การลงทุน คือ การแสวงหากำไร เมื่อโลกไร้พรมแดน จึงมีการลงทุนในธุรกิจต่างๆข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็น การทำเหมืองแร่ การก่อสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมน้ำตาล การสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า การเปลี่ยนฐานเกษตรกรรมไปทำอีกประเทศหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า การลงทุนข้ามพรมแดนเป็นการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองกำไรของภาคธุรกิจ และความต้องการของผู้บริโภค ในอดีตมีการทำสงครามเพื่อแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อโลกาภิวัติ การลงทุนข้ามพรมแดนเป็นวิธีการใช้ทรัพยากรที่ในเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต จากประเทศมหาอำนาจที่แสวงหาความมั่นคงเพื่อส่งต่อการใช้ทรัพยากรในดินแดนของตนเอง จากการล่าอาณานิคมในรูปแบบเดิม ไม่มีการใช้สงคราม แต่เป็นการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ หรือ การลงทุนข้ามพรมแดนนั่นเอง
ใครเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนจากธุรกิจนี้ ถ้าไม่ใช่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น หากเป็นธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากเสียหน่อย ก็จะมีการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาความเสียหาย แต่การจ่ายค่าชดเชยเยียวยาก็อาจจะไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง ของบางสิ่งบางอย่างไม่อาจที่จะแลกมาด้วยเงิน ในกรณีนี้ขอยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การทำเหมืองแร่หินปูน เขาหินปูนลูกนั้นก็ถูกทำให้หายไป ซึ่งจะไม่สามารถสร้างให้กลับมาเหมือนเดิมได้มีอีกต่อไป

การลงทุนข้ามพรมแดนมัก จะเป็นการลงทุนด้วยการไปจดทะเบียนตั้งบริษัทในประเทศอื่นๆ เป็นอีกบริษัทหนึ่งและกลายเป็นบริษัทสัญชาติของประเทศที่ไปลงทุน เสมือนเป็นวิธีการหลีกเลี่ยงทั้งทางด้านกฎหมายและความรับผิดชอบที่นักลงทุนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ตนมีในถิ่นฐานเดิมที่ตนอยู่ ซึ่งหากเมื่อก่อให้ความเสียหายในด้านสิ่งแวดล้อม หรือ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ ในประเทศที่ได้มีการไปลงทุนแล้ว นักลงทุนก็มักจะปิดตัวบริษัทในประเทศที่ตนลงทุนลง หรือก่อให้เกิดหนี้เสียจนไม่สามารถติดตามให้มารับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศที่ลงทุนได้ อันเป็นการกระทำที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายของประเทศที่ไปลงทุนซึ่งอาจจะอ่อนแอทั้งในตัวกฎหมายเองและในการบังคับใช้ หรือแม้แต่ช่องว่างของกฎหมายของประเทศตนเองที่อาจจะเอื้อมไม่ถึงเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบเนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ การลงทุนข้ามพรมแดนจึงมีปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญโดยเฉพาะในส่วนของความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดจากการลงทุนไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือสิ่งแวดล้อม ดังจะเห็นได้จากกรณีศึกษา 3 กรณีที่จะกล่าวถึง
“เขื่อนไซยะบุรีในลาว” ดำเนินการก่อสร้างและดำเนินการโดย บริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งมีผู้ถือหุ้น 95% มาจากบริษัทแม่ที่อยู่ในประเทศไทย แต่ไปจดทะเบียนเป็นบริษัทใหม่และไปดำเนินธุรกิจในประเทศลาว เพื่อสร้างเขื่อนตัวแรกบนแม่น้ำโขงสายประธาน ที่จะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 ซึ่งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงได้มีระเบียบปฏิบัติ เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และการทำความตกลง (PNPCA) ไว้จากระเบียบฯ ดังกล่าว ในการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี จึงต้องจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นขึ้นในประเทศไทย แต่การจัดทำการประชุมเพียง 3 ครั้งใน 3 จังหวัด ทั้งๆที่จังหวัดที่อยู่ติดแม่น้ำโขงมีทั้งสิ้น 8 จังหวัด เห็นว่า เป็นการจัดการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่ทั่วถึงและไม่ถูกต้องอย่างเห็นได้ชัดเจน ที่สำคัญโครงการดังกล่าวไม่ได้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน การขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนของท้องถิ่นอย่างจริงใจและจริงจัง ซึ่งหากนำเอากฎหมายไทยไปบังคับใช้ด้วยแล้ว โครงการดังกล่าวจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ทั้งในส่วนที่อยู่ในกระบวนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการที่จะต้องจัดให้ทั่วทั้ง 8 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ การจะต้องให้โอกาสในการโต้แย้งคัดค้านโครงการสำหรับประชาชนที่จะได้รับผลกระทบด้วย แม้กระทั่งการตรวจสอบหรือโต้แย้งกระบวนการพิจารณารายงานการเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือรายงาน EIA แต่เมื่อโครงการไปอยู่ในประเทศลาว การดำเนินการดังกล่าวตามสิทธิมนุษยชนและกฎหมายของประเทศไทยจึงไม่อาจจะทำได้ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น ได้เกิดวิกฤติน้ำโขงลดลงอย่างรวดเร็ว จนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งโขงไม่ได้เตรียมรับสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ทำการเกษตรริมฝั่งโขง และยังส่งผลให้สัตว์น้ำติดเกาะถูกแดดอาบแห้งตายมากมาย พืชน้ำก็แห้งตาย ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในแม่น้ำโขงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไม่ได้มีการศึกษาไว้ในรายงาน EIA โดยที่เหตุการณ์นี้เกิดข้นในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการประกาศว่า เขื่อนไซยะบุรีจะทดลองผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ กรณีนี้ แม้ว่าจะมีการยื่นคำร้องขอกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนศาลพิพากษาในศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้มีความสั่งคุ้มครองดำเนินการศึกษาในเรื่องดังกล่าว แต่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล
นอกจากนี้ ยังมีเขื่อนปากแบงซึ่งเป็นการลงทุนโครงการโดยนักลงทุนประเทศจีนบนแม่น้ำโขงในประเทศลาว ซึ่งจะต้องทำกระบวนการ PNPCA เช่นเดียวกัน แต่พบว่าการจัดการรับฟังความคิดเห็นมีลักษณะอย่างเดียวกันกับเขื่อนไซยะบุรีที่ไม่ครอบคลุม และการศึกษารายงาน EIA ก็ไม่มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน แม้ว่าจีนจะมีกระบวนการตรวจสอบโครงการที่จะลงทุนนอกประเทศ แต่ก็ไม่พบว่ามีความพยายามดำเนินการให้เกิดการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ส่วนกระบวนการดำเนินการในประเทศลาวก็ยิ่งไม่อาจจะคาดหวังได้
ซึ่งทั้งสองโครงการนั้นก็เกิดมาจากนโยบายของประเทศลาว ที่ต้องการเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย ที่เปิดโอกาสให้นักธุรกิจไปดำเนินการลงทุนในประเทศตนโดยไม่ได้มองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนลุ่มน้ำโขงทั้งไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
สำหรับกรณีปัญหาการเข้าไปทำ “สัมปทานปลูกอ้อย” เพื่อผลิตน้ำตาลในกัมพูชานั้น เนื่องจาก EU หรือกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปได้มีโควตาพิเศษที่เรียกว่า (Everything but Arms หรือ EBA) ที่มีความตกลงร่วมกันให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถส่งออกสินค้าไปจำหน่ายประเทศสมาชิกใน EU ได้โดยได้รับยกเว้นไม่เก็บภาษีนำเข้าและโควตาพิเศษ ทำให้มีบริษัทต้องการไปลงทุนในประเทศกัมพูชาเพื่อได้รับโควต้าน้ำตาลส่งออกไปประเทศใน EU จึงมีการจดทะเบียนบริษัทตามกฎหมายกัมพูชาเป็นบริษัทสัญชาติกัมพูชา แยกต่างหากจากบริษัทในประเทศต้นทาง ไปขอสัมปทานพื้นที่สำหรับการปลูกอ้อย เพื่อผลิตน้ำตาล แต่การดำเนินการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ทั้งการสูญเสียที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ต่อมาบริษัทก็ปิดตัวลง ทำให้เกิดปัญหาการเข้าถึงการเยียวยา เพราะไม่อาจฟ้องบริษัทที่อยู่ในประเทศกัมพูชาได้ จนต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม ยังปัญหาการเข้าถึงการเยียวยานี้ยังต้องพิสูจน์ว่า กฎหมายประเทศไทยจะคุ้มครองได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าจะรับคำฟ้องไว้พิจารณาในคดีแบบกลุ่มหรือไม่ จากกรณีนี้เห็นว่า การไปลงทุนปลูกอ้อย เพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำตาลดังกล่าว เมื่อบริษัทผู้ลงทุนได้ปิดตัวลงในประเทศนั้นๆ ก็กลายเป็นภาระของผู้ได้รับผลกระทบที่จะต้องแสวงหาความยุติธรรมจากประเทศต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่นักลงทุนมีสัญชาติอยู่ หรือประเทศที่เป็นผู้รับซื้อผลผลิตที่ยังต้องดูว่ามีหลักเกณฑ์หรือกฎหมายคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกิจการนั้นหรือไม่
ปัญหา “เหมืองทองคำ” ในไทย บริษัทจากออสเตรเลียได้ทำสัญญารับซื้อทองคำจากบริษัททองคำในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย โดยที่มีบริษัทได้เข้าทำสัญญาการสำรวจและการทำเหมืองแร่ทองคำ พื้นที่น้ำคิว – ภูขุมทอง ระหว่าง กรมทรัพยากรธรนีวิทยาตั้งแต่พ.ศ. 2532 และเริ่มประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำอย่างจริงจังในพ.ศ. 2549 ปรากฏข้อเท็จจริงอย่างแน่ชัดว่า ในการประกอบกิจการเหมืองทองคำดังกล่าวได้มีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งทางด้านร่างกาย สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ต่อมา บริษัทไม่สามารถที่จะขออนุญาตใช้ประโยชน์ในที่ป่าสงวนแห่งชาติและที่ดินปฏิรูปเพื่อการเกษตรในการทำเหมืองแร่ได้ ทำให้บริษัทไม่มีเงินเพียงพอในการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเยอรมัน จนเป็นเหตุให้ถูกธนาคารฟ้องล้มละลายลง ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ต้องกลายเป็นผู้รับผลกระทบจากสารเคมีพิษที่ตนเองไม่ได้ก่อ ซึ่งชาวบ้านวางแผนที่จะฟื้นฟูเหมืองแร่ทองคำอยู่ในปัจจุบันหลังจากที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทเหมืองต้องดำเนินการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและชดใช้ค่าเสียหาย แต่ก็ยังมองไม่เห็นว่า ชาวบ้านจะได้รับการเยียวยา หรือสิ่งแวดล้อมจะได้รับการฟื้นฟู จากบริษัทที่ถูกสั่งล้มละลายไปแล้วได้อย่างไร ซึ่งกรณีนี้ก็ยังมองไม่เห็นว่าจะได้รับการเยียวยาจากผู้ลงทุนจากประเทศออสเตรเลียที่เป็นผู้รับซื้อทองคำ และจากผู้ลงทุนจากประเทศเยอรมันที่เป็นผู้ปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัททองคำนี้ได้อย่างไร

จากปัญหาทั้ง 3 กรณีที่กล่าวมาข้างต้น เกิดมาจากความต้องการทรัพยากร เพื่อหล่อเลี้ยงจำนวนประชากรของโลกที่มากขึ้นทั้งสิ้น ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อสิทธิมนุษยชนและทำลายทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กฎหมายปัจจุบันก็ยังไปไม่ถึงการคุ้มครองโดยที่รัฐไม่ได้ไม่คำนึงถึงว่า
การขายทรัพยากรธรรมชาติกินนี้ ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้เมื่อทำลายก็จะหมดลงไปอย่างรวดเร็วผู้ที่ต้องรับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และยังไม่ได้รับการเยียวยา ก็คือ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ยังหวังว่า กรณีทั้งสามที่ยกมานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐจะต้องหามาตรการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรมนำเอากฎหมายที่มีอยู่มาบังคับใช้อย่างก้าวหน้า การออกกฎหมายหรือมาตรการใหม่ ๆ มารองรับ เพื่อให้เกิดการคุ้มครอง ปกป้อง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องต่อสู้อย่างลำพัง
บทความโดย เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน





