
CRC ชวนจับตาคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 14 ชั้น 3
กรณีพี่น้องชุมชนเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ฟ้องหน่วยงานรัฐ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 1 คณะรัฐมนตรี ที่ 2 ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ 3 และบริษัท พีรพลมายนิ่ง จำกัด ที่ 4 เพื่อขอให้เพิกถอน ‘เขาคูหา’ ออกจากการเป็นพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรม ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรม ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2540
ลำดับเหตุการณ์สำคัญ
1 ตุลาคม 2540 ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรม กำหนดให้เขาคูหา บางส่วนในตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ เป็นแหล่งหินอุตสาหกรรม ชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมการก่อสร้าง
30 กรกฎาคม 2542 รมว.อุตสาหกรรม ออกประทานบัตร ให้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พีรพลศิลา (ต่อมาเปลี่ยนเป็น บริษัท พีรพลมายนิ่ง จำกัด) ให้ทำเหมืองบนเขาคูหา มีอายุ 10 ปี นับ เป็นเนื้อที่ 165 ไร่ 32 ตารางวา
9 เมษายน 2543 รมว.อุตสาหกรรม ออกประทานบัตรแก่ นายมนู เลขะกุล ซึ่งต่อมาให้บริษัท แคลเซี่ยมไทย อินเตอร์ จำกัด ได้รับเช่าช่วงในการทำเหมือง โดยประทานบัตรมีอายุ 10 ปี เนื้อที่ 44 ไร่ 95 ตารางวา
2 มกราคม 2549 ประชาชนในตำบลคูหาใต้ ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอความเป็นธรรมในกรณีเจ้าหน้าที่ออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และได้รับผลกระทบในการระเบิดหินของบริษัทฯ ได้แก่ เกิดฝุ่นละอองกระจายไปในบริเวณกว้าง ทำให้ชาวบ้านเป็นโรคภูมิแพ้ และผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย
ช่วงปี 2551-2552 บ้านเรือนอยู่ติดกับเขาคูหา ได้ความเดือดร้อนจากการทำเหมืองหินอย่างหนัก เนื่องจากมีการระเบิดหิน บ้านเรือนแตกร้าว เศษหินหล่นลงใส่หลังคาบ้านพักอาศัย และเกิดฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ จนทำให้ชาวบ้านได้รับเสียหายต่อการประกอบอาชีพ รวมทั้งไม่สามารถอยู่อาศัยหรือใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้
เดือนกันยายน 2552 ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองหิน รวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มชื่อว่า “เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองหินเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา” ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็น “เครือข่ายคัดค้านการต่อสัญญาเหมืองหินเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา” และได้เปลี่ยนชื่อเป็น“เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา” จนถึงปัจจุบัน
30 ธันวาคม 2553 ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบรวมตัวกันฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผู้ประกอบกิจการ ต่อศาลจังหวัดสงขลา และศาลแขวงสงขลา โดยคดีถึงที่สุดแล้ว คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ได้มีคำพิพากษาว่า การประกอบกิจการเหมืองหินเขาคูหาส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เขาคูหา
ช่วงปี 2553-2554 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับผลกระทบบ้านเรือนแตกร้าว จนเป็นเหตุให้ส่วนราชการลงมาสำรวจปัญหา และพบว่า มีประชาชนได้รับความเสียหายจากการประกอบกิจการเหมืองหินเกี่ยวกับบ้านเรือนแตกร้าวอย่างน้อย 326 หลังคาเรือน
21 กรกฎาคม 2558 เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหาฯ ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คณะรัฐมนตรี และผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ขอให้เพิกถอนเขาคูหาออกจากการเป็นแหล่งหินอุตสาหกรรม ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรม ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2540 แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบหรือมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด
19 ตุลาคม 2558 นายเอกชัย อิสระทะ กับพวกรวม 10 คน ยื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 1 คณะรัฐมนตรี ที่ 2 ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ 3 และบริษัท พีรพลมายนิ่ง จำกัด ที่ 4 ต่อศาลปกครองสงขลา เพื่อขอให้ศาลพิจารณาพิพากษา เพิกถอน ‘เขาคูหา’ ออกจากการเป็นพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรม ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฯ
ทั้งนี้ ศาลปกครองสงขลา ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว จึงโอนคดีไปยังศาลปกครองสูงสุด
18 กรกฎาคม 2567 ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำพิพากษา


