อุตสาหกรรมเข้ามาตั้งแต่ปี 2525 และมีการเพิ่มของโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นผลกระทบก็เพิ่มมากขึ้นตามมา แต่ผลกระทบที่ผ่านมาสาธารณะหรือสังคมอาจจะเห็นภาพไม่ชัด เนื่องจากจะมีเรื่องของสุขภาพ เรื่องของมลพิษที่มีการแพร่กระจายลงสู่น้ำ อากาศ ดิน ฯลฯ แต่ในช่วงหลังๆ นี้มันเกิดเรื่องของอุบัติภัยถี่ขึ้น ซึ่งจะเห็นภาพเป็นระยะๆ ว่า พื้นที่ตรงบริเวณที่เป็นอุตสาหกรรมหลักที่รัฐบาลบอกว่าทันสมัยแล้วก็ดีที่สุดของประเทศ มันจะมีอุบัติภัย มีการระเบิด มีไฟไหม้มาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี 2560 ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากโรงงานเหล่านี้เป็นโรงงานที่สร้างมานานแล้ว มีอายุการใช้งานมากกว่า 20-25 ปี อย่างไรก็ดี การดูแลรักษาของอุตสาหกรรมเองก็จะต้องเข้มงวดและให้ความสำคัญกับกระบวนการเฝ้าระวังหรือเรื่องความปลอดภัยเหล่านี้มากกว่าในอดีต

คุณชาญวิทย์ : การเกิดเหตุแบบนี้ที่ผ่านๆ มา มันสร้างผลกระทบมากน้อยขนาดไหนครับ

ดร.อาภา : เรื่องของผลกระทบที่เกิดจากโรงงานไฟไหม้แล้วก็ระเบิดอย่างนี้ มีอยู่บ้างเป็นระยะๆ แต่ถ้าผลกระทบกรณีเกิดไฟไหม้บริเวณพื้นที่นี้เป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพราะฉะนั้นสารวัตถุดิบ สารตั้งต้นหลายตัวของเขาก็จะเป็นสารในกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่ายแล้วก็มีสารหลายตัวเป็นสารที่เสี่ยงแล้วก็เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ถ้าระเบิดมันก็จะทำให้เกิดการแพร่กระจายของสารเหล่านี้ออกสู่สิ่งแวดล้อมออกสู่อากาศ ถ้าฝนตกมาก็อาจจะไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมอื่นๆ บ้าง แล้วก็จะเห็นผลสุขภาพของประชาชนในระยะต่อไป และส่วนหนึ่งคือผลกระทบกับคนที่ปฏิบัติงาน ข้อมูลนี้เราจะมีน้อยมากก็คือคนที่ปฏิบัติงานภายในโรงงาน คนที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่จะไม่ให้เกิดอุบัติภัย อย่างกรณีรอบนี้คนที่เสียชีวิตคือคนที่ขึ้นไปปิดวาล์วใช่ไหมคะ ในซีกของโรงงานหรือว่าคนงานภายในโรงงานที่ได้รับผลกระทบก็ยังเป็นข้อมูลที่เราเข้าไม่ถึง เพราะว่าในช่วงที่เกิดอุบัติภัยการได้รับในเรื่องของสารพิษอะไรก็อาจจะมีความเข้มข้นมากกว่า แต่เราเข้าไม่ถึงข้อมูลเหล่านี้

คุณชาญวิทย์ : อาจารย์ช่วยเจาะลึก หรือพิจารณาตัวอย่างจากการเกิดขึ้นครั้งล่าสุดนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วหน่อยนะครับว่ามันมีจุดไหนอย่างไรบ้าง และมันมีผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างไรบ้าง

ดร.อาภา : ครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ก็คือเป็นการเกิดคล้ายๆ ไฟไหม้ของบริษัทมาบตาพุดแทงค์เทอร์มินัล จำกัด ท่าเรือมาบตาพุด เพราะว่าส่วนที่โรงงานตั้งอยู่จะเป็นส่วนที่ถมทะเลออกไป คือมันจะไม่ใช่ส่วนที่อยู่ในแถบดินเลย อันนี้ก็เกิดอุบัติเหตุแล้วถังบรรจุแก๊สโซลีน ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มาจากการกลั่นน้ำมัน และแก๊สโซลีนก็คือตัวน้ำมันเอง เป็นสารไฟไวระดับ 3 เมื่อเกิดไฟไหม้แล้วก็ระเบิดขึ้นมาในช่วงเวลา 8-10 ชั่วโมง อันนั้นก็คือสิ่งที่เราเห็นภาพที่เกิดขึ้นนะคะ ถ้าใครได้เห็นภาพของข่าวนี้ก็จะเห็นว่าควัน เป็นมวลของควันสีดำที่เรามองเห็นได้ชัดมาก เป็นควันที่เกิดจากการเผาไหม้ อันนั้นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น

เนื่องจากแก๊สโซลีนตัวนี้มันจะมีกลุ่มที่เป็นสาร VOCs ก็คือสารอินทรีย์ระเหยง่าย เช่น เวลาเราไปเติมน้ำมันหรือว่าเราไปเติมก๊าซที่ปั๊มน้ำมันก็จะได้กลิ่นน้ำมัน หรือว่ากลิ่นของ NGV, LPG พวกนี้จะเป็นสารที่ระเหยง่ายที่ออกมาจากตัวน้ำมัน จะเรียกว่า ‘สารอินทรีย์ระเหยง่าย’ ซึ่งมันจะสูดดมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย แล้วพอตัวแทงค์มันเป็นกลุ่มพวก

“แก๊สโซลีนพวกนี้มันก็จะมีสารในกลุ่ม VOCs อย่างเช่น สารเบนซีนก็จะเป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว คือถ้าเราได้รับแล้วสะสมในร่างกาย มันก็จะทำให้เราเกิดเป็นมะเร็งได้”

ไฟไหม้มาบตาพุดแทงค์เทอร์มินัล ที่มาภาพ : Thai PBS News

 

คุณชาญวิทย์ : ปิโตรเคมีมันเป็นอันตรายอย่างไร กับโรงงานระดับนี้

ดร.อาภา : ปิโตรเคมีมันก็จะเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตรายหลายตัวที่มี ‘ไฮโดรคาร์บอน’ ซึ่งก็มีไฮโดรเจนกับคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ แล้วก็อย่างที่บอกหลายตัวก็ก่อให้เกิดมะเร็ง แล้วก็อันนี้ก็มีความชัดเจนอยู่แล้ว โรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมันก็จะมีความเสี่ยงภัยในเรื่องของอุบัติภัยได้ง่าย เพราะว่าวัตถุดิบของเขาบางทีติดว้าบไฟ หมายถึงว่าสามารถที่จะติดไฟได้ง่าย อย่างเช่นที่มาบตาพุดแทงค์ฯ ตัวที่เป็นถังต้นเหตุก็คือเขาเรียกว่าเป็นไพโรไลซิสแก๊สโซลีน ก็คือคาร์บอนที่เป็น 9+ ซึ่งพวกนี้เป็นกลุ่มที่ไวไฟถ้าติดว้าบไฟมันก็จะไม่สูงมาก จะอยู่ที่ 42-57 องศาฯ ไอระเหยของมันที่ระเหยออกมาก็สามารถทำให้ติดไฟได้โดยตัวเอง ก็คือกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็จะมีสารเช่นนี้อยู่เยอะ เพราะฉะนั้นเรื่องของอุบัติภัยเรื่องของการระเบิดมันก็จะมีอยู่เยอะด้วย พอระเหยออกมาแล้วมันผสมกับอากาศในสัดส่วนที่พอเหมาะลงตัวอย่างนี้ มันก็สามารถที่จะไหม้ติดไฟเอง ก็เป็นลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพราะฉะนั้นในกระบวนการผลิตเขาก็จะมีการนำเอาวัตถุดิบ พอกลั่นน้ำมันแยกแก๊สแล้วเราก็จะเอาของเหลือมาผลิตมาเป็นตัวปิโตรเคมีต่างๆ มันก็จะมีสารต่างๆ เกิดขึ้นอีกหลายชนิด อย่างเช่น พวกไวนิลคลอไรด์ก็จะเป็นสารอันตรายเป็นสารที่สะสมได้

คุณชาญวิทย์ : การที่จะเห็นผลในระยะใกล้ๆ มีสารบางอย่างที่จะเป็นอย่างนั้นบ้างด้วยหรือเปล่าครับ

ดร.อาภา : ผลใกล้ๆ ก็อาจจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ๆ ที่สูดดมที่ความเข้มข้นสูงๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว พวกนี้เวลามันเกิดการเผาไหม้ปุ๊บ สิ่งที่เราเห็นมันจะเกิดเป็นควันสีดำแล้วพัดไปตามทิศทางลม อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่ามันไปตกอยู่บริเวณไหน ซึ่งก็คิดว่าก็คงไม่ไกลมากก็เป็นชุมชนที่อยู่รอบๆ บริเวณมาบตาพุดที่จะสูดลมเข้าไป ซึ่งมันก็สามารถสะสมในร่างกายได้ แล้วก็มีผลกระทบในระยะยาว ดังนั้นการติดตามเรื่องผลกระทบสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง “ตอนนี้เหมือนกับว่าดับไฟได้แล้ว ทุกคนก็จะรู้สึกว่าเรื่องจบแล้ว แต่ที่น่าจะต้องดูแลก็คือสิ่งเหล่านี้มันอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพต่อผู้คนในวงกว้างทั้งในระยะใกล้และระยะยาว” โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่เขาอาศัยอยู่ในทิศทางใต้ลมของการเกิดเหตุวันนั้น ก็ควรจะได้รับการเฝ้าระวังดูแลว่าจะมีปัญหาสุขภาพตามมาหรือเปล่า

คุณชาญวิทย์ : ตอนนี้มีใครรู้เรื่องสารพิษเหล่านี้บ้าง และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร

ดร.อาภา : หน่วยงานราชการอาจจะรู้บ้าง แต่ข้อมูลที่จำเป็นก็คือข้อมูลที่มันจะต้องเผยแพร่ออกสู่สาธารณะให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ ซึ่งอันนี้เป็นหลักของกฎหมายที่เราเรียกว่า ‘กฎหมายการเปิดเผยข้อมูลแล้วก็เคลื่อนย้ายมลพิษ’ ซึ่งในทางสากลมีหลายประเทศไม่น้อยกว่า 50 ประเทศที่เขามีการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ เขาก็ใช้กฎหมายนี้แล้วเพื่อที่จะทำให้ปัญหาเรื่องของการจัดการมลพิษ จริงๆ มันจะนำไปสู่การจัดการปัญหาสุขภาพของประชาชนให้มันดีขึ้น เพราะเรารู้ว่าต้นทางที่เป็นตัวมลพิษมีอะไรบ้าง มันก็จะเกิดห่วงโซ่ย้อนกลับไปสู่ว่ามันควรจะจัดการอย่างไร หรือว่ามันอาจจะมีการกันตัวผู้ประกอบการโรงงานคุณปล่อยสารหลายอย่าง มีวิธีทางเลือกอย่างไรที่จะทำให้การผลิตมันลดการปล่อยมลสารลงไป มันก็จะเปลี่ยนแปลงผลักดันทางสังคมด้วย คล้ายๆ ว่ามันทำให้มีเครื่องมือที่จะมาช่วยให้ประชาชนสามารถที่จะเข้าไปช่วยผลักดันให้เกิดการควบคุมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

คุณชาญวิทย์ : ค่อนข้างว่าเป็นความลับทางการค้าหรือเปล่าครับ

ดร.อาภา : อันนี้มันไม่เกี่ยวกับความลับทางการค้าเลยค่ะ เพราะว่าโดยหลักการของกฎหมายก็คือให้รายงานโดยไม่สนใจเรื่องกระบวนการผลิตเลยนะ ให้รายงานว่ามลพิษที่ปล่อยออกมา อย่างเช่นโรงงาน ก. ปล่อยสารตะกั่วทางอากาศปีละกี่ตัน ปล่อยสารตะกั่วทางดินปีละกี่ตัน โรงงานโรงกลั่นน้ำมันปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายกลุ่มเบนซีนปีละกี่กิโล มันไม่เกี่ยวข้องกับตัวความลับทางการค้าเลย ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคก็คือ พอข้อมูลพวกนี้ออกมามันจะเห็นภาพเลยว่าโรงงานแต่ละโรงงาน โดยเฉพาะโรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เกี่ยวข้องกับเรื่องหลอมเหล็กอะไรอย่างนี้ หรือว่าโรงงานผลิตถ่านโค้กพวกนี้มันจะเห็นเลยว่าตัวเลขที่โรงงานปล่อยมลพิษมันเยอะมาก ซึ่ง “ดิฉันคิดว่าตัวผู้ประกอบการหรือโรงงานในบ้านเราก็ยังไม่อยากให้ประชาชนเห็นภาพเหล่านี้ เพราะว่าถ้ามันเห็นภาพแล้วมันอาจจะเกิดกลไกทางกฎหมายหรืออะไรเพิ่มขึ้น” บางทีมันก็จะกลับไปว่าเขาก็จะต้องมีการควบคุมที่มันดีขึ้นค่ะ

พื้นที่เหมืองแร่ทองคำ จ.เลย


คุณชาญวิทย์ : การก่อตั้ง การสร้างโรงงานในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใกล้ชิดกับชุมชนนี้ กฎเกณฑ์ในการที่จะสร้างโรงงานได้ง่ายเกินไปหรือเปล่าครับ

ดร.อาภา : ก็คือมีการแก้ไข พ.ร.บ.โรงงานในปี 2560 อันที่ 1 ทำให้การอนุมัติอนุญาตมันคล่องตัวขึ้น เพราะว่ารัฐบาลในขณะนั้นมีความคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรให้ขั้นตอนการอนุมัติอนุญาตมันเป็นช่องทางด่วน เป็น fast track เพื่อที่จะให้มันไปได้เร็วขึ้น มันก็มีการปรับเปลี่ยนหลายอย่างก็คือ ปรับเปลี่ยนขนาดของโรงงาน คือต้องเป็นโรงงานขนาดใหญ่พอประมาณ มันถึงจะเข้าข่ายว่าจะต้องมาขออนุญาตกรมโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งอันนี้เปลี่ยนไป

อันที่ 2 ก็คือใบอนุญาต เมื่อก่อนโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องต่อใบอนุญาตทุก 5 ปี ในกฎหมายฉบับใหม่ที่แก้ไข ใบอนุญาตก็ถาวรนิรันดร์กาล ก็คือไม่ต้องต่อใบอนุญาตอะไรอย่างนี้ แล้วก็รับฟังความเห็นประชาชนเมื่อก่อนนี้จะต้องมีการทำเวทีประชาคมเพื่อที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนที่จะตั้งโรงงานในพื้นที่ อันนี้มันก็หลวมๆ แล้วก็หายไป ซึ่งอันนี้มันก็ทำให้การอนุญาตมันก็คล่องตัวขึ้นแล้วก็เร็วขึ้น

อันที่ 3 ในช่วงหลังๆ ประเภทของโรงงาน 105 และ 106 เกิดขึ้น เมื่อก่อนมันจะมีโรงงานประเภท 101 ก็คือโรงงานที่รับกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรม อย่างเช่น บริษัทเบตเตอร์ เวิลด์ กรีน, บริษัท เจนโก้ แต่ตอนหลังมันสนับสนุนเรื่องของการรีไซเคิลมากขึ้น ก็คือให้เอาวัตถุดิบของโรงงานที่เหลือใช้ ซึ่งอันนี้โดยหลักการเป็นเรื่องที่ดีนะคะไม่ใช่เรื่องไม่ดี ก็คือให้เอาวัตถุที่เหลือใช้ของโรงงาน ก. ไปเป็นวัตถุดิบของโรงงาน B หรือ C มันก็จะมีพวกเรื่องของ 105, 106 ที่เป็นการประกอบการที่เกี่ยวกับเรื่องของรีไซเคิล อย่างเช่นเอาของเสียไปหลอมใหม่ ซึ่งพอมันมี 105, 106 เกิดขึ้นมันก็ทำให้เกิดการยากที่จะควบคุมเรื่องการกำจัดของเสียอุตสาหกรรม คือมันซ้ำซ้อนมากขึ้น

เมื่อก่อนมันก็ตามไปที่ 101 ที่เดียวก็จบเลยว่า กากของเสียอุตสาหกรรมก็วิ่งไปโรงงานประเภท 101 ที่รับกำจัดกากอย่างเช่น บริษัท เจนโก้, บริษัทเบตเตอร์ เวิลด์ กรีน ที่เราเห็นใหญ่ๆ พอไป 105, 106 บางทีมันทำให้การตามเรื่องของการกำจัดกากมันซับซ้อนขึ้น ซึ่งเราก็จะเห็นปรากฏการณ์ของกรณีที่โรงงานวิน โพรเสส ที่หนองพะวา อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่เกิดไฟไหม้ขึ้นเมื่อเดือนเมษายน เมื่อวานก็ยังไหม้อยู่นะเป็นโรงงานที่ไฟยังไหม้ไม่เลิกเลยนะ แต่ยังไหม้อยู่เรื่อยๆ ซึ่งอันนั้นจะซับซ้อนเพราะว่าเขาจะจดทะเบียนเป็นเรื่องของการประกอบกิจการโรงงานที่ไปรับซื้อกากมาจัดการอย่างนี้ แล้วดิฉันลงพื้นที่ที่เหมืองทองคำ จ.เลย ก็ได้เจอผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทย อย่างนี้เขาก็เล่าให้ฟังว่าเวลาไปประมูล เหมือนว่าของเขาอาจจะประมูลหลาย 10 ล้านบาท แต่โรงงานประมูลแค่ 6 ล้าน เพราะฉะนั้นเจ้าของของเสียเขาก็ยินดีที่จะจ่ายแค่ 6 ล้าน

สภาพโรงงานวิน โพรเสส หนองพะวา อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่มาภาพ : นราธิป ทองถนอม / มูลนิธิบูรณะนิเวศ

กรณีบริษัทวิน โพรเสส เขาก็จะได้ของเสียมา แต่พบว่า วิน โพรเสส เขาเอามากองไว้เฉยๆ เขาไม่กำจัดเลย นอกจากนั้นเขายังมีดีลบริษัทที่มาคล้ายๆ ว่ามันซับซ้อน บางทีมันคล้ายๆ อาชญากรรม แล้วมีบริษัทที่มารับซื้อกากของเขาต่อไปอีก แล้วก็มีโกดังวางเฉยๆ อยู่ในเครือของกลุ่มก้อนเดียวกัน เป็นเครือที่สามารถที่จะเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องของเจ้าของได้อย่างนี้ มันก็ทำให้เรื่องของการกำจัดกากอุตสาหกรรมบ้านเรา คือปกติมันก็มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะว่าพอเราพัฒนาอุตสาหกรรมเยอะๆ สิ่งที่ตามมาคือมันมีของเสียเยอะขึ้น ซึ่งตัวเลขนี้มันก็จะเห็นได้ชัดในเชิงของสถิติว่าตัวเลขของเสียอุตสาหกรรมนี้ในช่วงโควิดนี้มันก็ลดลงนะ แต่พอปี 2564 นี้มันรวมมันเพิ่มขึ้นเยอะค่ะ มันเพิ่มขึ้นประมาณ 17 ล้านตันขึ้นไปถึง 33.84 ล้านตัน อันนี้คือกากของเสียที่ไม่อันตรายนะคะ แต่กากของเสียอุตสาหกรรมอันตรายมันเพิ่มขึ้นจาก 1.5 ล้านตันเพิ่มไป 2.7ล้านตัน

เป็นเรื่องที่ตามมาในเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยว่า อุตสาหกรรมมันจะมีของเสียเกิดขึ้นในบ้านเรา แล้วมันจะไปจัดการอย่างไร มันก็เกิดปัญหาเรื่องของ ‘วิน โพรเสส’ ที่เราเห็นอยู่นะว่าเป็นลักษณะของบริษัทที่คล้ายๆ จดขออนุญาตเป็นบริษัทที่จะทำเรื่องของรีไซเคิล หรือว่ากำจัด แต่จริงๆ ก็เอามากองไว้แล้วก็มีการเชื่อมโยงไปบริษัทอื่นๆ เอาบริษัทของเสียที่ไปซื้อมาราคาถูกๆ ซึ่งจริงๆ มันไม่ควรประมูลการบำบัดอะไรได้มาในราคานั้น แล้วก็ไปกองทิ้งไว้อีกหลายจังหวัด แล้วก็มาเกิดไฟไหม้ขึ้น ซึ่งพอเกิดไฟไหม้ขึ้นเรื่องของการรับผิดชอบ เรื่องของการบำบัดมันก็หายไปเลย

“มีการฟ้องร้องคดีกันแล้วศาลก็ได้พิพากษาให้ผู้ประกอบการบำบัดของเสียและฟื้นฟูให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่พอเกิดเหตุไฟไหม้แล้วก็จบ มันก็กลายเป็นว่าหน่วยงานราชการหรือประชาชนก็จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ”

อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องใหญ่ๆ มากเรื่องหนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วย

คุณชาญวิทย์ : อย่างเรื่องแคดเมียมนี้มันเป็นปัญหาที่คล้ายกันไหมครับ

ดร.อาภา : แคดเมียมก็คล้ายกัน แต่แคดเมียมถ้าตามหลักนี้คือทำเหมืองแร่สังกะสี แล้วก็ขั้นตอนการลอยแร่แล้วก็แยกเอาสังกะสีไป เพราะว่าต้องการสังกะสีในหางแร่หรือว่ากากหางแร่มันมีแคดเมียม ซึ่งเป็นโลหะหนักที่เป็นสารพิษอันตรายมาก ในกฎหมายเขาก็ให้แค่ในกฎหมายที่เขียนไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็คือเขาก็ไปฝังกลบให้ถูกต้อง เขาเรียกว่า ‘ฝังกลบนิรภัย’ ต้องเป็นฝังกลบของเสียอันตรายซึ่งมันจะเข้มงวดกับการฝังกลบขยะเยอะแล้วอยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ แล้วก็มีการขายสินแร่ตรงนั้นขายกากหางแร่ ซึ่งไม่ควรนำมาขายได้นะ ขายออกมาเพื่อที่จะเป็นวัตถุดิบไปให้โรงหลอมแถวสมุทรสาครเพื่อจะนำมาหลอมใหม่ อันนี้ก็เป็นลักษณะคล้ายๆ กัน แต่อันนั้นมันก็ตามได้เกือบหมดว่าขนไปที่ไหนบ้าง แล้วก็นำกลับ แต่มันก็มีคำถามว่าเวลาขนกลับไปนี้ตอนนี้ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากมลพิษ สำหรับผู้ก่อมลพิษก็จะเป็นผู้รับผิดชอบ บ้านเราเองก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นชัดเจนหรือถ้าเราเจอในลักษณะของผู้ก่อมลพิษ แทนที่จะรับผิดชอบบำบัดก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุแล้วมันจะจัดการอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้ คิดว่าบางทีมันมีความลึกลับ ซับซ้อน ต้องตามเป็นอาชญากรรมเลยว่า ต้องตาม ต้องสาวดูว่า ความสัมพันธ์ทั้งหลายมันเอาไปลักลอบทิ้งที่ไหนบ้าง

สภาพโรงงานวิน โพรเสส หนองพะวา อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่มาภาพ : นราธิป ทองถนอม / มูลนิธิบูรณะนิเวศ

คุณชาญวิทย์ : อุตสาหกรรมกลายเป็นอาชญากรรมได้เลยนะ

ดร.อาภา : ค่ะ คือถ้ามีตัวกฎหมายรายงานสารพิษ ปริมาณสารพิษ แล้วคือการขนย้ายไม่ได้รายงานเฉพาะของการปล่อยออกมาอย่างเดียว ต้องรายงานสารพิษที่ขนย้ายออกจากโรงงานด้วย มันจะทำให้ช่วยในเรื่องเหล่านี้ได้มากขึ้น เพราะว่าจะสามารถดูและควบคุมตัวเลขของกากของเสียงอุตสาหกรรมว่าไปไหนอะไรได้จริง อันนี้ก็น่าห่วงเพราะว่าตอนนี้ดิฉันดูทิศทางของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เนื่องจากแร่มันก็อาจจะน้อยลง เขาก็มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนกิจกรรมพวกนี้มากขึ้น ก็คือกิจการอย่างเช่นเอาหางแร่ที่มีแคดเมียมมาหลอมใหม่ ซึ่งจริงๆ มันก็ทำได้ถ้ามันถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็โรงหลอมที่จะหลอมมีใบอนุญาตโรงหลอมที่ใช้ได้จริง แล้วก็ไม่ได้แบบว่าแอบๆ ทำอะไรอย่างนี้ ก็คือเป็นทิศทางหนึ่งที่เขาจะส่งเสริมด้วย คือมันก็เป็นเรื่องดีในเรื่องของการนำกลับมาใช้ใหม่ แต่สิ่งที่ควบคู่ไปด้วยมันจะต้องมีกฎหมายที่เข้มงวดแล้วก็มีการเฝ้าระวัง หรือว่ามีการตรวจตราที่รัดกุมจริงจัง ถึงจะไม่เกิดปัญหาเหล่านี้ และที่เราเห็นในสังคมที่เกิดขึ้นในตอนนี้กันเยอะแยะไปหมดเลยค่ะ

คุณชาญวิทย์ : การป้องกันเราจะป้องกันได้ดีกว่าผ่านมาได้บ้างไหมครับ กับเรื่องให้เกิดอุบัติเหตุได้ยากขึ้นนี้ครับ

ดร.อาภา : อย่างกรณีโรงงาน มาบตาพุดแทงค์ฯ เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กันเมื่อ 2 ปีที่แล้วก็คือ เมื่อประมาณตุลาคม 2564 ขณะที่เข้าไปซ่อมบำรุงถังเก็บวัตถุดิบก็คือโรงงานเขาจะเป็นแทงค์ๆ เพื่อที่จะขนส่งต่อ อาจจะขนจากโรงงานออกไปข้างนอก หรือว่ารับจากเรือแล้วก็ขนเข้าข้างใน จริงๆ เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็มีการระเบิดอย่างนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งอันดับแรกก็คือการที่จะเกิดไม่เกิดอุบัติเหตุได้มากได้น้อย เราคิดว่าอันดับแรกตัวเจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดอันดับ 1 เพราะว่าคนที่จะต้องดูแลรักษาอุปกรณ์ โรงงาน หรืออะไรก็ได้ที่อยู่ในส่วนของกิจการของตัวเองไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแล้วก็ไม่ให้เกิดไฟไหม้ คือเป็นความรับผิดชอบอย่างสูงอันดับแรก โดยเฉพาะในโรงงานเมื่อเกิดอุบัติภัยแล้วมันจะมีผลกระทบรุนแรงหรือว่าผลกระทบวงกว้างสามารถจัดการได้ภายใน 8 ชั่วโมง มันยังไม่ขยายหลายๆ แทงค์หรือขยายเต็มพื้นที่เหล่านั้น แล้วก็พื้นที่เกิดไฟไหม้ไม่ใช่พื้นที่ตัวที่เป็นโรงงาน เป็นโรงงานผลิตที่อยู่ในแผ่นดิน

อันที่ 2 ดิฉันคิดว่าเรื่องของกฎหมายของประเทศไทยมันจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องราวนี้มากขึ้น แล้วดิฉันก็พูดบ่อยๆ ว่า

“ประเทศไทยเราถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีพระราชบัญญัติการเปิดเผยข้อมูลมลพิษและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษของผู้ประกอบการ”

เพื่อจะเป็นข้อมูลที่ประชาชนหรือคนทั่วไปเขาจะได้ทราบว่าโรงงานที่อยู่ใกล้บ้านเขาติดรั้วบ้านของเขาเป็นโรงงานอะไร ปีหนึ่งปล่อยสารพิษอะไรออกมาบ้างทั้งทางแทงค์ทางอากาศ ซึ่งมีกฎหมายเหล่านี้มันจะทำให้การควบคุมหรือว่าถ้าเรามีข้อมูลระบบการดูแลควบคุมทั้งหมด ดิฉันเชื่อว่ามันจะเข้มแข็งมากขึ้นและประสิทธิภาพมากขึ้น

สภาพโรงงานวิน โพรเสส หนองพะวา อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่มาภาพ : นราธิป ทองถนอม / มูลนิธิบูรณะนิเวศ


คุณชาญวิทย์ : เรื่องของกฎหมายเปิดเผยข้อมูลสารพิษ ตอนนี้ภาคประชาสังคมก็รวบรวมรายชื่อเพื่อที่จะยื่นเป็นกฎหมายจากภาคประชาชนอยู่ ตอนนี้ถึงขั้นไหนแล้วครับ

ดร.อาภา : ยื่นแล้วค่ะ กฎหมายเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลเรื่องมลพิษ และการเคลื่อนย้ายมลพิษ เราก็เปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว ขั้นต่อไปก็อาจจะเข้าสภาฯ เพื่อให้สภาฯ มีมติว่าจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ข่าวที่ได้ยินมาก็น่าเป็นห่วงค่ะ เพราะเหมือนข่าวที่ได้ยินมา คิดว่าทางหน่วยงานรัฐเองเขาไม่อยากให้ออกกฎหมายเป็นกฎหมายเฉพาะ

คุณชาญวิทย์ : เพราะอะไรครับ

ดร.อาภา : ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรนะ เพราะจริงๆ หลายประเทศ หรือทุกประเทศเวลามีกฎหมายนี้เขาก็จะประกาศเป็นกฎหมาย เพียงแต่ว่าจะเอาตัวภารกิจการทำงานไปแขวนไว้ที่หน่วยงานไหน อย่างเช่นถ้าประเทศเราก็ต้องดูว่าจะไปแขวนไว้ที่กรมโรงงาน หรือแขวนไว้ที่กรมควบคุมมลพิษประมาณนี้ หรือราชการเองไม่อยากมีภารกิจงานเพิ่มก็ไม่แน่ใจ ก็มีข่าววงในว่าการออกกฎหมายเขาอาจจะไม่เห็นด้วย แต่เขาอาจจะเสนอแค่ว่าเป็นตัวระเบียบหรือว่าประกาศในระดับกระทรวงมากกว่า ซึ่งอันนั้นมันก็จะทำให้เข้าถึงยาก เพราะว่าก่อนหน้านี้มันก็มีการทดลองทำเรื่องของการรายงานข้อมูลมลพิษเหล่านี้ ซึ่งเป็นผลมาจากตอนที่ขยายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะ 2 ที่ชาวบ้านมีการฟ้องร้อง อันนี้ก็นานแล้วเป็น 10 ปีแล้ว ซึ่งหลังจากนั้นทางญี่ปุ่น JICA ก็มาแนะนำเรื่องกฎหมาย PRTR แล้วเขาก็ได้มีการทดลองมาทำกับโรงงานที่อาสาสมัครอยากจะทำข้อมูลนี้ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

แต่ปัจจุบันสิ่งที่เขารายงานหรือเปิดเผยออกมาเป็นข้อมูลทั้งจังหวัด ตามหลักถ้าเป็นข้อมูลเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลมลพิษมันจะเป็นการรายงานข้อมูลรายโรงงานเลย เสร็จแล้วพอมันเป็นการรายงานภาพรวมข้อมูลรายจังหวัดมันก็ไม่ได้จะบรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งการให้ข้อมูลพวกนี้ก็มีความสำคัญมาก แล้วก็ในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมการสื่อสารเรื่องความเสี่ยงกับชุมชนมีความสำคัญมาก

“การสื่อสารเรื่องความเสี่ยงก็คือสื่อสารให้เขารู้ว่าเขาจะเสี่ยงอย่างไร หรือว่าการซ้อมอพยพ ซ้อมหนีไฟในส่วนของชุมชน”

ดิฉันคิดว่าในส่วนของโรงงานนี้เขาทำประจำอยู่แล้ว เพราะว่าเขาก็ต้องดูแลของของเขา ในส่วนที่เป็นของชุมชนดิฉันคิดว่ามันต้องให้ความสำคัญ แล้วก็สื่อสารความเสี่ยงกับชาวบ้านว่าชาวบ้านอยู่แล้วถ้าเกิดระเบิดอะไรมีความเสี่ยงขนาดไหน แล้วก็จังหวัดระยองเองดิฉันคิดว่าเขาน่าจะต้องมีการซ้อมอุบัติภัยแบบเป็น worst case scenario ก็คือเป็นแบบว่าทำแบบจำลอง แต่ว่ามันมีการระเบิดสูงสุด หรือมีความอุบัติภัยสูงสุดและจะจัดการอย่างไร แต่ภาระพวกนี้พอออกมานอกพื้นที่อุตสาหกรรมมันก็กลายเป็นภาระของท้องถิ่น ซึ่งจริงๆ ตัวการนิคมอุตสาหกรรมน่าจะต้องมาขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ให้เยอะขึ้น

คุณชาญวิทย์ : อาจารย์ครับ ขอสั้นๆ ปิดท้าย เรายังเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอยู่บ้างหรือเปล่า

ดร.อาภา : คือในทัศนะทั่วไปหรือในทัศนะที่รัฐบาลมองก็คือ เราจะใช้อุตสาหกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศเพื่อที่จะเพิ่ม GDP แต่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนประเทศอยู่ตอนนี้ก็คือ มันต้องมองว่าในเรื่องของผลกระทบที่เกิดขึ้นภายนอกที่เป็นต้นทุนทางสังคมอันนี้ใครเป็นผู้รับผิดชอบ อย่างเช่นระเบิดไฟไหม้อย่างเช่นที่หนองพะวา ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ปัญหาพวกนี้มันกลายเป็นต้นทุนในสังคมหมดเลย มันเป็นต้นทุนทางสังคมที่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ที่เขาไม่ได้มีผลประโยชน์อันใดกับโรงงานเลยต้องมาได้รับความเสียหายทั้งเรื่องที่ดินทำการเกษตร ทั้งเรื่องสุขภาพของเขาทั้งเรื่องสุขภาพจิตอย่างนี้ คิดว่าประเด็นเหล่านี้ควรจะต้องมองพิจารณาให้ละเอียด

อันที่ 2 ก็คือ ถ้าจะพัฒนาอุตสาหกรรมก็ควรพัฒนากลไกในการจัดการแล้วก็ควบคุมปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาผลกระทบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมคู่ขนานไปด้วย ไม่ใช่ว่าเรา fast track อุตสาหกรรมไปลิ่วเลย แต่อันอื่นที่จะมา support อย่างเช่นกฎหมายที่จะมาควบคุม ดิฉันเพิ่งกลับจากประชุมกรรมการฟื้นฟูเหมืองทองคำ จ.เลย หน่วยงานสาธารณสุขบอกว่าเขาไม่มีงบที่จะติดตามการปนเปื้อนของสารหนูที่อยู่ในเลือดประชาชนอย่างนี้ ซึ่งเงินที่เขาเสนอนี้เป็นหลักแสนเองนะ เพราะว่าประชาชนตรงนั้นไม่ได้มีจำนวนเยอะมาก

แต่เป็นกลไกอีกด้านหนึ่งที่จะมาควบคู่กันให้เป็นอุตสาหกรรมที่บอกว่า เป็นอุตสาหกรรมที่ดูแลสิ่งแวดล้อมจริง ไม่สร้างผลกระทบวงนอก

หมายเหตุ : CRC ถอดเนื้อหาบทสัมภาษณ์ ดร.อาภา หวังเกียรติ ภาควิชาวิศวกรรม พลังงาน และสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และกรรมการมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน จากวิทยุศึกษารายการ 92 สนทนา ช่วงพัฒนาสังคมและประชาธิปไตย ประเด็น อันตรายจากอุตสาหกรรม ควรเพิ่มมาตรการป้องกันอย่างไร โดยคุณชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567

Views: 1108|By |Published On: 30 พฤษภาคม 2567|Categories: สัมภาษณ์, บทความ|Tags: , , , |

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ