มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (Community Resource Centre Foundation: CRC) นับแต่ก่อตั้ง “ศูนย์ข้อมูลชุมชน” เมื่อปี 2553 จนจดทะเบียนเป็น “มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน” ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ได้ทำงานทางกฎหมายร่วมกับชุมชนมาแล้วไม่น้อยกว่า 30 ชุมชน โดยเป็นการทำงานส่งเสริมการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนจากการคุกคามของโครงการต่างๆที่เรียกว่า “โครงการพัฒนา” ทั้งที่เป็นโครงการเอกชนและโครงการรัฐ และในปี 2562 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเขียนบทความเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะชน ในประเด็นที่เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับชุมชน ให้ความรู้ทางด้านกฎหมาย และรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับชุมชนในประเทศไทยหลากหลายรูปแบบ มีทั้งที่เป็นประเด็นร้อนแรงทางสังคม และประเด็นที่ค่อนข้างเงียบไปจนถึงไม่เป็นกระแสสังคมเท่าใด ซึ่งทุกชุมชนต่างก็ต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิและความชอบธรรมให้กับตนเอง โดยอาศัย “สิทธิชุมชน” ในเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการต่อสู้

“สิทธิชุมชน” เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับประชาชนมาอย่างช้านาน แม้จะไม่เคยมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาก่อน แต่ก็ก่อกำเนิดในรูปแบบของจารีตประเพณีที่แต่ละชุมชนยึดถือปฏิบัติกันมาอย่างเป็นรูปธรรม จนกระทั่งได้รับการรับรองและคุ้มครองในกฎหมายไทย โดยแรกเริ่มได้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ในหมวด สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 56 มาตรา 57 ปรากฏในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนที่ 12 ว่าด้วยสิทธิชุมชน มาตรา 66 และมาตรา 67 แต่เมื่อสิทธิชุมชนเมื่อมาสู่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 บัญญัติไว้ใน หมวด สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 43 และได้ไปกำหนดเป็นหน้าที่ของรัฐ ในหมวด หน้าที่ของรัฐ มาตรา 57 และมาตรา 58

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 พ.ศ.2550 เรื่อยมานั้น มีเนื้อหาของกฎหมายที่ค่อนข้างครอบคลุมและให้สิทธิชุมชนที่ชัดเจนเป็นการเฉพาะมากกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และพ.ศ.2550 มีสาระสำคัญในการให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีสิทธิในการมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นในการจัดการทรัพยากร อนุรักษ์ บำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อการดำเนินโครงการต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง โดยจะต้องให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อนดำเนินโครงการใดๆ ซึ่งในช่วงหลังจาก พ.ศ.2540 จนถึง พ.ศ.2560 ประชาชนได้ใช้สิทธิเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างมากมายและเห็นเป็นประจักษ์

แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กลับนำเอาสิทธิชุมชนบางส่วนไปไว้ภายใต้อำนาจหน้าที่รัฐเป็นผู้จัดการโดยตรง ทำให้เสรีภาพในการจัดการ และการใช้สิทธิชุมชนด้วยตนเองนั้นถูกจำกัดสิทธิให้แคบลง อาจเป็นเพราะการให้สิทธิชุมชนอย่างเด่นชัดจะทำให้ชุมชนและประชาชนสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับการละเมิดสิทธิจากการดำเนินโครงการสาธารณะต่างๆโดยภาครัฐและเอกชนได้ดีที่สุด ทำให้ต้องมีการตีความในการใช้สิทธิชุมชนของประชาชนและหน้าที่ของรัฐในการจัดการเกี่ยวกับชุมชน แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนและชุมชนก็ยังยึดถือเอาสิทธิชุมชนเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ปกป้องสิทธิชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมจนถึงปัจจุบัน

จากการทำงานของมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า กระบวนการต่อสู้ของชุมชนนั้นมาจากการรวมตัวกันของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการพัฒนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการของภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือโครงการของภาคเอกชน ที่ได้เข้ามาลงทุนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน โดยโครงการของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ สายส่งไฟฟ้าจังหวัดอุดรธานี สายส่งไฟฟ้าจังหวัดน่าน ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2 (สวนกง) โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โครงการป้องกันน้ำท่วมอำเภอแม่ใจ บ่อบำบัดน้ำเสียอำเภอแม่สาย เป็นต้น ส่วนโครงการของภาคเอกชน ได้แก่ เหมืองหินเขาคูหา ปั๊มแก๊สอำเภอเมืองชัยนาท เหมืองแร่ลิกไนต์บ้านแหง เหมืองแร่ทองคำเลย เหมืองแร่โปแตซอุดร เหมืองแร่โปแตซสกลนคร โรงงานน้ำตาลสกลนคร โรงไฟฟ้าชีวมวลผาปัง โรงไฟฟ้าชีวมวลบ้านคู ฟาร์มหมูในอำเภอบ้านนาจังหวัดนครนายก โรงงานอะหลั่ยรถยนต์สาริกา เป็นต้น ซึ่งการดำเนินโครงการต่างๆดังกล่าวกลับมีการกระทำที่เกิดการละเมิดสิทธิของประชาชนและชุมชนให้ได้ความเดือดร้อนและความเสียหาย จากกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือการอาศัยช่องว่างของกฎหมาย

แม้การใช้สิทธิชุมชนจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ให้ผลดีในการต่อสู้ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญมาจนถึงปัจจุบัน ประสิทธิภาพในการใช้สิทธิชุมชนกลับไม่เพียงพอต่อการเรียกร้องให้ภาครัฐ หรือ ภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจ ต้องมีความรับผิดชอบต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาให้ชุมชนจะต้องอาศัยเครื่องมืออื่นที่ไม่ใช่เพียงการอ้างสิทธิตามกฎหมายในกระบวนการยุติธรรมเหมือนก่อนเท่านั้น แต่ยังได้มีการใช้กลไกการร้องเรียน การขับเคลื่อนทางสังคมในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรวมไปถึงการเข้าไปมีส่วนในการติดตามการทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน เพื่อที่จะให้เกิดความคุ้มครอง เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และทำให้เกิดการกำหนดหน้าที่ของรัฐให้ชัดเจนในเรื่องการออกกฎหมาย หรือมาตรการที่สำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยภาคเอกชนหรือธุรกิจ ตลอดจนภาครัฐที่มาพัฒนาโครงการในเชิงธุรกิจและอุตสาหกรรมและยังเป็นการกำหนดให้ภาคธุรกิจมีหน้าที่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนให้ชัดเจนอีกด้วย ซึ่งผู้เขียนขอยกตัวอย่างชุมชนที่มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนได้ทำงานร่วมกันกับชุมชนและเครือข่ายรวมทั้ง NGOs ต่างๆ ที่อาศัยหลากหลายกระบวนการข้างต้นขึ้นมาปกป้องชุมชน มาเล่าสู่กันฟัง

  1. การใช้กลไกการร้องเรียนต่อองค์กรต่างๆ หากชุมชนถูกละเมิดสิทธิโดยปกติแล้วจะสามารถทำการร้องเรียนหรือส่งข้อมูลให้แก่หน่วยงานได้ใน 4 ระดับ คือ ระดับสากล ต่อองค์กรในสหประชาชาติ ได้แก่ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ระดับภูมิภาค ต่อ คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ซึ่งรับข้อมูลชี้แจงต่างๆเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ และ ระดับชาติ ต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในระดับท้องถิ่น ได้แก่ สำนักงานยุติธรรมประจำจังหวัด ซึ่งหลายชุมชนมักจะมีความคุ้นเคยในการร้องเรียนในระดับชาติเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการร้องเรียนต่อสำนักงานยุติธรรมประจำจังหวัดที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ส่วนในระดับสากล และระดับภูมิภาคยังดูเหมือนเป็นความห่างไกลในการเข้าถึงของชุมชน เนื่องจากต้องใช้ภาษาต่างประเทศในการสื่อสาร จึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) หรือ องค์กรต่างประเทศ (International NGOs) ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาช่วยให้เข้าถึงการร้องเรียนในสองระดับดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีอีกกลไกหนึ่งที่ถึงแม้จะไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่ก็มีกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยที่ใช้กลไกการร้องเรียนนี้ได้ประสบผลสำเร็จ คือ กลไกการร้องเรียนต่อธนาคาร หรือแหล่งทุน ผู้ให้กู้ยืมเงินดำเนินโครงการต่างๆ ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนลงในบทความเรื่อง “กระบวนการร้องเรียนโครงการพัฒนาต่อสถาบันทางการเงิน” [1] โดยทางมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนเองก็ได้เริ่มนำกลไกดังกล่าวมาทำงานร่วมกับชุมชนเช่นเดียวกัน เช่น กรณีของโรงไฟฟ้าชีวมวล บ้านคู อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา [2] ที่มีการตรวจสอบพบว่า บริษัทที่เข้ามาดำเนินโครงการได้มีการกู้ยืมเงินมาจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ASIAN DEVELOPMENT BANK (ADB) ซึ่งทาง ADB ก็มีกลไกการร้องเรียนที่เปิดช่องให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการต่างๆ ที่อยู่ภายใต้สัญญาการกู้ยืมเงินของ ADB ได้มีการตรวจสอบความไม่ชอบด้วยกฎหมายของบริษัทได้ ซึ่งหากพบว่ามีความไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ การละเมิดต่อชุมชนจริง ADB ก็จะดำเนินการระงับการให้ทุนกู้ยืมเงินแก่บริษัท และสามารถนำข้อมูลการตรวจสอบนี้ไปใช้เป็นหลักฐานในการต่อสู้ในชั้นศาลต่อไปได้ด้วย โดยก่อนหน้านี้ ทางมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนได้ร่วมกับเครือข่ายก็ได้เคยใช้กลไกการร้องเรียนที่คล้ายคลึงกันนี้ ต่อโครงการเขื่อนไซยะบุรีมาก่อนแล้ว โดยร้องเรียนไปยังประเทศที่มีบริษัทขายเครื่องจักรให้แก่เขื่อน หรือประเทศที่รับตรวจสอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้ว่าผลการร้องเรียนจะไม่เป็นผลนัก แต่ก็ทำให้กระบวนการขั้นตอนต่างๆได้เกิดการตรวจสอบ และเกิดความตระหนักถึงผลกระทบข้ามพรมแดนของเขื่อนไซยะบุรีด้วย

  1. การใช้กระบวนการขับเคลื่อนทางสังคม มีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการเดินเพื่อเรียกร้องสิทธิความชอบธรรม การชุมชนหน้าทำเนียบรัฐบาล หน้าองค์การสหประชาชาติ ซึ่งจัดอยู่ในรูปแบบการชุมนุมสาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีเสวนาด้านวิชาการ แสดงความคิดเห็น การตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่างๆ ล้วนแต่ต้องอาศัยสื่อเป็นตัวขับเคลื่อนทางสังคมร่วมด้วยให้เป็นกระแสที่มีการพูดถึง และสร้างแรงกดดันให้ภาครัฐต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาของประชาชนและชุมชน ซึ่งชุมชนที่ใช้กระบวนการขับเคลื่อนทางสังคมที่เห็นได้ชัด ได้แก่

“เครือข่ายเทใจให้เทพาไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน”[3] เป็นชุมชนหนึ่งที่พยายามออกมาขับเคลื่อนเพื่อบ้านเกิดด้วยการออกเดินเท้าจาก อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ไปยังอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อเดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาต่อนายกรัฐมนตรี ที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 แต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ ในครั้งที่สองจึงมุ่งหน้าเดินทางด้วยรถไฟเข้าสู่กรุงเทพมหานครในวันที่ 9 มกราคม 2561 เพื่อไปพบนายกรัฐมนตรี ด้วยการไปนั่งอดข้าวเพื่อเรียกร้องให้รับฟังความเห็นของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการ โดยครั้งแรกไปนั่งฝั่งตรงข้ามสำนักนายกรัฐมนตรี และต่อมาย้ายไปบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) ทำให้เป็นกระแสสังคมอย่างกว้างขวาง จนเป็นผลให้รัฐบาลยอมทำสัญญาบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ลงนามร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และแกนนำเครือข่ายชาวบ้าน เพื่อยุติโครงการและกลับไปศึกษาก่อน ทำให้ทุกวันนี้โรงไฟฟ้ายังคงไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่ชุมชนแห่งนี้

“กลุ่มไทวานร คัดค้านการขุดเจาะสำรวจแร่โปแตชเซียม”[4] ในกรณีนี้ ผู้เขียนเคยไปร่วมสังเกตการณ์ของการต่อสู้ของกลุ่มไทวานร ในกิจกรรมไทวานรก้าวเดิน จากวานรนิวาสสู่สกลนคร “เดินเพื่อพูด เดินเพื่อธรรมชาติ เดินเพื่อสกลนคร” ระหว่างวันที่ 10 -15 ธันวาคม 2561 ที่มีการออกมาเดินเพื่อสร้างกระแสสังคม เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุแห่งการคัดค้านการขุดสำรวจแร่โปแตช ในแปลงอาชญาบัตรพิเศษ เนื้อที่ประมาณ 120,000 ไร่ ในช่วงที่มีการเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่อยู่นั้น ปรากฏว่า มีนักการเมืองหลายพรรคให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และได้มารับฟังข้อเสนอแนะของชุมชน นอกจากการเดินแล้วยังมีกิจกรรมในช่วงค่ำ จัดเวทีเสวนาทุกวัน มีนักวิชาการ นักพัฒนาสังคม มากมายต่างร่วมพูดคุย วิพากษ์วิจารณ์กฎหมาย นโยบาย โครงการ และแบ่งปันประสบการณ์การต่อสู้ของชุมชนในแต่ละพื้นที่ที่เกี่ยวกับเหมืองแร่อีกด้วย ทำให้ได้ทั้งความรู้ และกำลังใจให้แก่กลุ่มไทวานรเป็นอย่างมาก

  1. การใช้กระบวนการยุติธรรมในทางศาล เป็นอีกหนึ่งกลไกหนึ่งที่ชุมชนในหลายพื้นที่ใช้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมต่อศาล ในรูปแบบของการฟ้องร้องคดี ให้เป็นผู้ตัดสิน หรือ ไกล่เกลี่ยคดีความแบ่งได้เป็นคดีความในชั้นศาลยุติธรรมและศาลปกครอง โดยคดีที่ประสบความสำเร็จของมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนที่ผู้เขียนอยากนำเสนอ ได้แก่

“คดีเหมืองเขาคูหา”[5] มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนได้เริ่มเข้าไปทำงานคดีนี้ตั้งแต่ปี 2553 ในการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดของบริษัทในการดำเนินกิจการเหมืองแร่ ที่ทำให้ชุมชนได้รับความเสียหายจากวิธีการระเบิดเขาคูหา ส่งผลให้บ้านเรือแตกร้าว มีฝุ่นละออง และสร้างความหวาดกลัวในการอยู่อาศัย ซึ่งได้รับชัยชนะ 2 คดี สำหรับ 6 ครอบครัวด้วยกัน ซึ่งคำพิพากษาในคดีนี้นับได้ว่าเป็นคดีแรกที่ศาลวินิจฉัยให้มีการเยียวยาความเสียหายในคดีสิ่งแวดล้อมในกรณีค่าเสียหายทางด้านจิตใจ อันแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของกระบวนการยุติธรรมของไทย

นอกจากนี้ จากการต่อสู้ของเครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา ทำให้บริษัทได้ฟ้องหมิ่นประมาททางแพ่งเรียกค่าเสียหาย 64 ล้านกว่าบาท จากแกนนำของชุมชน 9 คน แต่ต่อมาบริษัทกลับถอนคดีฟ้องไปเองเมื่อจะเริ่มสืบพยาน ซึ่งชุมชนเห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้งฟ้อง จึงได้ดำเนินการฟ้องคดีกลับต่อบริษัทที่ทำให้ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงที่ถูกฟ้องคดีและเสียเวลาเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งต่อมาศาลได้มีคำพิพากษาให้ทางบริษัทต้องจ่ายค่าเสียหายและคดีถึงที่สุดแล้ว นับเป็นตัวอย่างในการฟ้องคดีกลับที่ทำให้เห็นว่า บริษัทไม่ควรนำเอากระบวนการยุติธรรมมาบิเบือนคุกคามผู้ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนละชุมชน ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษารับรองไว้

“คดีอ่าวน้อย” หรือ โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์[6] เป็นหนึ่งคดีที่ประสบความสำเร็จในระหว่างชั้นพิจารณาคดีความก่อนมีคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น กล่าวคือ ชุมชนได้ทำคำร้องขอให้ศาลลงเดินเผชิญสืบเพื่อประกอบการพิจารณา และขอให้ศาลมีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ซึ่งศาลได้ดำเนินการตามขอด้วยการลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานที่ตั้งโครงการทำให้เห็นถึงสภาพที่เกิดขึ้นจริง จนมีผลให้ศาลมีคำสั่งตามคำขอกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาด้วยการ สั่งให้หน่วยงานเจ้าของโครงการหยุดการดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2559 จนถึงวันพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น ในวันที่ 11 กันยายน 2562 [7] ซึ่งเมื่อศาลมีคำพิพากษาก็พิพากษาว่า โครงการมีการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ถูกขั้นตอน แต่เนื่องจากเห็นว่าโครงการมีความจำเป็นต้องดำเนินการก็ตามแต่จะต้องไปดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนเสียก่อน ไม่อาจที่จะดำเนินโครงการในบช่วงต่อไปได้หากไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากนี้เป็นการเปลี่ยนสภาพพื้นที่สาธาราณะประโยชน์จากหาดทรายชายหาดให้กลายเป็นพื้นที่ทางคอนกรีตจำเป็นต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินว่าด้วยการเปลี่ยนสภาพที่สาธารณะประโยชน์

“คดีเหมืองแร่เมืองเลย” จากการที่มีบริษัทมาประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่นาหนองบง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ทำให้เกิดมลพิษขึ้นในพื้นที่รอบเหมือง ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย จึงได้ร่วมกันฟ้องบริษัทเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการสูญเสียสุขภาพ การสูญเสียรายได้จากการประกอบอาชีพ การสูญเสียวิถีชีวิตที่เคยดำรงอยู่ และเรียกให้มีการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด รวมทั้งให้ดำเนินการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยค่าใช้จ่ายของบริษัทโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดร่วมกับส่วนราชการและนักวิชาการด้วย

  1. การใช้กลไกสิทธิมนุษยชน ดังเช่น แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หรือ National Action Plan on Business and Human Rights (NAP) ซึ่งเป็นแผนที่จัดทำขึ้นโดยรัฐจากการผลักดันของภาคประชาชนและประชาสังคมอันเนื่องมาจากการทำรายงานสถานการสิทธิมนุษยชน (UPR) จนในวันที่ 29 ตุลาคม 2562 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 1 (พ.ศ.2562 – 2565) ซึ่งแผนดังกล่าวผูกพันรัฐให้ต้องปฏิบัติตาม โดยการนำหลักการชี้แนะด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติมาปรับใช้ ซึ่งแผนดังกล่าวได้กำหนดประเด็นในการดำเนินการ 4 ประเด็น คือ ด้านแรงงานซึ่งทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ ด้านสิทธิในที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมถึงสิทธิชุมชน ด้านนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และด้านการลงทุนระหว่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งทางมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนได้ร่วมกับเครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมรวบรวมข้อเสนอแนะในช่วงจัดทำแผน เพื่อให้แผนออกมาในทิศทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและชุมชนมากที่สุด ทั้งการเสนอให้มีการแก้กฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายแร่ กฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องรายงานผลการวิเคราะห์กระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) การออกกฎหมายต่อต้านการฟ้องคดีปิดปาก หรือ SLAPP การออกมาตรการเพื่อให้มีกลไกรับเรื่องร้องเรียนจากการกระทำละเมิดข้ามพรมแดน เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมที่ได้เสนอต่อรัฐบาล เพื่อให้นำไปใส่ในแผนดังกล่าว ได้รับการยอมรับนำไปบรรจุไว้ในแผนมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ นับว่า เป็นผลสำเร็จของชุมชนและภาคประชาสังคมในระดับหนึ่งที่สามารถผลักดันให้แผนดังกล่าวได้มีการบังคับใช้และคุ้มครองสิทธิของประชาชน

จากการต่อสู้ของชุมชนข้างต้น จะเห็นได้ว่า การรวมตัวของชุมชนนั้นเริ่มมาจากโครงการต่างๆของภาครัฐ และเอกชน นำพาปัญหาความเดือดร้อนมาสู่ชุมชน จนต้องแสวงหาเครื่องมือ กลไก และความช่วยเหลือจากภาคส่วนต่างๆในการต่อสู้ แม้หนทางของการต่อสู้จะมีอุปสรรคที่มาจากความขัดแย้งภายในชุมชนที่มีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่บ้าง ตลอดจนเครื่องมือการต่อสู้เริ่มแรกแม้จะมีเพียงแค่พลังของมวลชนที่ยังขาดกลไกการต่อสู้ที่หลากหลาย ต้องอาศัยองค์ความรู้เฉพาะทาง และความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนก็ตาม แต่ด้วยความพยายาม อย่างไม่ย่อท้อของพวกเขานั้น จะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญอันเกิดมาจากความรักและสามัคคี ที่ยืนหยัดเพื่อปกป้องบ้านเกิดของตนเองอย่างสุดกำลัง บางชุมชนแม้จะถูกกลั่นแกล้ง หรือ ต้องสู้จนตัวตาย ก็ไม่ยอมให้คนภายนอกเข้ามาทำลายวิถีชีวิตและชุมชนดั้งเดิมที่จะดำรงไว้เพื่อคนรุ่นหลัง

ดังนั้น กระบวนการต่อสู้ต่างๆที่ได้กล่าวมานั้นจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็ด้วยพลังของชุมชนเองที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้ภาครัฐได้ตระหนักคิดให้มีการเปลี่ยนแปลง และให้ความใส่ใจต่อประชาชนเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิมากยิ่งขึ้น อันเป็นภาระผูกพันที่รัฐจะต้องปฏิบัติเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ชุมชน และการทำให้ภาคเอกชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของชุมชนที่ต้องรับฟังและเคารพ แม้ในบางครั้งชุมชนที่ออกมาเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอาจจะถูกมองว่าเป็นพวกที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศ แต่ในมุมกลับกันชุมชนเหล่านี้ ก็คือ ผู้ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐและภาคเอกชนนั่นเอง ที่รัฐและเอกชนจะต้องไม่ไปกระทำละเมิด ต้องคุ้มครอง ให้ความเคารพ และต้องคอยควบคุมไม่ให้ภาคธุรกิจ หรือเอกชนไปละเมิดสิทธิชุมชนเช่นเดียวกัน ซึ่งการต่อสู้ของชุมชนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจถึงสิทธิ เข้าใจบริบท และแนวทางการต่อสู้ของชุมชนให้เด่นชัดและมั่นคง อันเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่ประสบผลสำเร็จ แม้ในบางชุมชนจะมีกำลังคนและความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนที่ไม่เท่ากัน หรือ มีหนทางการต่อสู้ที่ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าหากชุมชนมีความเข้มแข็ง มีความเข้าใจสิทธิ เข้าใจบริบท และมีแนวทาง ตลอดจนมั่นคงในการต่อสู้ของชุมชนเอง ย่อมนำพาให้ชุมชนได้รับชัยชนะในการปกป้องสิทธิของตนและบ้านเกิดได้อย่างแน่นอน

บทความโดย กานต์ ตามี่ นักกฎหมาย ฝ่ายกฎหมายปกครอง มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

—————–

*เอกสารสืบเนื่อง

[1]ติดตามอ่านบทความ “กระบวนการร้องเรียนโครงการพัฒนาต่อสถาบันทางการเงิน” เพิ่มเติมได้ที่https://web.facebook.com/CommunityresourcecentreThailand/posts/2423318027782932?__tn__=K-R

[2] ติดตามอ่านบทความ “โรงไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังรุกคืบในบ้านคู” เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/…/a.62935…/2206389189475818/…

[3] ติดตามอ่านบทความ “ยอดนักสู้หัวใจรักบ้านเกิด” เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/…/a.62935…/2312840518830684/…

[4] ติดตามอ่านบทความ “กลุ่ม “ไทวานร” กับบาดแผลที่ได้รับจากการต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชน” เพิ่มเติมได้ที่ https://web.facebook.com/Commun…/posts/2397031687078233…

[5] ติดตามอ่านบทความ “ฉัน กับ เขา “คูหา”” เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/…/a.62935…/2142392692542135/…

[6] ติดตามอ่านบทความ “ชายฝั่งทะเลกับการป้องกันการกัดเซาะ…ที่สวนกระแสธรรมชาติ” เพิ่มเติมได้ที่ https://web.facebook.com/…/a.62935…/2601949103253156/…

[7] ติดตามอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีอ่าวน้อย เพิ่มเติมได้ที่ https://web.facebook.com/photo.php?fbid=10206326743964329&set=a.1587567585954&type=3&theater

******

*บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสรุปบทเรียนการทำงานครบรอบ 10 ปี ของ ศูนย์ข้อมูลชุมชน

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ