
สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวที่น่าสนใจมาก คือ คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ A เพื่อการทำเหมืองหินปูน ทำให้ฉันนึกถึงเหมืองหินปูน “เขาคูหา” อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ B เมื่อปี ๒๕๕๕ ฉันเป็นนิสิตจบใหม่ได้ไปสมัครโครงการอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม โดยเลือกประจำอยู่ที่ศูนย์ข้อมูลชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายให้แก่ชุมชน
วันแรกของการทำงาน ฉันได้ติดตามพี่ๆทนายความของศูนย์ข้อมูลชุมชนไปประชุมคดีร่วมกับชาวบ้าน ในการหาแนวทางช่วยเหลือให้กับชาวบ้านให้ได้รับการเยียวยา ในกรณีบ้านเรือนแตกร้าวจากการทำเหมืองหินปูน “เขาคูหา” ที่ไม่ได้รับค่าเสียจากบริษัททำเหมืองที่หยุดประกอบกิจการไปแล้วเพราะใบอนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้หมดอายุ ซึ่งทางศูนย์ข้อมูลชุมชนได้เริ่มเข้าไปทำงานคดีนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ในการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจนได้รับชัยชนะ ๒ คดี สำหรับ ๖ ครอบครัว
ในที่ประชุมวันนั้น มีคุณยายอายุ ๗๖ ปี บอกกับฉันว่า “ซ่อมบ้านมาแล้ว ๓ ครั้ง ไม่รู้บ้านจะพังวันไหนอีก แก่แล้วไม่มีเงินซ่อมบ้าน” จึงเป็นที่มาของการเริ่มต้นการสนใจเรื่องเหมืองแร่ของฉัน
จากการประชุมในวันนั้น ทำให้ฉันทราบว่า ศูนย์ข้อชุมชนกำลังทำ คดีที่ ๓ สำหรับกรณีเหมืองเขาคูหา เนื่องจากบริษัทฟ้องหมิ่นประมาททางแพ่งเรียกค่าเสียหาย ๖๔ ล้านกว่าบาท เพียงเนื่องมาจากบริษัทเห็นว่า การยื่นหนังสือร้องเรียนของแกนนำ ๙ คน ที่คัดค้านเหมืองหินเขาคูหา เพื่อให้ขอยุติการอนุญาตทำเหมือง และให้ตรวจสอบการอนุมัติพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ B ที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรี เป็นการหมิ่นประมาทบริษัททำให้เสียหาย เมื่อฉันอ่านคำฟ้องแล้วเห็นจำนวนเงินก็ตกใจอยู่เหมือนกัน มีคำถามว่า “ทำไมต้องฟ้องแกนนำชาวบ้าน ๙ คน เรียกค่าเสียหายมากขนาดนั้น เพียงแค่ร้องเรียนรัฐให้ได้รับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น”
ต่อมา ฉันจึงเลือกเรื่องเหมืองหินปูนเขาคูหาในการทำรายงานการเป็นอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิฯ ๑ ปี ที่ต้องส่งให้แก่มูลนิธิอาสาสมัครพัฒนาสังคม โดยการสนับสนุนจากศูนย์ข้อมูลชุมชน ฉันได้ไปลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์เก็บข้อมูลในพื้นที่ ได้สัมภาษณ์ชาวบ้าน และค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ ทำให้ฉันได้ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ และตำนานเรื่องเล่า
“เขาคูหา” เป็นภูเขาหินปูนลูกโดด ที่ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนคูหา มีบ้านเรือนของราษฎร โรงเรียน วัด สถานที่ราชการ ร้านค้า พื้นที่ทำกินทางการเกษตร ตั้งอยู่รอบๆเขา ลักษณะของเขาวางทอดยาวจากทิศเหนือไปทางทิศใต้ มีความยาวประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร มีความกว้างประมาณ ๕๐๐ – ๖๐๐ เมตร ยอดเขาสูงมากที่สุดประมาณ ๒๑๘ เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง และสูงจากที่ราบประมาณ ๑๘๐ เมตร เนื้อที่ของ “เขาคูหา” วัดได้โดยรวมประมาณ ๓๐๐ ไร่ กลางเขาคูหามีโพรงเป็นถ้ำ มีสายน้ำลอดผ่าน คือ คลองเคียน มีวังปลา มีถ้ำค้างคาวซึ่งชาวบ้านจะไปเก็บขี้ค้างคาวมาทำปุ๋ย เรียกว่า มายา และยังมีเหมืองน้ำขนาดเล็กที่เกิดจากเขาคูหา ๓ เหมือง ได้แก่ เหมืองนาโพธิ์ เหมืองกลาง และ เหมืองหัวนอน จากสายตาของฉันหลังจากได้ไปลงพื้นที่เก็บข้อมูลโดยมอเตอร์ไซด์ และเจองูเห่าระหว่างทางบริเวณเขาคูหา ทำให้เชื่อว่า “ธรรมชาติยังดีอยู่มาก จนไม่ควรถูกทำลายต่อไป”
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชื่อเขาคูหาว่า นานมาแล้วรอบๆเขาคูหาเป็นทุ่งหญ้า จึงใช้เป็นสถานที่เลี้ยงวัว ควาย และล่ามวัว ควาย ซึ่งอยู่บริเวณหน้าเขาที่มียอดหินแหลมๆชาวบ้านเรียกว่า หลักโค ต่อมาวัวควายถูกเสือกินไป จึงเรียกบริเวณนั้นว่า เขาโคหาย ต่อมาเพี้ยนเป็น เขาคูหา และมีมุขปาฐะตำนานภูผาในพื้นที่อำเภอรัตภูมิที่ตั้งเขาคูหาเล่ากันต่อมาว่า เท้าจังโหลน มีภริยา คือ เขาคูหา ซึ่งงดงามมาก มีบุตร ๓ คน ซึ่งก็เป็นชื่อภูเขาที่อยู่ใกล้เคียงกัน เขาจุ้มปะ เขาตกน้ำ และ เขารักเกียรติ และมีตัวละครอื่น ซึ่งเป็นชื่อควน (พื้นที่มีลักษณะเป็นเนินสูง) ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ ควนหัวแหวน ควนรู ควนหินเหล็กไฟ อันเป็นที่มาของ “ภูผามีตำนาน ของอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา” ซึ่งสามารถหาอ่านได้ในอินเตอร์เน็ต
หลังจากได้ข้อมูลมา ฉันได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำเหมืองหินปูนพบว่า ที่นี่ได้มีการทำเหมืองหินปูนมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่ใช้วิธีการทำเหมืองด้วยมือเพื่อนำเอาก้อนหินมาทำถนนสายเอเชียเรื่อยมา ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนมากนัก ต่อมา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิธีในการทำเหมืองแร่ มีการใช้ระเบิด ชาวบ้านเริ่มร้องเรียนเพราะส่งผลกระทบต่อชุมชน และในช่วงปี ๒๕๕๑ ได้การระเบิดหินอย่างหนัก เพื่อที่จะนำส่งขายไปยังประเทศอินเดีย ทำให้หินปลิวตกใส่ฟาร์มเป็ด หลังคาบ้าน และพื้นรอบๆ มีแรงสั่นสะเทือนทำให้บ้านเรือนแตกร้าว มีเสียงดังสะนั่น ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ผลกระทบที่เกิดขึ้น คุณเอกชัย อิสระทะ ได้เล่าให้ฉันฟังว่า “บ้านผมอยู่ห่างไป ๓ กิโลเมตร ฝาหม้อที่บ้านผมสั่น แกร็กๆ ทุกครั้งที่มีการระเบิดหิน” ทำให้ฉันเห็นภาพและเข้าใจอย่างชัดเจน
ปี ๒๕๕๒ เดือนกันยายน คุณเอกชัย ได้ไปเข้าร่วมประชุมที่ส่วนราชการจัดขึ้นเกี่ยวกับการต่อประทานบัตรการทำเหมืองหินเขาคูหา ทำให้พบเจอสมาชิกแกนนำทั้ง ๙ คน ที่ได้รับผลกระทบอย่างเดียวกัน เพื่อปกป้องเขาคูหาให้คงอยู่กับลูกหลานต่อไปพวกเขาจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มร้องเรียนไปยังหน่วยงานราชการต่างๆ โดยในครั้งแรกใช้ชื่อว่า “เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองหินเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา” ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็น “เครือข่ายคัดค้านการต่อสัญญาเหมืองหินเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา” หลังจากนั้น ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา” ซึ่งในปีนี้จะครบรอบ ๑๐ ปี ในการต่อสู้ของพวกเขาเหล่านั้น
การต่อสู้เพื่อปกป้องเหมืองเขาคูหาจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันทำงานต่อเนื่องกับศูนย์ข้อมูลชุมชน จนต่อมากลายเป็น มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนเรื่อยมา ซึ่งการที่ฉันได้ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลในตอนนั้นและหาข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้ทราบว่า ผู้ประกอบการที่ต้องการทำเหมืองแร่หินปูน ต้องขอประทานบัตรพื้นที่การทำเหมืองแร่ตามประกาศแหล่งหินอุตสาหกรรม ของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งพื้นที่เขาคูหานี้ได้มรการประกาศให้เป็นพื้นที่เหมืองหินอุตสาหกรรมที่พื้นที่บางส่วนอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ได้ แต่ก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ส่วนใดของเขาคูหา ทำให้ฉันกับชาวบ้านและเครือข่ายเขาคูหามีความหวังว่าจะทำอย่างไรเพื่อรักษาเขาคูหาไว้ โดยมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนทำงานร่วมกับชาวบ้านและให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายในการฟ้องคดีที่ ๕ เพื่อให้เกิดการเพิกถอนประกาศแหล่งหินอุตสาหกรรมต่อศาลปกครองสงขลา ในปี ๒๕๕๘
บทความโดย เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน


