ในการใช้สิทธิทางศาลหรือการฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่ง คู่ความจะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ศาลตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่กระบวนการเริ่มคดี เช่น การเสียค่าขึ้นศาล หรือ ระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณา เช่น ค่าถ่ายเอกสาร ค่าป่วยการพยาน เป็นต้น

เหตุที่ต้องมีการเรียกเก็บค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินคดีแพ่ง เพราะคดีแพ่งในศาลยุติธรรมใช้หลักกฎหมายเอกชน (Private Law) เนื่องจากเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยแท้ของปัจเจกชนแต่ละคนที่เป็นผู้ถูกกระทบสิทธิ (Private interest) เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิเป็นข้อพิพาทเกิดขึ้นและต้องเสนอคำฟ้องในชั้นศาล จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล เพราะเป็นเรื่องกระทบสิทธิส่วนตัวมิได้กระทบต่อประโยชน์บุคคลอื่น

แต่สำหรับบุคคลผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจนั้นคู่ความที่ยากจนไม่มีเงินค่าธรรมเนียม อาจร้องขอดำเนินคดีด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล หรือที่เรียกกันว่า การดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ทั้งนี้ หากศาลไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาต ย่อมก่อให้เกิดผลว่า คู่ความฝ่ายนั้นได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมศาลทั้งหมด และในคดีบางประเภทกฎหมายได้กำหนดให้ยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องคดีให้กับโจทก์ เพื่อเปิดให้โอกาสให้โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบได้มีโอกาสนำคดีขึ้นสู่ศาลได้สะดวกขึ้น เพราะหากโจทก์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก อาจทำให้โจทก์ไม่มีความสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาล หรือไม่อยากจะนำคดีขึ้นสู่ศาล เช่น ในคดีผู้บริโภคที่ผู้บริโภคเป็นฝ่ายฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ (พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง) หรือในคดีฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ๒๕๕๓ มาตรา ๑๕๕) คดีต่างๆเหล่านี้กฎหมายกำหนดให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง

— คดีสิ่งแวดล้อมยังคงต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมศาล —

คดีสิ่งแวดล้อม (Environmental Case) หมายถึง คดีที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ยังมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งการกระทำความผิดในลักษณะนี้คล้ายคลึงกับการกระทำละเมิด กล่าวคือ มีการกระทำของบุคคลเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกระทำความผิด และเมื่อเกิดคดีสิ่งแวดล้อมขึ้น ในประเทศไทยแม้จะมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ แต่เรื่องการจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้มีการบัญญัติเรื่องการยกเว้นเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้เช่นเดียวกับที่มีการยกเว้นไว้ในคดีเยาวชนและครอบครัวฯ และคดีผู้บริโภค ทำให้ในการดำเนินคดีสิ่งแวดล้อม ผู้เสียหายนอกจากต้องจ้างทนายความฟ้องร้องคดีเองแล้ว ยังต้องเสียค่าว่าความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ซึ่งเป็นภาระของผู้เสียหายอย่างมาก

แม้ในคดีสิ่งแวดล้อมผู้เสียหายอาจขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามกฎหมายได้ก็ตาม แต่การขอยกเว้นก็เป็นหลักของการที่คู่ความไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะจ่าย หรือการจ่ายนั้นจะทำให้เดือดร้อนเกินควร พูดง่ายๆว่า เป็นกรณียากจนไม่มีเงินจ่ายนั่นเอง ไม่ได้เกี่ยวว่าคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องเพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือเป็นการคุ้มครองทรัพยากรสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด ขอยกตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้นจริงมาเป็นตัวอย่าง คือ กรณีกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกนะทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ จำนวน ๑๖๕ คน ฟ้องบริษัทที่ประกิจการเหมืองแร่ โดยมีคำขอให้ฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสียหายและเรียกค่าเสียหายคนละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งในส่วนค่าเสียหายนี้ ผู้ฟ้องคดีต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียม เป็นค่าขึ้นศาลทั้ง ๑๖๕ คน คนละ ๑,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินที่ชาวบ้านต้องวางเงินเป็นจำนวนถึง ๑๖๕,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากหากเทียบกับผู้เสียหายที่ส่วนมากมีอาชีพเกษตรกรและขายฉลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งแน่นอนว่า เงื่อนไขในกรณีที่ทางผู้ฟ้องคดีไม่มีความพร้อมเรื่องทุนทรัพย์ ก็จะไม่อาจที่จะเข้าถึงการคุ้มครองสิทธิทางศาลได้

การฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงควรได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แก่ผู้เสียหาย ทั้งยังเป็นการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชนในสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีแพ่งเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะจึงเป็นเรื่องสำคัญ อีกปัญหาหนึ่ง คือ แม้ผู้ฟ้องคดีจะขอได้รับให้ศาลยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม โดยฟ้องคดีอย่างผู้อนาถา แต่ขั้นตอนในกระบวนพิจารณาคำขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าวพบว่าหลายคดีต้องใช้ระยะเวลานาน ส่งผลกระทบกับการพิจารณารับคำฟ้องที่ทำให้ต้องล่าช้าออกไป โดยเฉพาะคดีที่มีประชาชนเป็นจำนวนมาก (โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกฟ้องซึ่งส่วนมากเป็นบริษัทเอกชนได้เข้ามาคัดค้านคำร้องฯด้วย) ทำให้คดีเกิดความล่าช้า ส่งกระทบต่อการเยียวยาผู้เสียหาย

ทั้งนี้ หากจะมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดการคุ้มครองที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง อาจจะต้องเทียบเคียงกับกฎหมายวิธีพิจารณาคดีคุ้มครองผู้บริโภคที่มีลักษณะกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ หรือ กฎหมายวิธีพิจารณาคดีแรงงานซึ่งมีวัตถุประสงค์ต้องการคุ้มครองผู้ใช้แรงงาน และได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับกำหนดไว้เลยว่า หากเป็นคดีทั้งสองลักษณะนี้ไม่ต้องวางเงินค่าขึ้นศาลโดยไม่จำเป็นต้องมีการไต่สวนคำร้องแต่อย่างใด เพื่อให้เกิดการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและได้รับความคุ้มครองอย่างแท้จริง

บทความโดย ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

/ภาพถ่าย กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด จังหวัดเลย โดย ทิตศาสตร์ สุดแสน

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ