
“นายฮ้อยทมิฬ” เป็นนวนิยายรางวัลชมเชยจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๒๑ โดยนักเขียนรางวัลซีไรต์คนแรกของประเทศไทย “คำพูน บุญทวี”
นายฮ้อย ตามที่นวนิยายกล่าวถึง นั้นหมายถึง ผู้ที่เป็นหัวหน้าในการค้าขาย เป็นผู้ที่มีบารมี มีอำนาจรู้จักเส้นทางการค้าขายเป็นอย่างดีเป็นที่เกรงขาม และชาวบ้านให้ความนับถือ สาเหตุที่เรียกนายฮ้อยเนื่องจากในสมัยก่อนนั้นรูปแบบของการค้า มีทั้งแบบแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของและการใช้เงินตรา เงินตราในสมัยก่อนนิยมใช้เงินเหรียญเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน การเก็บรักษาเงินของพ่อค้าในสมัยนั้น ใช้ผ้าเย็บเป็นถุงขนาดกว้างพอเหมาะกับความกว้างของเงินเหรียญ แล้วเอาเงินเหรียญบรรจุลง ชาวบ้านเรียกถุงเงินแบบนี้ว่า ถุงไถ่ เวลาพ่อค้าเดินทางไปค้าขายก็มักจะเอาถุงไถ่ร้อยเป็นพวงสอดเข้าแขนบางทีก็พันไว้รอบเอว หรือไม่ก็เอาคล้องไว้ที่คอม้า พ่อค้าที่พกเงินถุงไถ่ไปค้าขายจึงถูกเรียกว่า นายร้อย หรือ นายฮ้อย ในภาษาอีสาน
คำพูน บุญทวี ได้ถ่ายทอดชีวิตของผู้นำในกองคาราวานค้าควาย เดินทางคุมขบวนวัวและควายจากอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ก่อนปี ๒๕๐๐ ความแห้งแล้งทวีความรุนแรง ความหวังเดียวของชาวบ้านอยู่ที่ นายฮ้อยเคน นายฮ้อยค้าควายผู้มีความชำนาญพาทัพควายเดินทางผ่านที่กันดาร ชาวบ้านนับถือเขาว่าเป็นคนหนังเหนียว สู้ได้ทั้งโจรและสัตว์ อยู่ยงคงกระพัน สัตว์มีพิษไม่กล้าเข้าใกล้ ผีสางนางไม้ก็ปราบได้ แม้ควายและลูกน้องเจ็บป่วย ก็ใช้สมุนไพรรักษาหาย จนถูกขนานนามว่า “นายฮ้อยทมิฬ”
นายฮ้อยทมิฬ จึงเป็นแง่มุมใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครเขียนถึงมาก่อน เมื่อนำเสนอออกไปจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก จนถูกนำมาสร้างเป็นละครย้อนยุค บทพูดใช้ภาษาอีสานในการดำเนินเรื่องทั้งหมด เป็นละครโทรทัศน์ ๒ ครั้ง เมื่อ ปีพ.ศ. ๒๕๔๔ และ ปีพ.ศ. ๒๕๖๐
ทำไมนายฮ้อยอีสานต้องไปค้าขายที่เมืองล่าง (ภาคกลาง)
นับตั้งแต่สนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ.๒๓๙๘ เป็นต้นมา ชาวนาในภาคกลางพยายามขยายพื้นที่การเพาะปลูกให้กว้างขวางขึ้น เนื่องจากข้าวกลายเป็นสินค้าออกโดยเสรี อันหมายถึงชาวนาจะได้เงินตราเพิ่มขึ้น การทำนาจึงเปลี่ยนจากระบบการปลูกข้าวแบบเลี้ยงตัวเอง กลายมาเป็นระบบเศรษฐกิจเพื่อการค้า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคกลางได้มีการขยายพื้นที่การเพาะปลูกโดยชาวนาเอง คือ ทำพื้นที่จากป่าหรือพงหญ้าให้เป็นนา มีพื้นที่ประมาณ ๔.๓ ล้านไร่ และมีการขยายพื้นที่การเพาะปลูกโดยการขุดคลองซึ่งกระทำโดยทั้งรัฐบาลและเอกชน คลองสายสำคัญดังเช่น คลองรังสิต และคลองแยก เป็นต้น ฯลฯ แต่ในทางกลับกัน แรงงานในการทำนารวมถึง วัว ควาย ที่ต้องใช้ไถนากลับขาดแคลนอย่างมาก จึงต้องจ้างแรงงานจากที่อื่นมาทำนาและมีความต้องการนำเข้า วัว ควาย
อีสานเองก็มีการเปลี่ยนแปลงหลังมีสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ที่ทำให้ระบบทุนนิยมแผ่ไปทั่วประเทศนั่นรวมถึงอีสานด้วย ดังนั้น ความจำเป็นด้านการแสวงหาเงินตราจึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะในภาคอีสานนั้นสภาพเศรษฐกิจยังเป็นแบบเลี้ยงตัวเอง การผลิตมีปริมาณไม่มากและลู่ทางในการหาเงินก็มีน้อย จึงทำให้ชาวอีสานลงมาทำนารับจ้างในแถบภาคกลางปีละหลายพันคน ส่วนชาวนาที่กรุงเทพเองที่นิยมจ้างแรงงานอีสานก็เนื่องด้วยเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกกว่าการจ้างแรงงานในกรุงเทพด้วยกันเอง
โดยการเดินทางของคนอีสานนำ วัว ควาย ไปขายกรุงเทพ จะอยู่ภายใต้การนำของ “นายฮ้อย” ซึ่งโดยผู้ที่จะได้รับชื่อเรียกขานว่า นายฮ้อย ได้ จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นที่ยอมรับ ในการนำวัวไปขายได้ และกลับมาบ้านอย่างปลอดภัย อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๓ รอบ จึงจะได้รับการยกย่องให้เป็น “นายฮ้อย” โดยนายฮ้อยหนึ่งคนจะคุมคนตั้งแต่ ๑๗ ถึง ๑๒๐ คน ได้ค่าจ้างนำมาเป็นรายบุคคลตั้งแต่ ๒ บาทถึง ๑๐ บาท
สำหรับการเอาวัวควายจากอีสานไปขายภาคกลางในสมัยนั้น การเดินไปกว่าจะถึงแหล่งขายลำบากมาก บางครั้งเกิดวัวควายเจ็บป่วยล้มตายจนขาดทุนป่นปี้ก็มี หรือวัวควายเกิดเจ็บป่วยแล้วรักษานานหาย ต้องขายขาดทุนก็มี บางครั้งเกิดโจรผู้ร้ายวางแผนแย่งชิงเอาไปก็มี บางครั้งเกิดการต่อสู้กับพวกผู้ร้าย ถูกบาดเจ็บไปก็มี เกิดต่อสู้กันถึงตายก็มี บางครั้งเกิดไปผ่านอหิวาตกโรค หรือ ฝีดาษ ซึ่งกำลังเกิดระบาดระหว่างทาง โดยมากมักเป็นบ่อยที่โคราช เกิดป่วยหรือตายด้วยโรคระบาดนั้นก็มี จนเป็นคำร่ำลือที่ว่า “ใครผ่านดงพญาไฟไปได้ ถือว่ายอดคน”
ความคิดและความเชื่อของนายฮ้อยอีสาน ในเรื่องของความคิดของนายฮ้อยเกี่ยวกับการค้านั้น ไม่มีการพัฒนารูปแบบให้ดีขึ้นเท่าที่ควร เนื่องจากนายฮ้อยที่เดินทางไปค้าขายต่างแดนนั้นจะไม่นิยมซื้อสินค้ากลับมาขายยังถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ แต่จะซื้อเพียงของฝากติดมือมาเท่านั้น เนื่องจากนายฮ้อยอีสานไม่นิยมการค้าขายเพื่อมุ่งสร้างกำไรและมุ่งเร่งสร้างทุน แต่ส่วนใหญ่แล้วนายฮ้อยจะเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทเป็นผู้ได้นำเอาวัฒนธรรมจากต่างถิ่นเข้ามา เห็นได้จากการที่นายฮ้อยได้นำเอาวัฒนธรรมต่างๆ จากภาคกลางเข้ามา เช่น ภาษาพูด ค่านิยม หรือแนวคิดใหม่ๆ ทำให้วัฒนธรรมเหล่านี้ได้แพร่ขยายเข้าสู่อีสาน และการที่นายฮ้อยได้ต้อนวัวควายไปค้าขาย และการที่ชาวอีสานได้มีโอกาสทำการติดต่อค้าขายหรือไปรับจ้างทำนาในกรุงเทพโดยการที่นายฮ้อยได้นำพาไปนั้น จึงเป็นการแลกเปลี่ยนทั้งทางสังคมและวัฒนธรรมในเวลาต่อมาได้เด่นชัดมากขึ้น
ส่วนในเรื่องของความเชื่อของนายฮ้อย จะมีความเชื่อทางไสยศาสตร์ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละบุคคล ความเชื่อส่วนใหญ่จะออกมาในรูปของเครื่องรางของขลัง ฤกษ์ยาม ผีสางเทวดา เห็นได้จากการที่จะเคลื่อนขบวนคาราวานในแต่ละครั้งนายฮ้อยจะประกอบพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อเป็นศิริมงคลทุกครั้ง เช่น มีการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่นายฮ้อยและผู้ที่ติดตามตลอดจนฝูงควาย
อีสานกับความไม่เปลี่ยนแปลง
บทบาทของนายฮ้อยเริ่มเสื่อมลงเนื่องมาจากการคมนาคมมีความสะดวกสบายขึ้น กล่าวคือ ในช่วงหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ รัฐบาลได้ทำการสนับสนุนให้มีการคมนาคมทางบกอย่างเต็มที่ มีเส้นทางรถไฟผ่าน การคมนาคมทางบกเริ่มมีความทันสมัยขึ้น คนเริ่มนิยมทำการค้าขายโดยใช้รถไฟเป็นหลัก เพราะมีความสะดวกสบาย ประหยัดเวลาในการขนส่ง แทนที่จะเดินเป็นคาราวานต้อนวัวควายไปขาย ก็เปลี่ยนมาเป็นต้อนขึ้นรถไฟไปขายก็จะสะดวกมากกว่า นี่เป็นสาเหตุทำให้นายฮ้อยแบบเก่าเริ่มสูญหายไป ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นมา จนถึงนายฮ้อยยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนผ่านมาเป็นการขายตามตลาดนัดโคกระบือ โดยนายฮ้อยยุคปัจจุบันต้องมีเทคนิคการซื้อขายและมีเทคนิคการต่อรอง โดยมุ่งเน้นนำเนื้อโคกระบือไปบริโภคทำเป็นอาหารมากกว่านำไปใช้งานอุปโภคอย่างแต่ก่อน
บทบาทภาพจำของ “นายฮ้อย” ในหนังสือของ คำพูน บุญทวี และ ละครนายฮ้อยทมิฬ จึงมิใช่เพียงตัวละครที่เก่งกาจหรือเพียงสะท้อนถึงเรื่อง ไสยศาสตร์ ผีสางเทวดา เพียงเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงเศรษฐกิจ ความแล้งแค้น การเดินทางมาแสวงโชค หางานทำต่างถิ่นของคนอีสาน ที่ปัจจุบันก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าใดนัก คนอีสานขึ้นชื่อว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดของแรงงานอพยพในกิจการแทบทุกประเภท บางจังหวัดของภาคอีสาน ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีคนไปขายแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงคนทำงานบ้าน ลูกจ้างในร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน ล้วนแต่ได้แรงงานจากภาคอีสานเป็นกำลังหลัก แม้แต่ในภูมิภาคอื่นๆ ที่ต้องการแรงงานทำงานในไร่อ้อย สวนผลไม้ สวนกาแฟ และแรงงานในเรือประมง คนอีสานคือแรงงานขนาดใหญ่ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบกิจการทั่วทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบัน คนอีสานยังคงดิ้นรนทำมาหากินในทุกรูปแบบ และไปในทุกที่ซึ่งมีงานให้ทำ แต่การเติบโตของระบบตลาด วัฒนธรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในยุคทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ที่เข้าสู่ชนบท ทำให้วิถีการทำมาหากินของคนชนบทอีสานเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ชาวนาอีสานที่สามารถทำนาได้ข้าวมากพอขายเลี้ยงชีพ คือ ชาวนายุคใหม่ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและแรงงานรับจ้าง ในขณะที่การปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิดทำภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา เช่น อ้อย มันสำปะหลัง แม้เวลาจะล่วงเลยมานาน นายฮ้อยเองก็เปลี่ยนบทบาทไปจากเดิมแล้ว อีสานก็ยังคงแล้งอยู่ งานในท้องถิ่นก็ยังไม่มีเพียงพอให้คนท้องถิ่น อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างตรงที่ไม่ใช่แรงงานที่มาทำนา (เนื่องจากการใช้เครื่องจักรแทน) แต่ยังคงเป็นแรงงาน ลูกจ้าง กรรมกร ในต่างถิ่นอยู่เช่นเดิม แรงงานอีสานยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากนัก
บทความโดย ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน


