แฟ้มภาพ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 13.30 น. ศาลปกครองระยอง นัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ ส.1/2566 คดีหมายเลขแดงที่ส. 8/2568 ระหว่างสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยองที่ 1 กับพวกรวม 837 คน ผู้ฟ้องคดี กระทรวงการคลัง ที่ 1, กระทรวงมหาดไทย ที่ 2, กรมเจ้าท่า ที่ 3, กรมธุรกิจพลังงาน ที่ 4, กรมประมง ที่ 5, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 6, กรมควบคุมมลพิษ ที่ 7 และคณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน ที่ 8 ผู้ถูกฟ้องคดี

เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

โดยในวันดังกล่าวผู้ฟ้องคดีซึ่งประกอบด้วยกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านเรือเล็กจังหวัดระยอง กลุ่มแม่ค้า และกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและบริการนักท่องเที่ยวริมชายหาด ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีมาศาลส่วนฝั่งผู้ถูกฟ้องคดี มีผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 มาศาล, ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 โดยผู้รับมอบอำนาจขอเข้าร่วมฟังผลแห่งคำพิพากษาผ่านระบบการประชุมทางจอภาพจากสถานที่ทำงาน, ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ไม่มาศาล

โดยผู้ฟ้องคดีทั้ง 837 คนมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังนี้

  1. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ออกกฎระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการรับมือแก้ไขและป้องกันสถานการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลและมาตรการฟื้นฟูทรัพยากรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวโดยกฎระเบียบหรือข้อบังคับดังกล่าวต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและหลักเกณฑ์การกำจัดน้ำมันมีกระบวนการป้องกันและตรวจสอบไม่ให้มีการใช้สารเคมีจะจัดคราบน้ำมันโดยไม่จำเป็นหรือเกินอัตราส่วนตามมาตรฐานความปลอดภัยและต้องกำหนดมาตรการการฟื้นฟูทรัพยากรที่ต้องมีการสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยมาตรการฟื้นฟูจะต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงและเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟูดังกล่าวด้วย
  2. ให้ผู้ถูกกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบริเวณที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียงตลอดจนแนวชายหาดและป่าชายเลนจนกว่าระบบนิเวศทางทะเลจะกลับมาให้บริการทางอาหารและการนันทนาการได้ตามภาวะปกติก่อนเกิดเหตุน้ำมันรั่วในปี 2556 โดยในการฟื้นฟูดังกล่าวจะต้องมีการจัดทำแผนฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งร่วมกับผู้ฟ้องคดีและชุมชนประมงชายฝั่งด้วย
  3. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ปฏิบัติหน้าที่ในการเรียกให้บริษัท สตาร์ปิโตรเลียมรีไฟนิ่งจำกัด (มหาชน) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยการเรียกให้บริษัทดังกล่าวจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวระยองโดยในกองทุนดังกล่าวต้องมีตัวแทนจากภาคประชาชนเข้ามีส่วนร่วมกับหน่วยงานราชการ
  4. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงผู้ถูกฟ้องคดี 7 ร่วมกันรับผิดเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากละเมิดจนเป็นเหตุทำให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและสัตว์น้ำได้รับความเสียหาย
  5. ให้ผู้ปกครองคดีที่ 1 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ร่วมกันรับผิดเยียวยาชดใช้ค่าเสียโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคตของผู้ฟ้องคดี
  6. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 รับผิดชดใช้ค่าวิชาธรรมเนียมแทนผู้ฟ้องคดี

ศาลได้สรุปข้อเท็จจริงแห่งคดีและตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว สรุปได้ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการควบคุมกำกับดูแลสิ่งล่วงล้ำลำน้ำประเภททุ่นรับน้ำมันชนิด SPM (Single Point Mooring) และท่อน้ำมันใต้ทะเลเพื่อป้องกันน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเลในเขตจังหวัดระยองหรือไม่

โดยศาลเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีหน้าที่กำกับดูแลสิ่งล่วงล้ำลำน้ำประเภททุ่นรับน้ำมันชนิด SPM และท่อน้ำมันใต้ทะเลตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพ.ศ 2456 กฎกระทรวงฉบับที่ 63 พ.ศ 2537 และระเบียบกรมเจ้าท่าว่าด้วยการอนุญาตให้ซ่อมแซมสิ่งล่วงน้ำลำน้ำพ.ศ. 2564 นับแต่เกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเลในน่านน้ำไทยจนถึงปัจจุบันผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับมาตรการการควบคุมกำกับดูแลสิ่งร่วมล้ำลำน้ำประเภททุ่นรับน้ำมันชนิด SPM และท่อน้ำมันใต้ทะเลเพื่อป้องกันน้ำมันดิบรั่วไหลจากท่อขนส่งน้ำมันใต้ทะเลลงสู่ทะเลเพิ่มเติมแต่อย่างใดเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือผลประโยชน์ของประชาชน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงสมควรที่จะกำหนดเงื่อนไขในใบอนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำประเภทดังกล่าวเพิ่มเติม การไม่กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในใบอนุญาตดังกล่าวอันเป็นข้อจำกัดการใช้อำนาจดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคนที่ 3 ให้ผูกพันต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในใบอนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้างลำน้ำประเภททุ่นรับน้ำมัน ชนิด SPM และท่อน้ำมันใต้ทะเลจึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการควบคุมกำกับดูแลสิ่งล่วงล้ำลำน้ำประเภททุ่นรับน้ำมันชนิด SPM และท่อน้ำมันใต้ทะเลเพื่อป้องกันน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเลในเขตจังหวัดระยอง

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เห็นว่า การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟนิ่งจำกัด (มหาชน) ถือเป็นกิจการที่ต้องควบคุมเพื่อปกป้องประชาชนให้มีความปลอดภัยโดยจะต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้ตรวจฟ้องคดีที่ 4 ก่อนจึงจะประกอบการได้ตามมาตรา 17 ( 3) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ 2542 แต่มาตรา 17 วรรค 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้บัญญัติว่าการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางน้ำให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย

ดังนั้นการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากทุ่นชนิด SPM และท่อน้ำมันใต้ทะเลจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทยตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมกำกับดูแลในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางน้ำ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

ส่วนคำขอที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ออกกฎระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการรับมือแก้ไขและป้องกันสถานการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเลโดยให้กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับดังกล่าวต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและหลักเกณฑ์การกำจัดน้ำมันมีกระบวนการป้องกันและตรวจสอบไม่ให้มีการใช้สารเคมีกำจัดคราบโดยไม่จำเป็นหรือเกินอัตราส่วนตามมาตรฐานความปลอดภัย นั้น

เห็นว่า ได้มีประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ พ.ศ 2565 ซึ่งข้อ ข้อ 3 ของระเบียบดังกล่าวกำหนดให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องมาจากน้ำมัน พ.ศ 2547 แล้วจึงเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ซึ่งเป็นคณะกรรมการตามระเบียบดังกล่าวถูกยกเลิกไปด้วยและมีผลทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการออกกฎระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการรับมือแก้ไขและป้องกันสถานการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเลและมาตรการฟื้นฟูทรัพยากรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอีกต่อไป

ประเด็นที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีตั้งแต่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้ง 837 คนอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการดำเนินการแก้ไขปัญหากรณีน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเลในเขตจังหวัดระยองหรือไม่ หากเป็นการกระทำละเมิดผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เพียงใด นั้น

เห็นว่า ในการจัดการเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลดังกล่าว ได้มีการจัดตั้งศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันโดยได้ดำเนินการเฝ้าติดตามประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันปฏิบัติงานขจัดมลพิษน้ำมันทั้งการใช้ทุ่นกักน้ำมันการฉีดพ่นสารเคมีขจัดคราบน้ำมันและการใช้วัสดุดูดซับน้ำมันรวมถึงการทำความสะอาดชายฝั่งที่ปนเปื้อนคราบน้ำมันพร้อมทั้งติดตามเฝ้าระวังคราบน้ำมันทั้งในทะเลและบริเวณแนวชายฝั่ง ทั้งนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับและติดตามและคณะทำงานประสานการดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายกับผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลจำนวน 4 คณะ ประกอบด้วย คณะทำงานกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่พักร้านอาหาร คณะทำงานกลุ่มประมง คณะทำงานด้านสุขภาพ และคณะทำงานด้านกลุ่มผู้ประกอบอาชีพสาขาต่างๆ

โดยได้มีการจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบบางส่วนไปแล้ว ส่วนเรื่องการฟื้นฟูและประเมินค่าความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมอันเนื่องมาจากน้ำมันเพื่อประเมินค่าใช้จ่ายในการขจัดคราบน้ำมันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมปฏิบัติการรวมทั้งความเสียหายของพื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่ใกล้เคียงตลอดจนจัดทำแผนฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่รับผลกระทบจากน้ำมัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าวขึ้นเพื่อพิจารณาเรื่องนี้แล้ว

กรณีจึงเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเลในเขตจังหวัดระยองแต่อย่างใด จึงไม่ได้เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้ง 837 คน ผู้ถูกฟ้องคดีตั้ง 8 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 837

ส่วนประเด็นเรื่องการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวระยองโดยในกองทุนดังกล่าวต้องมีตัวแทนจากภาคประชาชนเข้ามีส่วนร่วมกับหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่ฟื้นฟูทรัพยากรทะเลและชายฝั่งในการกำหนดและเสนอแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรที่ได้ผลกระทบจากหินน้ำมันดิบรั่วในคดีนี้ด้วยนั้น เห็นว่า ในกรณีของคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 837 คนฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรและเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรและไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่กำหนดให้ผู้ปกครองคดีที่ 2 ถึงผู้ปกครองคดีที่ 8 มีอำนาจหน้าที่บังคับให้บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวระยองตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 803, 17 คน ร้องขอได้จึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจกำหนดคำบังคับให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 831 คนได้ตามมาตรา 72 วรรค 1 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ 2542

ประเด็นที่ 3 พูดถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ได้ละเลยต่อหน้าที่ในการให้ตัวแทนของผู้นำกลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในจังหวัดระยองของผู้ฟ้องคดีทั้ง 831 คนเข้าไปมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบริเวณที่เกิดเหตุน้ำมันรั่วและบริเวณใกล้เคียงตลอดจนแนวชายหาดและป่าชายเลนหรือไม่นั้น

เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ 2560 มาตรา 43 วรรค 1 บัญญัติว่าบุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ…. (2) จัดการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 57 บัญญัติว่า รัฐต้อง…

(2) อนุรักษ์คุ้มครองบำรุงรักษาฟื้นฟูบริหารจัดการและใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนโดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินการ

ดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีของคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากที่ได้เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหลแล้วตามคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ปรากฏในรายงานการประชุมว่าได้ขอให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการกำหนดหลักเกณฑ์การเยียวยาและการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างครอบคลุมโดยที่ประชุมพิจารณาให้จัดตั้งตัวแทนภาคประชาชนโดยให้ผู้นำกลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในจังหวัดระยองคัดเลือกผู้แทนเพื่อร่วมการพิจารณาหลักเกณฑ์การเยียวยาและการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างครอบคลุมร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน จากนั้น เจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ดูฟ้องคดีที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ได้สำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทะเลและพื้นที่ชายฝั่งจากเหตุน้ำมันรั่วได้มีมาตรการหรือข้อเสนอที่เป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนแต่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 837 คนได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าประชาชนจากชุมชนประมงชายฝั่งในอ่าวระยองไม่สามารถยึดถือแนวทางการสำรวจของหน่วยงานราชการที่จัดทำได้ยังไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการใดๆ จึงได้ร่วมกันทำการสำรวจพื้นที่แหล่งประมงที่ชาวบ้านได้อาศัยหาเลี้ยงชีพว่าได้รับผลกระทบจากการมีสารมลพิษตกค้างตามพื้นที่อยู่หรือไม่ชาวประมงและผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับการประมงในชุมชนได้รับความเดือดร้อนเสียหายเพียงใดโดยได้ร่วมกันจัดทำผลการสำรวจมาตั้งแต่ปีพ.ศ 2565 ถึงปีพ.ศ 2567 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้ปกครองคดีที่ 6 ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 837 คน ยังขาดความเชื่อมั่นในการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการสำรวจความเสียหายหรือการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่ได้รับผลกระทบอันเป็นภารกิจในอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 กรณีจึงต้องถือได้ว่าในการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการสำรวจความเสียหายหรือการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเลในเขตจังหวัดระยองในกรณีของคดีนี้ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ดังกล่าวตัวแทนของผู้นำกลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในจังหวัดระยองของผู้ฟ้องคดีทั้ง 837 คน ยังไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมแต่อย่างใดถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ได้เลยต่อหน้าที่ในการให้ตัวแทนของผู้นำกลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในจังหวัดระยองของผู้ฟ้องคดีทั้ง 837 คน เข้าไปมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งบริเวณที่เกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลและบริเวณใกล้เคียงตลอดจนแนวชายหาดและป่าชายเลนประกอบกับในการศึกษาและฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลจากเหตุน้ำมันรั่วดังกล่าวนี้ อาจต้องทำการศึกษาและฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อไปอีกการที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 837 คน ฟ้องคดีนี้และมีคำขอให้มีการจัดทำแผนฟื้นฟูทางทะเลและชายฝั่งร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 837 คน รวมทั้งชุมชนประมงชายฝั่งซึ่งเป็นการฟ้องคดีโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมดำเนินการในโครงการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและชายฝั่งอันเป็นการฟ้องเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะซึ่งบุคคลและชุมชนท้องถิ่นย่อมมีสิทธิในการจัดการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนและการอนุรักษ์คุ้มครองบำรุงรักษาฟื้นฟูบริหารจัดการและใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนจะต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วยดังนี้ตามมาตรา 43 วรรค 1 ( 2) และมาตรา 57 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ 2560

โดยหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 มีการดำเนินการโครงการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการสำรวจความเสียหายหรือการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวแล้วต้องจัดให้ตัวแทนของผู้นำกลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในจังหวัดระยองของผู้ฟ้องคดีทั้ง 837 คน เข้าไปมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวที่ชัดเจนเป็นรูปประธรรมต่อไปด้วย

ส่วนคำขอที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 ชดใช้ค่าวิชาธรรมเนียมแทนผู้ฟ้องคดีด้วยนั้นเห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ 2542 มาตรา 72/1 บัญญัติว่าในการพิพากษาคดีให้ศาลปกครองมีคำสั่งคือค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนตามส่วนของการชนะคดีโดยศาลไม่ได้มีบทบัญญัติกำหนดให้คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลให้แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด ดังนั้น จึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจกำหนดคำบังคับให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 837 คนได้

พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ใช้อำนาจตามข้อ 9 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 63 พ.ศ 2537 ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ 2456 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมท้ายใบอนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำประเภททุ่นชนิด SPM และท่อน้ำมันใต้ทะเลของบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟนิ่งจำกัด (มหาชน) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือผลประโยชน์ของประชาชนทั้งนี้ให้ดำเนินการภายใน 90 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดและถ้าหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และที่ 6 มีการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการสำรวจความเสียหายหรือการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวนี้ต้องจัดให้มีตัวแทนของผู้นำกลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในจังหวัดระยองของผู้ฟ้องคดีทั้ง 837 คนเข้าไปมีส่วนร่วมดำเนินการด้วย นอกจากนี้ให้ยก

ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8

ส่วนความคิดเห็นของผู้ฟ้องคดีนั้นเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวยังมีบางประเด็นที่ยังวินิจฉัยไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จึงอาจจะต้องใช้สิทธิ์อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป โดยจะต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลปกครองระยองได้อ่านคำพิพากษาดังกล่าว

วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) รายงาน

Views: 105|By |Published On: ธันวาคม 30th, 2025|Categories: ข่าว|Tags: , , |

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ