ภาพยนตร์ “ฝ่าหมอกพิษ ภารกิจรัก” กล่าวถึงกรณีคนร้ายขับรถบรรทุกสิบล้อไปทิ้งสารพิษอันตรายใจกลางเมืองที่มีชุมชนและตึกสูงอย่างหนาแน่น ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยเมื่อสูดดมสารพิษเข้าไปแล้วจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ในเวลาต่อมา เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ได้มีการแจ้งเตือนให้รับมือสถานการณ์ดังกล่าวเป็นข้อความผ่านทางโทรศัพท์ และหน่วยงานรัฐได้ดำเนินการจัดทำตามแผนอพยพอย่างเร่งด่วนในสภาวะวิกฤติและประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติทันที เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายได้ ดูมีการจัดการที่ดี โดยมีสถานีโทรทัศน์พยายามหาข่าวและข้อมูลคำแนะนำเบื้องต้นเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้อย่างทันท่วงที ภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึงการรับมือกับภัยพิบัติโดยมีแผนรองรับจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและการให้ข้อมูลต่อประชาชนที่ทำให้การจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่กรณีดังกล่าวก็เป็นเพียงภาพยนตร์ที่เป็นเหตุการณ์สมมุติขึ้นเท่านั้น

จากภาพยนตร์หันมาสู่เหตุการณ์ที่เกิดจริงในประเทศไทย ไม่มีใครคาดคิดว่าจะต้องพบเจอ เช่น กรณีเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล ที่อ่าวระยอง ครั้งใหญ่ที่สุดของไทย ปี 2556 ปรากฏว่าไม่ได้มีการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติ หน่วยงานไม่มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนได้รับทราบ ไม่เคยมีการซักซ้อมแผนปฏิบัติการป้องกันเหตุการณ์ ไม่มีอุปกรณ์ในการรับมือสถานการณ์อย่างทันท่วงที ไม่มีตรวจสอบท่อขนส่งน้ำมัน หรือจัดทำรายงานตรวจสอบประจำปี ไม่มีข้อมูลแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์ให้ประชาชนได้ทราบและระมันระวัง ข้อมูลจากสื่อที่เผยแพร่ระบุว่า น้ำมันดิบ 50,000 ลิตร รั่วไหลในทะเล แต่มีการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์มาคำนวณจากภาพที่เป็นร่องรอยในทะเลพบว่ามีปริมาณที่มากกว่านั้น

นอกจากนี้ในการกำจัดน้ำมันดิบมีการใช้สารเคมีคาดว่ามีการใช้ปริมาณมากกว่าที่กำหนดไว้ ตามแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ ทำให้น้ำมันและสารเคมีจมลงสู่ท้องทะเล ข้อมูลที่สำคัญนี้ไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนในการจัดการกำจัดน้ำมันที่รั่วลงทะเลด้วยสารเคมี ในเวลาต่อมาได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งจนถึงปัจจุบันชาวบ้านยังคงพบเหตุการณ์ผิดปกติ ไม่ว่าจะมีก้อนทาร์บอนหรือน้ำมันดิบลอยมาติดอยู่บนหาดเป็นระยะ สัตว์น้ำตายในอุปกรณ์ประมง และร้ายแรงที่สุดของสัตว์น้ำ คือ ปลามีรูปร่างผิดปกติ มีก้อนเนื้อตามตัว ปลาตาบอด และอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลักษณะปกติ แม้จะมีการเข้าไปช่วยเหลือของหน่วยงานราชการและเอกชน แต่เป็นเพียงระยะสั้นและเบื้องต้นที่ไม่เพียงพอ ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวของอ่าวระยองที่ ต้องได้รับการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิม นั้นยังไม่เห็นชัดเจน ซึ่งปัจจุบันชาวประมงพื้นบ้านยังไม่อาจจับสัตว์น้ำได้เหมือนที่เคยได้ก่อนเกิดเหตุการณ์

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำทุกปีที่ ไม่ว่าจะเป็นภัยหนาว ที่มีการแจกผ้าห่ม ในทางภาคเหนือและภาคอีสานตอนบน ซึ่งมักมีข่าวทุกปีว่ามีคนหนาวตาย น้ำท่วมที่มีทั้งความเสียหายต่อทรัพย์สิน พืชผลต้นไม้ หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิต รวมถึงสถานการณ์ลมมรสุมที่พัดทางใต้ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง ในทั้งสามกรณีดังกล่าวมักมีการใช้วงเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหา เรื่องเหล่านี้เป็นภัยพิบัติ แต่ไม่ได้เป็นกรณีที่เพิ่งเกิด หรือไม่เคยรู้ว่าจะเกิด เป็นกรณีที่ทั้งๆที่ทราบดีอยู่แล้วว่า เหตุการณ์ดังกล่าวต้องมีการเผชิญหน้าเหตุการณ์ซ้ำๆเดิมๆ แต่ปรากฏว่า ไม่เห็นว่ามีกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติใดๆที่จะทำไว้เป็นแผนรองรับที่จะเกิดขึ้นซ้ำ ไม่มีการวางรูปแบบการแจ้งเตือนหรือการให้ข้อมูลเพื่อให้เกิดการเตรียมการอย่างชัดเจนและทั่วถึงใด ๆ

แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของใครควรมีกฎหมายใด แท้จริงควรต้องเริ่มจากหน่วยงานราชการที่ต้องมีการแจ้งเตือนให้ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนรับทราบอย่าวทั่วถึง และมีหน่วยงานราชการต้องตระเตรียมแผนไว้รองรับอย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่ แม้แต่สถานการณ์ฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่มาพร้อมกับความหนาวในเกือบทุกปีในปัจจุบันนี้ ก็เช่นกัน เราจะเห็นหน่วยงานราชการจะแก้ปัญหาด้วยวิธีแบบเดิมๆอีกหรือไม่ เช่น ฉีดน้ำดักฝุ่น ซึ่งมีผลน้อยมากในการลดฝุ่นดังกล่าว ในที่สุดกรณีที่เกิดขึ้นทุกปีเช่นนี้ ส่งผลต่อคนจนที่ไม่มีเงินในการเตรียมการรับมือ ไม่มีเงินซื้อผ้าห่ม เสื้อผ้า ซ่อมบ้าน ซื้อเครื่องฟอกอากาศราคาแพง หรือแม้กระทั้งซื้อหน้ากากกันฝุ่น สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องจัดการเอง ทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคุ้มครองประชาชนจากภัยพิบัติ

จากที่กล่าวถึง ไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดจากการกระทำของมนุษย์ก็ดี ธรรมชาติก็ดี แล้วมีกฎหมายใดมาปรับบทใช้ในกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่จะบอกว่าเหตุการณ์นั้นถือว่า เป็นภัยพิบัติแล้วหรือไม่ และรัฐต้องจัดการรับมืออย่างไร

เท่าที่ลองค้นดูพบว่า มีระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วย เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ซึ่งได้กำหนดความหมายของภัยพิบัติไว้

“ภัยพิบัติ หมายความว่า สาธารณภัย อันได้แก่ อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง ภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง ภัยจากลูกเห็บ ภัยอันเกิดจากไฟป่า ภัยที่เกิดจากโรคหรือการระบาด ของแมลง หรือศัตรูพืชทุกชนิด ภัยอันเกิดจากโรคที่แพร่หรือระบาดในมนุษย์ อากาศหนาวจัดผิดปกติ ภัยสงคราม และภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ก่อการร้าย กองกำลังจากนอกประเทศ ตลอดจน ภัยอื่น ๆ ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติหรือมีบุคคลหรือสัตว์ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตร่างกายของประชาชน หรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน”

จากคำนิยามดังกล่าว ก็น่าจะคลอบคลุมถึงภัยพิบัติทุกกรณีดังที่กล่าวข้างต้น

อย่างไรก็ตาม ระเบียบดังกล่าวก็เป็นเพียงการกำหนดเงินเพื่อให้ส่วนราชการมีวงเงินทดรองใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติเป็นกรณีฉุกเฉิน ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายเท่านั้น โดยหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด คือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี มีวงเงิน 100,000,000 บาท ส่วนในแต่ละจังหวัด จะมีสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด จะได้รับงบประมาณ 20,000,000 บาท ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจจัดสรรเงินทดรองราชการตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจอนุมัติให้ส่วนราชการอื่นมีวงเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินได้ตามความเหมาะสมจำเป็น และกรณีที่วงเงินทดรองราชการไม่เพียงพอ หน่วยงานสามารถขอขยายวงเงินทดรองราชการเพิ่มโดยตรงต่อกระทรวงการคลังได้แล้วให้รายงานการอนุมัติดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีทราบ

นอกจากนี้ ตามระเบียบดังกล่าว ยังกำหนดอำนาจในการตัดสินใจในการประกาศว่าเป็นเขตภัยพิบัติไว้ โดยในกรณีกรุงเทพมหานครเป็นอำนาจของอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่วนจังหวัดอื่นเป็นของผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวเป็นของจังหวัดแต่งตั้งขึ้นมาประกอบด้วยหน่วยงานหลายภาคส่วน

โดยการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบนี้ มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อวางหลักเกณฑ์ไว้ให้สำหรับส่วนราชการ ในการดำเนินการช่วยเหลือโดยเร่งด่วนตามความจำเป็นและเหมาะสมเมื่อเกิดภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินขึ้นในท้องที่หนึ่งท้องที่ใด โดยมุ่งหมายที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของผู้ประสบภัยพิบัติ มิได้มีจุดมุ่งหมายในการจ่ายเงินชดเชยหรือเยียวยาจากภัยพิบัติ แต่เป็นการจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น ค่าถุงยังชีพ ค่าซ่อมแซมโรงเรือน เป็นต้น ส่วนกรณีการจ่ายเงินให้แก่ผู้ช่วยเหลืองานราชการในกรณีบาดเจ็บ ป่วย และเสียชีวิต เป็นไปตามพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. 2543 ซึ่งจะมีกฎเกณฑ์ตามระเบียบการคลังในการจ่ายเงิน

แต่ในส่วนของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในกรณีเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัตินั้น จะเป็นหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด การเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์ นั้น เพื่อให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน ผ่านช่องทางการสื่อสารที่กำหนดไว้ เช่น อินเตอร์เน็ต โทรทัศน์ สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุชุมชน หอกระจายข่าว หรือวิธีการอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์ที่ถูกต้องให้ระมัดระวังอันตราย และลดความตื่นตระหนกของประชาชนเท่านั้น ในกรณีเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น แต่ปัญหาที่พบ คือ ศักยภาพของพื้นที่ในการเข้าถึงข้อมูล พื้นที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ หรือ อินเตอร์เน็ต หากอยู่ในพื้นที่ป่าเขา ในท้องทะเล เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทั้งนี้หน่วยงานราชการควรพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ และเพียงพอก็ยังมีความจำเป็นไม่น้อยไปกว่าการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

ตามที่ได้ศึกษาข้อมูลพบว่า หน่วยงานราชการไม่ได้กล่าวถึงการตระเตรียมรับมือเฝ้าระวังภัยพิบัติที่เกิดขึ้นให้แก่ประชาชนเพื่อเตรียมการป้องกันแต่อย่างใด ไม่มีการกำหนดแผนที่เป็นรูปธรรมหรือแผนเพื่อป้องกัน หรือแผนเมื่อเหตุการณ์จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน หรือเป็นแบบฟอร์มที่จะสามารถนำมาใช้ได้แต่อย่างใด จึงคงเป็นแต่เพียงประชาชนที่ต้องศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นในการเตรียมรับภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นเองเสียก่อน

บทความโดย เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

คำอธิบายรูปภาพ
-โปสเตอร์ภาพยนตร์ ฝ่าหมอกพิษ และภาพเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล อ่าวระยอง โดยเรือกำลังพ่นสารเคมีขจัดคราบน้ำมันดิบ

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ