หากใครเดินทางผ่านไปมาพบเจอแม่น้ำโขงในฤดูกาลนี้ หลายพื้นที่จะเห็นความใสไร้ตะกอนขุ่น หรือบางจุดใสจนสามารถมองลงไปเห็นก้นโขงได้ จนบางชุมชนมีผู้นำ หรือ อปท. (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ผุดไอเดียที่จะสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยว สถานที่เช็คอิน สำหรับผู้ที่มาเยี่ยมชมความงดงามของน้ำใส แต่หารู้ไม่ว่าปรากฏการณ์นี้มันคือสัญญาณที่บ่งบอกถึงหายนะที่กำลังเกิดขึ้นในแม่น้ำโขง และกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงแก่ผู้คนที่ได้อาศัยพึ่งพิงทรัพยากรริมโขง

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มีเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘เขื่อนโขงน้ำใส แต่ (ไฟฟ้า) ไม่สะอาด’ ขึ้น ณ แพกลุ่มประมงพื้นบ้าน อ.เชียงคาน จ.เลย มีประเด็นเสวนาสำคัญ คือ

1.) ผลกระทบเขื่อนแม่น้ำโขง ต่อ ระดับน้ำโขง, ตะกอน, วิถีเกษตร-ประมง, นิเวศแม่น้ำโขง 2.) นำเสนอรายงานการตรวจวัดตะกอนแม่น้ำโดยเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขง

และ3.) บทบาทและแนวทางการตรวจสอบขององค์กรอิสระกรณี ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีเขื่อนปากแบง, เขื่อนสะนะคาม ต่อการแก้ไขปัญหากรณีแม่น้ำโขง

สำหรับผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย 1. ตัวแทนชุมชน จาก 8 จังหวัดแม่น้ำโขง
2. ดร.ชวลิต วิทยานันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประมง 3. นายมนตรี จันทวงศ์ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง 4. น.ส.ศยามล ไกรยูรวงศ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) 5. ผู้แทนสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และดำเนินรายการ น.ส.ไพรินทร์ เสาะสาย International Rivers

 

มนตรี จันทวงศ์ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง

ปรากฏการณ์แม่น้ำโขงใสเราสังเกตได้ชัดเจนหลังจากการเปิดไซต์งานของเขื่อนไซยะบุรีในปลายเดือนตุลาคมปี 2562 พอมาเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนธันวาคมและปีเดียวกันแม่น้ำโขงก็เริ่มใส แล้วก็เริ่มเห็นข่าวจังหวัดนครพนมน้ำโขงใสเหมือนน้ำทะเล ถึงขนาดจะเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ไม่ต้องไปทะเลมาที่นครพนมเราก็พบน้ำทะเล แต่ว่าน้ำโขงที่ใสผิดปกติในปีนั้นจริงๆ ก็เป็นสัญญาณอันตรายมากของตัวระบบนิเวศวิทยาของแม่น้ำโขง ในส่วนของพี่น้องชาวบ้านเองก็มีความกังวลว่าน้ำโขงที่ใส่ชนาดนี้มันจะส่งผลกระทบตามมาอีกหลายประการ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเรื่องตะกอน ก็คือเรื่องของการระบาดของหอยแมลงภู่และสาหร่ายในแหล่งแม่น้ำโขง ตรงนี้ทำให้ในช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม ของ 4-5 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านไม่สามารถที่จะจับปลาได้ มีบางคนถามว่าชาวบ้านปรับตัวอย่างไร วิธีปรับตัวก็คือเอาตาข่ายขึ้นฝั่งเลย เพราะว่าเอาลงไปในแม่น้ำตัวสาหร่ายขึ้นมาเกาะมันจะสร้างความเสียหายให้กับตาข่าย เอาลงไปก็ไม่ได้ปลา วิธีการปรับตัวอีกอย่างหนึ่งก็คือเอาลงไปแล้วเอาขึ้นเลย ถ้าได้ปลาก็คือได้ ถ้าไม่ได้ปลาก็คือไม่ได้ คือเอาลงไปแค่ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง เพราะเมื่อก่อนเขาจะทิ้งไว้ข้ามคืน

การกัดเซาะตลิ่งท้องน้ำ คือตะกอนเป็นอาหารของพวกกุ้งหอยปูปลาอีกหลายชนิด แต่ว่าสิ่งที่มันสร้างผลกระทบหนักมากก็คือเรื่องของต้นไม้แม่น้ำโขงซึ่งตายไป อันนี้เป็นผลมาจากทั้งน้ำที่ขึ้นๆ ลงๆ และตะกอนที่หายไปคือตะกอนไม่ได้หายไปเฉพาะเขื่อนไซยะบุรี คือเขื่อนที่จีน 11-12 เขื่อนที่สร้างเสร็จแล้วทำให้ตะกอนในแม่น้ำโขงทั้งปีเฉลี่ยหายไป 50% เมื่อวัดที่อำเภอโขงเจียมมากกว่า 70% ที่ตะกอนมันหายไป อันนี้คือตะกอนที่หายไปทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง แต่ในฤดูแล้งมีเขื่อนไซยะบุรีร่วมด้วย มันทำให้แม่น้ำซึ่งต้องมีตะกอนพอตะกอนหายไปก็จะเกิดการกัดเซาะ ต้นไม้อีกสารพัดชนิดที่อยู่ในแม่น้ำโขงอาศัยแก่งหินซอกหินสำหรับรากในการยึดเกาะ แล้วก็อาศัยตะกอนเป็นแหล่งธาตุอาหาร เมื่อแม่น้ำกัดเซาะจนตัวตะกอนหายไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นว่าต้นไม้เหล่านี้จะมีความอ่อนแอลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับน้ำขึ้นๆ ลงๆ แล้วเหมือนกับโดนน็อกในปี 2562 ซึ่งเป็นปีแรกที่เกิดเขื่อนไซยะบุรีกําลังจะเริ่มดำเนินการ คือในปีนั้นสิ่งที่ทุกคนเห็นคือท่วมหน้าแล้งแห้งหน้าฝน ระดับน้ำในหน้าฝนต่ำกว่าระดับน้ำในหน้าแล้งทุกสถานี ตั้งแต่เชียงแสน เชียงคานและทุกสถานี คือระดับน้ำในหน้าฝนต่ำกว่าระดับน้ำในหน้าแล้งที่เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้น

“ต้นไคร้ล้มตายเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เชียงคานจนถึงสังคมเป็นระยะทางประมาณ 100 กม. ขณะนี้ก็เหลือแต่แก่งหิน ทรายขาวๆ ก้อนหินขาวๆ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็น วิกฤตของระบบนิเวศวิทยา ที่ตะกอนในแม่น้ำหายไป”

ในส่วนของทางกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงซึ่งได้ทำงานกับพี่น้องชาวบ้านในประเด็นเรื่องการตรวจวัดตะกอน เราก็พบข้อมูลแบบนี้ยืนยันมาเกือบทุกปี ตั้งแต่ปี 64 – 67 ในช่วงฤดูแล้งที่มีการตรวจวัดกันมันก็เห็นกระบวนการเช่นนี้ ในขณะที่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการตรวจวัดตะกอน ในขณะนี้คือสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ก็ยังไม่เอาข้อมูลนี้เปิดเผยออกมา ทั้งๆ ที่มีการตรวจวัดด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย คือวัดออกมาแล้วก็รู้ค่าปริมาณตะกอนออกมาเป็นหน่วยกี่ส่วนในล้านส่วนออกมาเลย แต่ว่าข้อมูลนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยออกมา

“เราก็อยากจะขอเรียกร้องให้ทางหน่วยงานมีความรับผิดชอบในการที่ดูแลประชาชน อย่างน้อยที่สุดการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบถึงการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”


ดร.ชวลิต วิทยานันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประมง

พอน้ำมันใสมันจะดึงตะกอนหรือว่าดินที่อยู่ริมฝั่งออกไปให้ละลายน้ำได้เร็วขึ้น สำหรับการละลายของดินตะกอนตามแก่งหินหรือตามชายฝั่งมันทำให้เกิดการกัดเซาะ ทำให้รากของต้นไคร้ที่เคยอยู่ตามหินตามโขดมันหลุดลอยออกไป อันนี้คือส่วนของระบบนิเวศในส่วนที่พ้นน้ำ แต่ส่วนที่ลงในน้ำเรื่องของประชากรปลาเรื่องของชีวิตในน้ำมีผลกระทบแน่นอนทุกอย่างเลย ตั้งแต่สัตว์ที่เล็กกว่าปลา เช่น หอย เพราะเขาต้องอยู่ในน้ำที่มีตะกอนพอสมควร วงจรชีวิตของหอยเขาจะต้องมีทั้งน้ำที่ขุ่นและก็ใส พอเหลือน้ำที่ใสอย่างเดียวหรือขุ่นอย่างเดียวเป็นระยะเวลานานๆ ประชากรของหอยก็จะลดน้อยลง สำหรับชนิดของหอยที่ตัวเล็กกว่า ชาวบ้านก็จะไม่ได้กินแต่มันจะเป็นในส่วนอาหารของปลาที่เป็นสัตว์น้ำ เมื่อจำพวกหอยหรือสัตว์ตามหน้าดินต่างๆ มันลดลง ปลาที่กินสัตว์หน้าดินก็จะอดตาย

พอมาถึงเรื่องของปลา สองสามวันแรกชาวประมงอาจจะรู้สึกดีใจตรงที่ว่าเขาจับปลาได้เยอะขึ้นและง่ายขึ้น ในระยะเวลาสั้นๆ ได้จำนวนปลามากมาย แต่จำนวนมันก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว พอระยะยาวก็จะพบว่าทำไมปลามันหายไป อันที่สองก็คือองค์ประกอบของปลาชนิดที่เป็นปลาขนาดใหญ่ มันอาจจะพบว่าปลาพวกนี้จะเริ่มเข้ามาดึงดูดเข้ามาในแหล่งของการประมงมากขึ้นเพราะว่ามันมองเห็นปลาขนาดเล็ก ปลาขนาดเล็กก็เลยถูกปลาขนาดใหญ่กินได้ง่ายขึ้น ซึ่งองค์ประกอบของปลาจริงๆ แล้วในธรรมชาติมันจะต้องประกอบด้วยปลากินพืช ปลากินตะกอน ปลากินเนื้อที่พอสมควร แต่พอเรื่องของระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปเราก็จะเริ่มพบปลากินเนื้อมีจำนวนมากขึ้น และสิ่งที่ตามมาในระยะยาวก็คือปริมาณของสัตว์น้ำที่ควรจับได้ก็จะน้อยลง

“ในระยะยาวก็คือ ปริมาณของสัตว์น้ำที่ควรจับได้เข้ามาอยู่ในชุมชนประมงก็จะน้อยลง นั่นหมายถึงอาชีพประมงอาจจะล่มสลายได้ภายใน 5 ปี 10 ปี ถ้าสภาพแวดล้อมมันไม่ดีขึ้นหรือว่าตะกอนยังน้อยลง”

การวางไข่ของปลาก็เหมือนกัน ปลาบางอย่างจะต้องวางไข่ในฤดูกาลที่น้ำมีตะกอนพอสมควร เช่น ปลาบึก การวางไข่ของเขาต้องถูกพอกด้วยตะกอนน้ำ คือถ้ามีความเข้มของตะกอนปกติเขาก็จะพอกไข่ไว้ แล้วไข่ก็จะถูกพัดลงท้ายน้ำอยู่ประมาณประเทศกัมพูชาหรือเวียดนาม แล้วถึงจะกลับมาเลี้ยงตัวต่อที่ต้นน้ำ แต่ว่าถ้าน้ำมันใสเกินปกติก็ไม่แน่ใจว่าไข่ของมันจะมีตะกอนคลุมแล้วถูกพัดไปท้ายน้ำได้มากน้อยแค่ไหน

เรื่องผลกระทบของไกหรือสาหร่ายมีเพียงบางชนิดเท่านั้นเองที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ในการกินแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ไกที่เราเห็นส่วนมากเป็นไกท้ายน้ำซึ่งไม่ใช่ชนิดที่เป็นประโยชน์กับคนเพราะมันกินไม่ได้ ก็จะส่งผลกระทบในเรื่องของการที่ไปติดเครื่องมือประมง หรือเกาะตามก้อนหินทำให้ระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลง พอถึงช่วงที่น้ำเริ่มนิ่งตามบริเวณข้างที่มีไกเยอะๆ ก็จะเกิดการเน่าเสีย

ทีนี้ถ้าเรามองในระดับลุ่มน้ำไปจนถึงปลายน้ำเราจะพบว่าผลผลิตของแม่น้ำโขงทั้งหมดจะน้อยลง แต่มีผลการศึกษา MRC (Mekong River Commission) พบว่าค่าตะกอนลดลงไปประมาณ 50% ซึ่งการคาดการณ์ค่อนข้างจะตรงเพราะว่าปัจจุบันเริ่มลดลงมากกว่า 40% แล้วสำหรับตะกอนต้นน้ำที่จะลงไปใช้น้ำในประเทศกัมพูชาแล้วก็เวียดนาม เมื่อตะกอนลดลงสารอาหารที่มาจากตะกอนเหล่านี้ที่จะเป็นตัวเพิ่มผลผลิตกับสัตว์น้ำในพื้นที่ตอนล่างของประเทศกัมพูชาก็จะต้องลดลง นั่นหมายถึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมของชุมชน ชาวบ้านรอบๆ ชายฝั่งเขมรมากขึ้น

ส่วนปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของเวียดนามใต้ก็จะต้องมากขึ้น รวมถึงผลผลิตของพื้นที่การประมงทั้งในปากแม่น้ำหรือน้ำกร่อยก็ต้องลดลง เพราะว่าตะกอนที่พาอาหารไปให้กับพวกปลา ตัวอย่างเช่น ปลาทู ปลากระตัก ปลาหลังเขียว พวกนี้เป็นปลาที่ต้องกินตะกอนที่มีสารอาหารทำให้มันก็จะต้องอดอยากและลดจำนวนลงไป ผลผลิตของการประมงในภาพรวมก็จะน้อยลงไปด้วย เเล้วก็เคยมีการศึกษาอย่างละเอียดพบว่า ตะกอนของแม่น้ำโขงในอดีตที่มีสภาพเป็นธรรมชาติ แต่พอมีแม่น้ำโขงมันลงไปในทะเลจีนใต้แล้วก็ถูกกระแสน้ำในทะเลจีนใต้พัดเข้ามาถึงบริเวณหน้าทะเลสาบสงขลา ไกลสุดเลยคือตะกอนแม่น้ำโขงพัดไปถึงทะเลสาบสงขลา

“พอตะกอนเหล่านี้ลดลงหมายถึงผลผลิตของสัตว์น้ำในทะเลจีนใต้ก็ลดลงไปด้วย อันนี้มันเป็นการคาดการณ์ในอนาคตในระยะอีก 10-20 ปีข้างหน้า ว่าเมื่อผลผลิตในทะเลจีนใต้ลดลง ความเดือดร้อนของประชาชนและชุมชนประมงก็ไม่ได้มีผลกระทบเฉพาะริมน้ำโขง 60 ล้านคนเท่านั้น น่าจะมีมากกว่านั้นก็ในเรื่องของผลกระทบของตะกอน”

 

ทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน

ในเรื่องของทั้งเขื่อนสานะคามและเขื่อนปากแบง ต้องเรียนว่าเราดูปัญหาของ 2 เขื่อนทั้งระบบเป็นหลัก แต่อย่างเขื่อนสานะคามเป็นเขื่อนที่ยังไม่ได้สร้าง แล้วก็ถ้าสร้างก็จะมีมีผลกระทบเยอะ เพราะอย่างที่เราทราบกันก็อยู่ถ้าเราไปยืนดูบน Sky walk เราจะเห็นเลยว่ามันจ่อพรมแดนเราอยู่ ก็เห็นว่าผลกระทบเยอะมาก แค่จากเขื่อนไซยะบุรีแห่งเดียวก็มีผลกระทบเยอะมาก ยังไม่พูดถึงเขื่อนของจีนอีก 11 แห่ง จึงเป็นที่มาที่เราหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา อย่างในช่วงปี 2565 ก็จะข่าวเกี่ยวกับเขื่อนสานะคามอยู่ค่อนข้างเยอะที่ปรากฏในสื่อต่างๆ หรือว่าเวทีที่ภาคประชาชนได้เคลื่อนไหว รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาจากเวที เราก็ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาดำเนินการ โดยที่ผ่านมาเราได้ออกข้อวินิจฉัยหรือข้อเสนอแนะไปที่รัฐบาลเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มาจนถึงตอนนี้ก็เป็นระยะเวลาปีกว่า ได้มีการประชุมพบปะเป็นจำนวนมาก ทั้งการประชุมในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค

ในกรณีของเขื่อนสานะคาม จากการแสวงหาข้อเท็จจริงก็พบว่าปัญหาที่สำคัญก็คือในเรื่องของอุทกวิทยา ระบบนิเวศในแม่น้ำโขงมันเปลี่ยนแปลงไปในหลายมิติหลายด้านอันนี้ก็ชัดเจน ทั้งข้อมูลจากภาคประชาชนแล้วก็ข้อมูลจากนักวิชาการและก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ค่อนข้างตรงกัน อย่างเช่นระดับน้ำที่เชียงคานสามารถเปลี่ยนแปลงได้ 3.5 เมตรภายใน 7 ชั่วโมง เป็นต้น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของน้ำที่คาดคะเนได้ยากมันส่งผลกระทบในหลายด้าน ทั้งเรื่องของการคมนาคม เรื่องของอาชีพการเกษตร เรื่องประมง เรื่องการท่องเที่ยวแล้วก็เรื่องอื่นๆ ผลกระทบข้อที่สองคือความปลอดภัยของเขื่อน อันนี้ส่วนใหญ่ก็จะสะท้อนจากพี่น้องว่าการสร้างเขื่อนมีความปลอดภัยแค่ไหน อาจจะมีการรั่วไหลหรืออาจจะการกระจายอะไร อย่างไร มันจะส่งผลกระทบและมีมาตรการป้องกันเพียงพอมากน้อยเพียงใด เพราะว่าฝั่งที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือฝั่งไทยโดยเฉพาะเชียงคานกับเลย

อันที่สามคือเรื่องข้อมูล อันนี้ก็เป็นเรื่องหน่วยงานของไทยที่อยู่ในคณะกรรมการแม่น้ำโขง MRC อันที่จริงเรื่องเขื่อนสานะคามเข้าสู่กระบวนการแจ้งล่วงหน้าที่เรียกว่า PNPCA ตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งโดยปกติแล้ว PNPCA ใช้เวลาส่วนใหญ่ประมาณโดยเฉลี่ย 6 เดือน แต่เนื่องจากความกังวลของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะจากฝั่งไทย ทำให้กระบวนการ PNPCA จนถึงขณะนี้ก็ลากมาถึง 4 ปีกว่า ก็ถือว่ามีผลอย่างมากที่ภาคประชาชน หน่วยงานต่างๆ หรือองค์กรทั้งหลายที่ได้ร่วมกันเคลื่อนไหวและให้ข้อมูล เรื่องข้อมูลนี้เป็นเรื่องที่เราก็สะท้อนผ่านในขณะที่ดำเนินการ การทำงานของเราไม่ได้หมายความว่ารอช่วงสุดท้าย เป็นข้อเสนอแนะในระหว่างที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ก็ไปใช้ประโยชน์ในการทำงานหรือรวบรวมข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพราะฉะนั้นในกระบวนการ PNPCA เลยมีการขอข้อมูลไปหลายครั้งโดยฝ่ายไทยโดยเฉพาะสทนช. ซึ่งก็ถือว่าเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย MRC ขอข้อมูลผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจสังคม ผลกระทบในเรื่องของระดับน้ำ การแจ้งเตือนน้ำ ผลกระทบในด้านที่สำคัญอื่นๆ อย่างเช่นเรื่องตะกอน หรือว่าระบบนิเวศจะมีผลกระทบอย่างไร เราก็จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาฟื้นฟูอย่างไร รวมทั้งเรื่องของทางผ่านของปลาเรียกว่า Fish passage เพราะว่าถ้าปลามันไม่สามารถจะว่ายพ้นน้ำขึ้นมาวางไข่ได้ แล้วมันจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด และเราก็จะแก้ไขได้อย่างไร รวมทั้งผลกระทบในเรื่องอื่นๆ

ในส่วนของพลังงานเราก็รับฟังทั้งสองด้าน เพราะความจำเป็นของประเทศนี้ยังต้องใช้พลังงานโดยเฉพาะพลังงานสะอาดเพื่อก้าวไปสู่ที่เรียกว่าเป็น Net Zero ในปี 2050 ประเทศไทยกำหนดเป็น 2060 เรากำหนดอาจจะล่าช้ากว่าเป้าหมายของระดับโลกไปอีก 10 ปี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานก็บอกว่าจะเน้นพลังงานสะอาด เราก็ได้ประชุมกับทางกระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฯ หลายครั้ง และขอข้อมูลไปเพื่อให้มั่นใจว่าทิศทางของพลังงานจะไปอย่างไร ความสมดุลของพลังงานกับผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ว่าจะมีผลกระทบอย่างไร

“แต่ว่าในที่สุดเราก็เสนอออกมาว่าคุณจะต้องชะลอเขื่อนสานะคามออกไปอีกเป็นระยะเวลาพอสมควรหรืออาจจะไม่สร้าง เพราะต้องศึกษาผลกระทบให้ชัดเจนมากกว่านี้”

ข้อมูลเรื่องพลังงานเป็นความซับซ้อนทางเทคนิคพอสมควร เราก็ได้ทำการถามเรื่องข้อมูลไปแต่ทางการขนส่งพลังงานก็ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าในแผนพลังงานของประเทศปี 2564 – 2573 จะเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่เป็นพลังงานสะอาด ที่จะประหยัดขึ้นระดับหนึ่งคือพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 6,090 เมกะวัตต์ อันดับสองคือเป็นระบบ 2,500 เมกะวัตต์ อันดับสามจึงจะเป็นการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน 1,869 เมกะวัตต์ อันนี้ระหว่าง 2564 – 2573 แต่ว่าความต้องการที่จะซื้อมันก็ลดลงไปมาก ซึ่งเราให้ก็ได้ให้ข้อเสนอแนะไปที่กระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฯ รวมทั้งหลายๆ หน่วย โดยมีความเห็นว่าควรจะเน้นไปที่พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมเป็นหลัก แล้วควรจะมีแผนแม่บทในการที่จะพัฒนาเรื่องของพลังในแสงอาทิตย์และพลังงานลมเป็นการพัฒนาที่มีส่วนร่วมของภาคประชาชน และภาคประชาชนสามารถใช้ได้ในราคาที่ถือว่าเป็นพลังงานสะอาดที่มีผลกระทบน้อย เพราะว่า

“การซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนเป็นพลังงานสะอาดก็จริง แต่ว่ามันมีผลกระทบค่อนข้างมาก ซึ่งก็ยังไม่ได้มีการศึกษาว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นมันคุ้มกับการสร้างเขื่อนหรือไม่ อย่างไร เพราะว่าการศึกษาก็ยังไม่มีความชัดเจน ยังเรียกว่าเป็นข้อสังเกตเบื้องต้นของผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม”

โดยเฉพาะส่วนใหญ่ก็มีผลกระทบต่อประมงต่อเกษตรแล้วก็ต่อการท่องเที่ยว รวมทั้งต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมต่างๆ ที่เป็นผลกระทบหลักๆ ก็สรุปได้ประมาณนี้

 

ศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.)

จากกรณีนี้ กสม. ก็ได้ลงพื้นที่ ไปที่ปากแบง, สานะคาม ก็ได้ฟังหน่วยงานราชการ แล้วก็ฟังข้อมูลทุกภาคส่วนและเราก็ฟังนักวิชาการ อันนี้เป็นข้อมูลของนักวิชาการว่าสิ่งที่น่าสนใจคือกรณีของการสร้างเขื่อนปากแบงคือปกติถ้าเราทำตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย ไม่ว่าเราจะศึกษาโครงการพัฒนาใดๆ เราจะต้องศึกษาความเป็นไปได้ก่อนของโครงการเค้าเรียกว่า Feasibility Study อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าไม่ใช่นึกๆ ว่าเจ้าของโครงการนี้จะสร้างโครงการ ซึ่งไม่ได้ เพราะว่าผลกระทบมันครอบคลุมมากกว่าแค่ระบบนิเวศทรัพยากรสิ่งแวดล้อม มีผลกระทบถึงชุมชนและก็ความคุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการด้วยว่าสร้างแล้วประเทศไทยได้อะไร ประชาชนไทยได้อะไร เมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่งานศึกษาโครงการพัฒนาโดยส่วนใหญ่ในประเทศไทย ไม่ค่อยศึกษาต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่สูญเสียไป อย่างเช่น ประมงนั้นแทบจะไม่อยู่ในสารระบบ รายงานวิชาการเรื่องประมง แทบจะไม่ได้อยู่ในลำดับสำคัญมาก เพราะว่าถ้าเราให้ความสำคัญกับทุกระบบนิเวศและเมื่อเปรียบเทียบกับเราได้ประโยชน์จากโครงการอะไรนั้น เราจะพบว่าต้นทุนมันมหาศาล

แต่เนื่องจากงานศึกษาเราไม่ได้ทำแบบนั้น เรายังมีข้อจํากัดในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในไทย มีข้อจํากัดมากตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทย ในกรณีของปากแบง ไม่มีงานศึกษาแบบนี้ที่ดิฉันว่าแต่มันเป็นการร่วมลงทุนระหว่าง เขาเรียกว่าเป็นการลงทุนของนักลงทุนว่าจะมีมูลค่าลงทุนจะเพิ่ม 5% อย่างไร โดยที่เราสามารถที่จะได้ไฟใน 1.5 บาท คือเอาง่ายๆ ในกระบวนการพัฒนาพลังงานของไทย ยังมีข้อสงสัย กังวลในแง่ของการที่คุณจะพยากรณ์เรื่องไฟฟ้าในการที่จะสร้างโครงการสัก 1 โครงการอย่างไร อันนี้ลงรายละเอียดมากไม่ได้ แต่ที่นักวิชาการบอกว่ากรณีของเขื่อนปากแบง มีสำรองไฟเกินกว่า 4 พันเมกะวัตต์ ก็คือเราสามารถที่จะมีโรงไฟฟ้าถึง 6 โรงได้ การสร้างเขื่อนปากแบงนั้น เราสามารถมีโรงไฟฟ้าในไทยถึง 6 โรงได้ จากนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องพลังงานให้ข้อมูลมา เพราะฉะนั้นแสดงว่าโจทย์ของเรา เรามีความจําเป็นไหม ประเทศไทยเราจําเป็นจะต้องมีไฟฟ้ามากน้อยแค่ไหน เมื่อเปรียบเทียบกับเราซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในแม่น้ำโขง ก็ปากแบงได้โรงไฟฟ้า 6 โรงถูกไหม ยังไม่นับอีกหลายเขื่อนในการสร้าง

“เป็นสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่คนไทยควรจะได้รับรู้เรื่องนี้ เพราะว่าเวลา กสม. ตรวจสอบสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ เราตรวจสอบสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และตรวจสอบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นและความคุ้มค่าของโครงการด้วย”

กระทรวงพลังงานได้ให้ข้อมูลว่า การพัฒนาโครงการเขาต้องอยู่ภายใต้หลักธุรกิจสิทธิมนุษยชน เขาต้องให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและหลักธุรกิจสิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้นมันเป็นความจําเป็นที่ประชาชนจะต้องเข้าถึงข้อมูลว่า เรามีความจําเป็นที่จะต้องสำรองพลังงาน 50% หรือสร้างเขื่อนจําเป็นไหม หรือประเทศไทยมีข้อมูลพลังงานที่เพียงพอหรือไม่ อันนี้เป็นข้อมูลที่ต้องเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ

อันนี้เป็นประเด็นที่ 1 ที่กสม. จะตรวจสอบในเรื่องแผนพัฒนาพลังงาน แต่เรื่องนี้เนื่องจากว่าเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อคนไทยทั้งประเทศ เพราะว่าคนไทยส่วนใหญ่ มักจะมีคําถามว่ามีไฟฟ้าก็ดีแล้ว แต่คนไทยอาจจะไม่รู้ว่าจริงๆ การมีไฟฟ้า 1 โรง มันมีผลกระทบต่อคนในพื้นที่มากน้อยแค่ไหน ซึ่งอันนี้ทำให้เรามีมายาคติในการมองแต่เรื่องผลประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม แต่เราไม่มองถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม อันนี้ดิฉันคิดว่าเราจําเป็นจะต้องรับรู้ข้อมูลให้รอบด้านทั้งหมด เพื่อให้การตัดสินใจของรัฐบาลแบบมีปัญญาว่ามองอย่างรอบด้าน แล้วมีความรับผิดชอบต่อประชาชนของเราอย่างไร

ประเด็นที่ 2 ก็คือเรื่องของเขื่อนปากแบง มีพี่น้องลุ่มแม่น้ำโขง พยายามทักท้วงถึงผลกระทบเป็นระยะเวลามาอย่างต่อเนื่องและกสม.ชุดที่แล้ว ก็มีข้อเสนอว่า มีข้อห่วงกังวลของปากแบงใน 8 ประเด็นซึ่งยังไม่มีความชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามในกระบวนการของการปรึกษาหารือเรียกว่า PNPCA ของปากแบง ก็ดำเนินการมาตลอด จนสิ้นสุด แล้วจนกระทั่งมีการส่งข้อห่วงกังวล ผลกระทบไปยัง MRC มีแถลงการณ์ร่วมจนถึงขั้นมีการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม ที่เรียกว่า Joint Action Plan จนถึงปัจจุบัน แต่เรายังไม่รู้เลยว่า Joint Action Plan เป็นอย่างไร แค่บอกว่าจะมีกองทุนเยียวยา แต่เราลงนามรับซื้อไฟไปแล้ว มันใช่ไหมคะ คือมันทำให้มีคําถาม

อันนี้เป็นความรับผิดชอบของธุรกิจ เพราะว่าเรื่องไฟฟ้าเป็นธุรกิจประเภทหนึ่ง ต้องบอกได้เลยเป็นธุรกิจพลังงานประเภทหนึ่ง เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ ไม่ใช่ผลักภาระให้เรามาใช้ภาษีประชาชน อันนี้ก็เป็นหลักธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน รัฐมีหน้าที่คือไปกำกับดูแล ให้ภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อการเกิดผลกระทบที่เกิดขึ้น นี่คือหน้าที่ของรัฐไปกำกับดูแล แต่แน่นอนว่าในระหว่างการหารือ รัฐก็ต้องเยียวยาผลกระทบ

ส่วนประเด็นที่ 3 คือโครงการข้ามพรมแดน จริงๆ ดิฉันคิดว่ายังไม่ต้องพูดถึงเขื่อนสานะคามนี่ก็เป็นความเร่งด่วน PNPCA จริงๆ สทนช. ก็มีข้อท้วงติงไปหลายประการ แต่อย่างไรก็ตาม พี่น้องประชาชนก็ยังคิดว่าเพื่อไม่ให้มีบทเรียนซ้ำรอยแบบปากแบง ก็ควรจะมีการแจ้งข้อมูลข่าวสารของโครงการนี้และผลกระทบที่เกิดขึ้น ให้คนในพื้นที่จังหวัดเลยรับทราบ จริงไหมคะ เพราะว่าก่อนที่คุณจะไปถึงขั้น PNPCA ไปถึงทำข้อตกลงเฉพาะเจาะจงแล้วก็เซ็นต์สัญญารับซื้อไฟ คือว่า ทุกคนต้องเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใสต่อโครงการที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะแค่ชาวประมง ต้องนัดผู้ประกอบการท่องเที่ยว ช่วงน้ำลดนี้การท่องเที่ยวอาจไม่มีได้รายได้ที่ดี คนเหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน คนทั้งจังหวัดเลย คนในลุ่มแม่น้ำโขง

ประเด็นที่ 4 คือเรื่องมาตรการจากผลกระทบ นอกจากเราตรวจสอบเรื่องสิทธิ์แล้ว ดิฉันใช้หลักเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย มาตรการป้องกันไว้ก่อน อันนี้เป็นหลักสำคัญที่เราคิดว่าเราควรจะป้องกันเพราะสิ่งแวดล้อม เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เยียวยาอย่างไร มีกองทุนปากแบงให้ ก็ไม่สามารถคืนระบบนี้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมเขาถึงบอกว่าต้องป้องกันไว้ก่อนและการป้องกันไว้ก่อน

“คือต้องคํานวณต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมไว้ด้วย มันก็จะไม่ต้องมาเสียใจในภายหลัง เหมือนที่เรากําลังเสียใจเรื่องเขื่อนปากมูล นี่เป็นบทเรียนสำคัญเป็นเขื่อนสุดท้ายของไทย ที่มีการผลิตไฟฟ้า เป็นบทเรียนที่มีค่ายิ่ง ดิฉันคิดว่าเรามีบทเรียนเรื่องนี้มามากพอสมควรสำหรับประเทศไทย”

 

ไพรินทร์ เสาะสาย International Rivers

ความสัมพันธ์ในเชิงชีววิทยาแล้วก็ห่วงโซ่ของอาหารของตะกอนที่ไม่ได้มีผลกระทบในเฉพาะลุ่มน้ำของแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่ว่ากลายเป็นนิเวศของทะเลที่เป็นปากแม่น้ำโขงที่เวียดนามแล้วก็ลงไปถึงทะเลสาบสงขลา จริงๆ จากที่ได้ฟังอาจารย์พูดแล้วนึกถึงรายงานที่เรียกว่า Closeup Study ของ MRC ปี 2018 ซึ่งคณะกรรมการแม่น้ำโขงได้ออกรายงานฉบับนี้ขึ้น ซึ่งรายงานฉบับนั้นเขียนชัดเจนว่า ถ้าสมมุติว่ามันมีการสร้างเขื่อนทั้ง 11 แห่ง มันจะทำให้ตะกอนในแม่น้ำโขงที่ไหลไปถึงปากแม่น้ำโขงที่เวียดนามหายไป 97% สิ่งที่ตามมาก็คือตลิ่งแม่น้ำโขงก็จะพังไปเรื่อยๆ ซึ่งพังมากที่สุดก็คือในเขตประเทศไทยจากรายงานชิ้นนั้น ซึ่งเรารู้สึกว่าอันนี้อาจจะต้องเป็นสิ่งที่ในเชิงนโยบายต้องทบทวนว่าการแยกกันระหว่างพลังงานไฟฟ้า

“เขาบอกว่าสร้างเขื่อนเพื่อจะขายพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศไทย แล้วความสูญเสียในส่วนของระบบนิเวศกับชีวิตของประชาชนกว่า 60 ล้านคน มันแลกกันได้หรือเปล่า หรือว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบต่อปรากฏการณ์หรือผลกระทบที่กําลังจะเกิดขึ้นในตอนนี้”

เรามี 3 คำถาม ที่พวกเราถามกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอดก็คือ 1.) เรามีความจําเป็นอะไรกับการมาใช้ไฟฟ้าจากเขื่อนแม่น้ำโขงทั้งหมด 2.) ความรับผิดชอบจากกรณีเขื่อนที่สร้างไปแล้ว มันไม่มีความรับผิดชอบเลย แต่ว่าก็ยังมีการลงนามสัญญาซื้อไฟฟ้าไปอีก และ 3.) เรารู้สึกว่าเสียงของประชาชน เสียงของชาวบ้านบอกกับหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานตัดสินใจเชิงนโยบาย เขาไม่ได้รับฟังเสียงพวกเราเอาประกอบในการตัดสินใจต่างๆ เลยหรืออย่างไร

Views: 435|By |Published On: มีนาคม 15th, 2024|Categories: ข่าว|Tags: , , , |

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ