
“ชุมชน” เข้าไปเกี่ยวข้องกับ “กระบวนการทางยุติธรรม” ได้อย่างไร
นับจากอดีตถึงปัจจุบัน เกิดความขัดแย้งข้อพิพาทจำนวนมากระหว่างชุมชนกับโครงการพัฒนาทั้งของรัฐและเอกชน เกิดขึ้นเนื่องจากโครงการพัฒนาดังกล่าวได้สร้างผลกระทบต่อชุมชน ทำให้ประชาชนที่อยู่อาศัยในชุมชนได้รับความเดือดร้อน นำมาสู่การเรียกร้องคัดค้านโครงการฯ ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ชาวบ้านต้องเข้าไปเกี่ยวกับ “กระบวนการทางยุติธรรม” ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่ชาวบ้านใช้ในการต่อสู้ก็คือการใช้ “สิทธิชุมชน” ทั้งการที่ชาวบ้านถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไม่เต็มใจหรือการที่ชาวบ้านต้องใช้กระบวนการยุติธรรมในการปกป้องตนเองและชุมชน เช่น การถูกแจ้งความหรือฟ้องร้องดำเนินคดี หรือการที่ชาวบ้านใช้กระบวนการทางยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการต่อสู้ได้เช่นกัน กล่าวคือ การที่ชาวบ้านถูกฟ้องก็ทำให้เกิดกิจกรรมและเป็นประเด็นที่ทำให้การการรวมตัวกันขึ้น และการพิจารณาในชั้นศาลนี้ก็อาจนำปัญหาที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนได้รับผลกระทบให้สังคมได้รับทราบด้วย ในหลายพื้นที่จะเห็นได้ว่า ชุมชนเองก็เข้าใจถึงความจำเป็นในการต้องไปศาล แม้ในบางคดีจะมีผู้ถูกดำเนินคดีเพียงไม่กี่คน แต่ก็มีชาวบ้านในชุมชนเดินทางไปศาลให้กำลังใจจำนวนมาก เพราะเรื่องที่ถูกดำเนินคดีนั้นมีต้นเหตุมาจากการคัดค้านโครงการ คดีเช่นว่าจึงเป็นคดีของชุมชนไม่ใช่เรื่องเฉพาะส่วนตัวบุคคล หรือกรณีที่ชาวบ้านจะต้องฟ้องคดีเพื่อยุติโครงการต่างๆที่เกิดขึ้นในชุมชน หรือการฟ้องเรียกให้มีการเยียวยาหรือฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งชาวบ้านจะต้องใช้หลักการในสิทธิชุมชนเข้ามาเป็นส่วนในการต่อสู้
แต่กระนั้น การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นมี ราคา ค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าเดินทาง รวมถึงเวลาและพลังงานที่ต้องเสียไป เมื่อต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับการดำเนินคดีแต่ละคดี ปัจจัยเหล่านี้นอกจากจะกลายมาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงความยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่าแล้ว ในบางครั้งผู้ที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ก็อาจนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งผู้อื่น หรือเพื่อวัตถุประสงค์แฝงอย่างอื่นก็ได้
ซึ่งที่ผ่านมาส่วนมากจะเป็นชาวบ้านถูกแจ้งความหรือฟ้องร้องเพื่อให้หยุดคัดค้านต่อต้านโครงการฯ มากกว่าที่จะประสงค์ต่อผลของคดี ซึ่งคือ การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของประชาชน (Strategic Lawsuits Against Public Participation – SLAPP) อาจเรียกให้เข้าใจโดยง่ายว่า “การฟ้องกลั่นแกล้ง” หรือ “การฟ้องปิดปาก” เป็นรูปแบบการคุกคามโดยใช้กฎหมาย ที่เกิดแก่ชุมชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่งที่ถูกนำมาใช้มากขึ้นในไทย โดยหน่วยงานรัฐหรือทุนมักฟ้องดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญาต่อประชาชนเพื่อยับยั้งการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบ หรือการออกมาเคลื่อนไหว ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อปกป้องสิทธิของตนหรือชุมชน ที่เป็นไปตามการใช้สิทธิชุมชน อันเป็นการกดดันให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีจำต้องระงับการเคลื่อนไหว
ในช่วงหลายปีมานี้ มีตัวอย่างการฟ้องคดีในลักษณะ SLAPP หรือ การฟ้องกลั่นแกล้ง ที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน เช่น การแกล้งฟ้องฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ นั้น ที่ผ่านมาในคดีของชาวบ้านในกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด กรณีเหมืองแร่ทองคำ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เคยถูกบริษัทที่ประกอบกิจการเหมืองแร่ฟ้องร้องไกลถึงศาลจังหวัดภูเก็ตและศาลจังหวัดแม่สอด โดยโจทก์อ้างว่า มีผู้เห็นข้อความ ณ จังหวัดดังกล่าวที่ไปยื่นฟ้อง ซึ่งในข้อเท็จจริงบริษัทสามารถฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานของบริษัท หรือเป็นภูมิลำเนาของชาวบ้านก็ย่อมได้ การฟ้องคดีดังกล่าวจึงทำให้ชาวบ้านต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินไปต่อสู้คดีจำนวนมาก เป็นต้น
ถึงต่อมา จะมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2562) เรื่อง การให้อำนาจศาลในกลั่นกรองคดีที่เป็นกรณีฟ้องปิดปาก ในมาตรา 161/1 ก็ตาม โดยกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจศาลยับยั้งไม่รับฟ้องคดี ที่มีลักษณะการฟ้องคดีโดยใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งฟ้อง เพื่อมิให้โจทก์ใช้คดีอาญาเป็นเครื่องมือบีบบังคับโดยตรงหรือโดยอ้อม หรือใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการนำความเดือนร้อนมาให้ประชาชนด้วยกันโดยไม่จำเป็น เนื่องจากเห็นว่า โจทก์หรือผู้ฟ้องคดีมีเจตนาให้จำเลยหรือผู้ที่ถูกฟ้องคดีเกิดความวิตกกังวลในการพูดหรือใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และหรือเพียงต้องการให้เกิดภาระทางคดีแก่ผู้ที่ถูกฟ้อง โดยโจทก์มิได้หวังผลชนะในทางคดีแต่อย่างใด ซึ่งกฎหมายดังกล่าวเป็นการสร้างหลักการขึ้นใหม่ โดยตามกฎหมายนี้ ศาลจะมีอำนาจในการสั่งไม่รับฟ้องคดีสำหรับเอกชนฟ้องโดยที่ไม่ต้องมีการไต่สวนมูลฟ้องได้ หากเห็นว่าคำฟ้องเข้าหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 161/1 แต่เนื่องด้วยบทบัญญัตินี้ บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจได้อย่างอิสระโดยไม่มีเกณฑ์ในการพิจารณาที่ชัดเจนแน่นอน จึงอาจส่งผลให้มาตรฐานในการพิจารณาประทับฟ้องแตกต่างกันและเกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ ซึ่งปัจจุบันพบว่า แม้จะมีการฝ่ายจำเลยที่ถูกฟ้องคดีจะนำเอามาตราดังกล่าวเข้าต่อสู้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แต่จากการทำงานของมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนและจากการติดตามจากกรณีคดีอื่นๆก็พบว่า โดยส่วนใหญ่ศาลก็จะมีคำสั่งให้รอด้วยการให้ไต่สวนมูลฟ้องไปจนเสร็จสิ้นก่อน แล้วมีคำสั่งตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาไต่สวน หรือบางคดีศาลก็มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวตั้งแต่ยื่นคำร้องเสียด้วยซ้ำ จึงเห็นได้ชัดว่า กฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น
ในส่วนของชาวบ้านหรือชุมชนเองที่ถูกกระทำด้วยการฟ้องคดีแบบ SLAPP ก็ได้มีมาตรการในการฟ้องกลับจากกรณีที่ตนถูกฟ้องปิดปาก โดยข้อสังเกตในเรื่องการฟ้องกลับกรณีเช่นนี้ มีความแตกต่างจากการฟ้องปิดปากกลับ หรือ SLAPP Back ที่มีเจตนาฟ้องคดีก็เพียงเพื่อให้คู่กรณีอีกฝั่งหยุดการฟ้องปิดปากกลั่นแกล้ง แต่ “มาตรการการฟ้องกลับ” ของชาวบ้านและชุมชน นั้นคือ การที่ชาวบ้านเห็นว่า การที่บริษัทหรือหน่วยงานฟ้องปิดปากชาวบ้านนั้นได้ก่อให้เกิดเสียหายแก่ตน และเป็นการฟ้องกลั่นแกล้งทั้งๆที่ไม่ควรจะมีการฟ้องคดีโดยบริษัทหรือหน่วยงานดังกล่าว ชุมชนหรือชาวบ้านจึงได้ฟ้องคดีกลับเนื่องจากได้ความเสียหายดังกล่าว อีกทั้ง การฟ้องกลับไม่ได้เพียงมุ่งเน้นการเยียวยาเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงอำนาจ พลังของชุมชน ในการฟ้องบริษัท หรือการนำหน่วยงานของรัฐมาขึ้นศาล เพื่อให้บริษัทหรือหน่วยงานเหล่านั้นเกิดความเกรงกลัวหากคิดที่จะฟ้องคดีต่อชุมชนต่อไป เพราะอาจจะถูกฟ้องกลับได้ ตัวอย่างคดีที่น่าสนใจในกรณีฟ้องกลับคือ กรณีเหมืองแร่ทองคำ จังหวัดเลย ที่ชาวบ้านถูกฟ้องเนื่องจากการขึ้นป้ายหน้าหมู่บ้านข้อความว่า หมู่บ้านนี้ไม่เอาเหมือง และป้ายเล็กๆตามถนนในหมู่บ้านว่า ปิดเหมืองฟื้นฟู ซึ่งคดีนี้บริษัทฟ้องชาวบ้านหาว่าข้อความดังกล่าวหมิ่นประมาทและทำให้บริษัทเสียหายเรียกค่าเสียหายถึง 50 ล้านบาท ปรากฏว่า ศาลได้พิพากษายกฟ้อง ต่อมาชาวบ้านจึงได้ยื่นฟ้องกลับเนื่องจากเห็นว่า จากการฟ้องดังกล่าวเป็นการฟ้องที่มีเจตนาจะปิดปากชาวบ้าน ซึ่งในคดีฟ้องกลับนี้ศาลได้มีคำพิพากษาโดยสรุปว่า การที่บริษัทฟ้องชาวบ้านเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต มีเจตนาอาศัยศาลเป็นเครื่องมือกำบังกลั่นแกล้งกล่าวหาบุคคลอื่น พิพากษาให้บริษัทชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ชาวบ้าน ทั้งค่าใช้จ่ายที่ต้องเข้าต่อสู้คดีในศาลที่ถูกฟ้องและค่าเสียหายจากการเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการถูกฟ้องคดี เห็นได้ว่า การฟ้องกลับนอกจากเป็นการเยียวยาความเสียหายจากการถูกฟ้องกลั่นแกล้งแล้ว ยังจะทำให้เกิดบรรทัดฐานให้บริษัทหรือหน่วยงานต้องระวังไม่นำเอาคดีมาใช้ในทางกลั่นแกล้งผู้อื่นอีกด้วย
ข้อสำคัญอีกประการ คือ ชาวบ้านเองก็สามารถนำเอากระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการต่อสู้ของชุมชน และสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายผ่านการต่อสู้ทางคดีได้ด้วย เช่น การที่ชาวบ้านถูกฟ้องในข้อหากระทำผิดตามพรบ.การชุมนุมสาธารณะ ก็เป็นโอกาสต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อให้เกิดคำพิพากษาที่เป็นแนวทางว่า ขอบเขตของการชุมนุมแบบไหนที่ต้องแจ้งการชุมนุม ซึ่งในกรณีนี้เห็นได้จากคดีที่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด กรณีคัดค้านเหมืองแร่ทองคำ ที่ถูกฟ้องว่ากระทำผิดพรบ.ชุมนุม เนื่องจากได้รวมตัวกันชุมนุมที่องค์กรบริหารส่วนตำบลเขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย จากการประชุมสภาองค์กรบริหารส่วนตำบลเขาหลวง ซึ่งคดีนี้ ศาลพิพากษาว่า เนื่องจากชาวบ้านเดินทางมายังอบต.เขาหลวงเนื่องจากได้รับจดหมายเชิญเข้าร่วมประชุมและสังเกตการณ์การประชุมตามบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลจึงพิพากษาว่า กรณีนี้ เป็นการชุมนุมที่ได้รับยกเว้นจากกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ ไม่ต้องแจ้งการชุมนุม ซึ่งนอกจากเป็นการสร้างบรรทัดฐานเพื่ออธิบายความตามกฎหมายแล้ว การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของชาวบ้านก็ยังอาจรวมถึงการเปลี่ยนทัศนะคติของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ให้เห็นว่าคดีความเหล่านี้มิใช่เกิดจากนิสัยหรือกลสันดาลของชาวบ้านที่อาจจะหรือจะกระทำผิดตามกฎหมาย หากแต่มีเหตุที่เกิดขึ้นมาจากการต่อสู้กับโครงการพัฒนาที่สร้างผลกระทบให้แก่ชุมชน ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจึงความจำเป็นที่ต้องเคลื่อนไหวคัดค้านซึ่งก็อาจจะนำมาซึ่งคดีความในการกระทำการเคลื่อนไหวนั้นได้ แต่ก็ใช่ว่าชาวบ้านอยากจะใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเด็นของตนแต่อย่างใด โดยส่วนใหญ่แล้วก็เกิดจากการที่ชาวบ้านจำต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น
ชาวบ้านต้องเจออะไรบ้างในกระบวนการยุติธรรม
สิ่งแรกเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของชาวบ้าน คือ การพบกับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กล่าวคือ มักถูกตัดสินจากเจ้าหน้าที่ไปก่อนแล้วว่าเป็นผู้กระทำความผิด เช่น ในการขอสนับสนุนเงินประกันตัวจากกองทุนยุติธรรม โดยเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาไม่อนุมัติทุนในการช่วยคดี อ้างว่าชาวบ้านน่าจะเป็นผู้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาทั้งๆที่ยังไม่มีการสืบพยานหรือมีคำพิพากษาคดีแต่อย่างใด ซึ่งกรณีนี้เกิดขึ้นกับ การขอรับความช่วยเหลือเงินประกันตัวสำหรับกรณี กลุ่มรักษ์บ้านแหง อ.งาว จังหวัดลำปาง และกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด นาหนองบง อ.วังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งเป็นไปได้ยากมากที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ถูกดำเนินคดีจากการลุกขึ้นมาเรียกร้องหรือปกป้องชุมชนจะได้รับความช่วยเหลือในเรื่องเงินประกันตัว หรือเงินค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ยกเว้นกรณีนั้นๆจะได้มีการรณรงค์อย่างเข้มแข็งมากพอจึงจะได้รับการช่วยเหลือในเรื่องการประกันตัว แต่ก็ยังคงมีปัญหาการเข้าถึงค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี
ทัศนคติและแนวปฏิบัติของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม เมื่อถูกดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจก็แทบจะเตรียมส่งฟ้องคดีไปให้พนักงานอัยการดำเนินการต่อทันที เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ไม่อยากเผชิญหน้ากับชาวบ้าน และอาจจะมีลักษณะของการถูกนโยบายกดดันเนื่องจากเป็นการคัดค้านโครงการพัฒนาของรัฐหรือรัฐสนับสนุนโครงการ ทั้งๆที่ในบางคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสั่งไม่ฟ้องได้แต่ก็ไม่สั่ง แต่เลือกที่จะส่งไปพนักงานอัยการก่อน เพื่อให้พนักงานอัยการเป็นผู้มีคำสั่งว่าจะส่งฟ้องต่อศาลหรือไม่เอง ซึ่งในหลายกรณีอัยการก็เลือกที่จะส่งฟ้องศาลไปก่อนอีกด้วย อาจจะด้วยในการที่จะสั่งไม่ฟ้องนั้น พนักงานอัยการจะต้องฟ้องส่งคำสั่งดังกล่าวไปยังอัยการภาคพิจารณา เมื่ออัยการภาคส่งกลับมาแล้วก็ต้องส่งไปที่ตำรวจเพื่อถามความเห็นว่าจะโต้แย้งคำสั่งไม่ฟ้องหรือไม่อีก ซึ่งเป็นการดำเนินการหลายขั้นตอน แต่การส่งฟ้องคดีต่อศาลจึงดูเป็นการง่ายกว่ามีคำสั่งไม่ฟ้อง พูดง่ายๆว่าเป็นกรณีที่ตำรวจส่งฟ้องให้อัยการก่อน แล้วอัยการก็สั่งฟ้องต่อศาลไปก่อน แล้วให้ผู้ต้องหาไปสู้ในชั้นศาลเอง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไปถึงศาล โดยส่วนใหญ่หากคดีถูกฟ้องโดยพนักงานอัยการ จำเลยก็อาจจะถูกสอบถามโดยการตั้งไว้ก่อนว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการฟ้องคดี ทั้งๆที่คดีส่วนใหญ่เมื่อมีการพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง หรือลงโทษโดยสถานเบา เนื่องจากเหตุหรือการกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิด หรือเป็นความผิดแต่เป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิของชุมชนหรือประโยชน์สาธารณะ แต่การถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนี้ ทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีภาระอย่างมากในการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมจนได้มาซึ่งความยุติธรรม
นอกจากนี้ สำหรับกฎหมายใหม่ที่มีการบังคับใช้ไม่นาน ก็มีความจำเป็นที่ชาวบ้านต้องไปเรียนรู้ร่วมกับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดการคุ้มครองสูงสุดตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งนี้ สำหรับกฎหมายใหม่อาจเป็นการสร้างแนวทางการพิจารณาคดีและคำพิพากษาให้คดีต่อๆไปในอนาคตได้ เช่น กรณีการที่ชาวบ้านถูกฟ้องข้อหากระทำผิดพรบ.การชุมนุมสาธารณะ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และยังมีกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ที่เป็นกฎหมายใหม่สำหรับกรณีที่มีผู้เสียหายจำนวนมากต้องฟ้องคดี โดยที่สมาชิกเหล่านั้นได้รับความเสียหายจากการกระทำที่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกัน โดยการดำเนินคดีแบบกลุ่มนี้ผู้ฟ้องคดีหรือโจทก์เพียงหนึ่งคนหรือบางคนจากผู้เสียหายทั้งหมดจะเป็นผู้ดำเนินการฟ้องคดี โดยที่ผู้เสียหายคนอื่นๆ ไม่ต้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีและไม่ต้องมอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินคดีแทน ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินคดีมีความรวดเร็ว ประหยัด และคุ้มครองผู้เสียหายได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เนื่องจากผู้เสียหายบางรายอาจได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินไม่มากนัก อาจจะจึงไม่คุ้มค่าหากจะดำเนินคดีเป็นรายบุคคล หรือแม้แต่หากต้องมีการมาฟ้องคดีเองทั้งหมดจะเกิดความยุ่งยากต่อผู้เสียหายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี การเสียเวลา และมีคดีความในศาลหลายสิบคดี ทั้งๆที่สามารถใช้คดีเดียวไปบังคับใช้กับกลุ่มที่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากการกระทำเดียวกันได้ แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีแบบกลุ่มนี้ ก็ยังคงต้องร่วมกันเรียนรู้กันทั้งชาวบ้าน ชุมชน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้บรรลุผลของเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย กลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานร่วมกัน อันเป็นภาระของชาวบ้านหรือชุมชนในการจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
นอกจากนี้ การที่จะต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรม ชุมชนและชาวบ้านยังต้องร่วมกันกับบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรม สร้างบรรทัดฐานในการแสวงหาข้อเท็จจริง ทั้งในชั้นตำรวจ อัยการ และศาล ที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้ความสำคัญเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เช่น ในคดีอาญาที่พนักงานสอบสวนต้องลงมาดูพื้นที่พิพาทจริงด้วยตนเอง มิใช่ดูเพียงจากเอกสารที่คู่ความในคดียื่นเข้ามา ซึ่งโดยปกติพนักงานสอบสวนดำเนินการอยู่แล้ว แต่ก็ยังพบว่า ในบางกรณีพนักงานสอบสวนมิได้ลงพื้นที่ดูที่เกิดเหตุ จนทำให้ข้อมูลทางคดีไม่ครบถ้วน หากได้มีการลงพื้นที่ก็อาจจะมีความเห็นไม่สั่งฟ้องได้ หรือกรณีการพิจารณาในคดีสิ่งแวดล้อม ศาลอาจต้องเดินเผชิญสืบไปลงพื้นที่ที่มีการฟ้องคดี เพื่อให้เห็นสภาพแหล่งมลพิษและสภาพสิ่งแวดล้อมว่าเสียหายเพียงใด เป็นไปตามที่คู่ความได้เสนอต่อศาลหรือไม่ ซึ่งหากไม่ลงไปเห็นสภาพจริงแล้วเป็นการยากมากที่จะเข้าใจปัญหามูลเหตุแห่งคดีได้
อย่างไรก็ตาม ในกระบวนต่อสู้ของชาวบ้านใน “กระบวนการยุติธรรม” นั้น จะใช้หลักการของ “สิทธิชุมชน” เข้ามาในการดำเนินแนวทางการต่อสู้เสมอไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกฟ้องคดีหรือฝ่ายฟ้องคดีเอง เนื่องจากการลุกขึ้นมาของชาวบ้านในชุมชนที่มีโครงการพัฒนาจากรัฐหรือเอกชนนั้น เป็นการลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องชุมชนของตน ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดถึงปกป้องประโยชน์สาธารณะ ไม่ให้ถูกทำลายจากโครงการพัฒนาต่างๆ ซึ่งการใช้สิทธิชุมชนของชาวบ้านในกระบวนการยุติธรรมนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการที่ชาวบ้านพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน ให้เป็นไปตามเจตจำนงแห่งชุมชนและเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างในคดีต่างๆที่เกิดขึ้นจากกระบวนการต่อสู้ของชุมชน
สุดท้ายนี้ อาจสรุปได้ว่า ในการต่อสู้ของชาวบ้านและชุมชน กระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นที่พวกเขาต้องเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งการถูกฟ้องคดีหรือเป็นผู้ฟ้องคดีเอง ชาวบ้านสามารถนำคดีของตนมาเป็นตัวขับเคลื่อนประเด็นในการใช้สิทธิชุมชน ไปพร้อมกับการขับเคลื่อนการรวมกลุ่มของชุมชนเป็นเครือข่ายไปด้วยกันเพื่อให้เกิดการคุ้มครองปกป้องชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ส่วนรัฐเองก็มีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองประชาชน รวมถึงการอำนวยสิทธิให้ประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง เพื่อเป็นการยืนยันสิทธิชุมชนของประชาชนให้สามารถใช้ได้จริง
โดย ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
————————
*บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสรุปบทเรียนการทำงานครบรอบ 10 ปี ของ ศูนย์ข้อมูลชุมชน


