด่น)
– ทิตศาสตร์ สุดแสน (เป้)
– ประภาพรรณ สีหาฤทธิ์ (เจี๊ยบ)
– ธีระพันธุ์ พันธุ์คีรี (เจี๊ยบ)
– ชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ (เจี๊ยบ)
– อธิวัฒน์ เส้งคุ่ย (ลุฟท์)
– กานต์สินี อุไรรัตน์ (มุก)
– ส.รัตนมณี พลกล้า (สอ)
– Prashant Singh (ประชานต์)
# ขอบคุณคณะกรรมการที่สนับสนุนการทำงานของ CRC ตลอดมา
– คุณสุนี ไชยรส ประธาน
– อ.ประสาท มีแต้ม รองประธาน
– อ.โอภาส ปัญญา กรรมการ
– คุณชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ กรรมการและเหรัญญิก
– คุณรัษฎา มนูรัษฎา กรรมการ
– คุณสุวิทย์ กุหลาบวงศ์ กรรมการ
– ดร.อาภา หวังเกียรติ กรรมการ
– คุณธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี กรรมการ
– คุณส.รัตนมณี พลกล้า กรรมการและเลขานุการ
CRC พร้อมทำงานไปร่วมกันกับชุมชนและภาคประชาสังคม “เพื่อสร้างการเข้าถึงความยุติธรรม เพื่อการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและสงบ” ต่อไป
—–
มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน


