การประกอบกิจการเหมืองแร่ คือ การขุด ลอก ระเบิด หรือกรรมมาวิธีใดๆ ที่เอาแร่ออกจากอีกวัตถุหนึ่งไปใช้ประโยชน์ ซึ่งแร่ส่วนใหญ่จะอยู่ในภูเขา หรือใต้พื้นดิน เมื่อนำแร่ออกไปแล้ว พื้นที่ตรงนั้นก็จะว่างเปล่า ภูเขาหายไป ป่าไม้หายไป ส่วนประกอบของแร่บางชนิดไม่สามารถนำไปใช้ได้ ก็จะกลายเป็นกองดินที่ไม่มีประโยชน์ และพื้นที่ดังกล่าวไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิม โดยแร่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม ผลิตสินค้า บ้านเรือน หรือเครื่องประดับ ซึ่งเราก็เป็นผู้ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการซื้อขายสินค้าเหล่านั้นเช่นกัน โดยการขอประทานบัตรเพื่อการทำเหมืองแร่อยู่ภายใต้การควบคุมของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ภายใต้กฎหมายแร่ หรือ พระราชบัญญัติแร่ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เมื่อทำแร่เสร็จแล้ว จะต้องฟื้นฟูพื้นที่เหมืองตามเงื่อนไขท้ายประทานบัตร

การดำเนินการฟื้นฟูเหมืองแร่มีตัวเลือกหลายวิธี เช่น เปลี่ยนหลุมเหมืองเป็นแหล่งเก็บน้ำเพื่อพื้นที่เกษตรกรรม ในเหมืองถ่านหินลี้ ทำเป็นสวนสาธารณะ แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ พื้นที่สำหรับการเล่นกีฬา เช่น เหมืองแร่ดินขาวระนอง การสร้างเป็นแหล่งเก็บน้ำสาธารณะ อย่างเหมืองถ่านหินแม่ทาน การปลูกสวนป่า ปลูกป่าทดแทน ในเหมืองสังกะสีผาแดง และสุดท้าย คือ ใช้พื้นที่กลบฝังขยะหรือสารพิษ ซึ่งจะใช้ในวิธีฝังกลบขยะบนหุบเขา โดยวิธีสุดท้ายนี้ ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ ทั้งนี้การฟื้นฟูเหมืองแร่สามารถทำได้หลายวิธี โดยกพร.อาจให้ชุมชนเข้ามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาการฟื้นฟูเหมืองแร่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเลือกว่าว่าจะฟื้นฟูเหมืองแร่ไปด้วยวิธีใด จะต้องมีการศึกษาผ่านรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ ก่อน แล้วจะถูกนำมากำหนดไว้ในเงื่อนไขท้ายประทานบัตร หรือ ทางกพร.เห็นว่าจะต้องกำหนดเงื่อนไขการฟื้นฟูเพิ่มเติมก็ทำได้ แล้วแต่กรณี

โดยสภาพพื้นที่การทำเหมือแร่ส่วนใหญ่ นั้น มักอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A เช่น ป่ามวกเหล็ก ป่าสงวนแห่งชาติป่าทับกวาง ในอำเภอมวกเหล็ก และอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี หรือเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงไม่ได้อยู่ใกล้เขตเมืองมากนัก ประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบเหมืองแร่ เป็นชุมชนขนาดเล็กกระจายโดยรอบๆ ไป อย่างกรณีเหมืองแร่หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ซึ่งทั้งสองเหมืองแร่ที่กล่าวถึงนี้แม้ไม่ได้ใช้สารเคมีอันตรายในการสกัดแร่ แต่ก็มีผลกระทบในเรื่องฝุ่นและแรงสั่นสะเทือนขณะประกอบกิจการซึ่งมีผลกระทบด้านสุขภาพและทรัพย์สิน ตลอดทั้งพืชผลทางการเกษตร และพื้นที่เหมืองซึ่งเป็นภูเขาก็ถูกตัดแหว่งออกไป ส่วนเหมืองแร่ทองคำนั้น ปัญหาที่พบในปัจจุบัน มลพิษสารเคมีที่ใช้ในการประกอบกิจการได้ก่อการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม รวมถึงการรบกวนเพื่อนแร่ (หมายถึงแร่หรือโลหะหนักอื่นที่อยู่ร่วมกันกับพื้นที่ที่มีแร่ทองคำ เช่น สารหนู ตำกั่ว เป็นต้น) ที่อยู่ร่วมกันถูกรบกวนจนมีการแพร่กระจายออกสู่ภายนอกเหมืองแร่ การไม่ศึกษาถึงสภาพแหล่งน้ำบนดิน-ใต้ดิน ไม่ว่าจะเป็นกรรมาวิธีเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมของการทำเหมืองแร่ และการขาดประสิทธิภาพในการควบคุมดูแลของหน่วยงานราชการ ทำให้เกิดปัญหาในการประกอบกิจการ โดยส่วนใหญ่แล้วผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่จะยังไม่ส่งผลกระทบอย่างแน่ชัดในช่วงแรก

ในกฎหมายหมายแร่ใหม่ ระยะเวลาการได้รับประทานบัตรจะมีอายุ 30 ปี ซึ่งมีระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การทำเหมืองแร่ขนาดใหญ่มักมีประทานบัตรหลายฉบับ ซึ่งต้องทำแผนผังโครงการเหมืองแร่ร่วมกัน แต่ใบอนุญาตอาจจะมีระยะเวลาที่แตกต่างกัน ดังนั้น เมื่อแปลงใดหมดอายุลง ก็ยังจะมีแปลงที่ยังไม่หมดอายุสามารถดำเนินกิจกรรมต่อไปได้ โดยที่ขั้นตอนเหล่านั้น ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ มักไม่ทราบเรื่องราวระยะเวลาการประกอบกิจการเหมืองแร่ หากจะรับรู้รับทราบก็จะทราบในขั้นตอนที่มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น หรือ เปิดสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อขอมติเพื่อทำเหมืองแร่ต่อ หรือบางครั้งไม่ทราบเลย เพราะไม่เคยทราบถึงการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น จึงเป็นการยากที่ประชาชนรอบเหมืองแร่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นเกี่ยวกับการประกอบกิจการเหมืองแร่ ทั้งในขั้นตอนการให้ประทานบัตรตลอดไปถึงขั้นตอนการฟื้นฟูว่าควรจะดำเนินการอย่างไร

ในการฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่นั้น กฎหมายแร่ฉบับใหม่ มาตรา 68 ( (9) มีใจความสำคัญโดยสรุปว่า ผู้ประกอบการต้องยื่น แผนการฟื้นฟู การใช้ประโยชน์ และการเฝ้าระวังผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระหว่างที่มีการทำเหมืองและหลังจากปิดเหมือง เป็นเอกสารประกอบการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ ซึ่งแผนดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแร่ โดยเมื่อได้รับประทานบัตรแล้ว ผู้ถือประทานบัตรมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแผนดังกล่าวจะต้องมีการวางหลักประกันการฟื้นฟูสภาพพื้นที่การเหมืองและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง ตามที่คณะกรรมการแร่กำหนดด้วยนอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดอีกว่า กรณีการทำเหมืองแร่ทองคำซึ่งเป็นเหมืองประเภทที่ 2 จะต้องจัดทำประกันภัยความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์ของบุคคลภายนอก ตามที่วงเงินที่คณะกรรมการแร่กำหนดด้วย กรณีไม่ดำเนินการตามกำหนดไว้ กฎหมายได้กำหนดให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาทเท่านั้น

ในกรณีที่พบว่า สภาพพื้นที่ประทานบัตรได้มีการเปลี่ยนแปลงไป กฎหมายแร่ฉบับใหม่ ตามมาตรา 70 มีใจความสำคัญโดยสรุปว่า ผู้ออกประทานบัตร อาจจะเป็นคณะกรรมการแร่จังหวัด หรือ กพร. มีอำนาจกำหนดให้มีการปรับปรุง แผนการฟื้นฟู การพัฒนา การใช้ประโยชน์ และการเฝ้าระวังผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน การวางหลักประกันเพิ่มเติมได้ และแจ้งให้ผู้ประกอบการนำเงินมาวางให้ครบถ้วน กรณีที่เกิดความเสียหายหรือได้รับผลกระทบ ให้กพร.นำเงินจากหลักประกัน หรือ ค่าสินไหมทดแทนจากการประกันภัย มาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ หากผู้ประกอบการไม่ได้ดำเนินการก็อาจจะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาทเช่นกัน

กรณีที่มีการฝ่าฝืน การทำแร่ แต่งแร่ หรือประกอบโลหะกรรมที่ผิด กฎหมายแร่ได้ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เข้าไปตรวจสอบ สั่งเป็นหนังสือให้ ผู้ประกอบการที่ดำเนินการการฝ่าฝืน ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสม หรือจัดการป้องกันอันตรายอันอาจเกิดจากการประกอบกิจการนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด อย่างที่กล่าวไปข้างต้นโทษทางอาญาน้อยมาก และโทษปรับขึ้นอยู่กับดุลพินิจ หากผู้ประกอบการไม่ได้ปฏิบัติตาม

ที่ผ่านมาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบในระหว่างการทำเหมืองแร่ หรือหลังจากเหมืองแร่ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมหรือปิดตัวลง ได้เรียกร้องเพื่อให้มีการเยียวยาความเสียหายที่เกิดกับชุมชน แต่เรื่องที่สำคัญที่สุด คือ การเรียกร้องเพื่อให้ดำเนินการฟื้นฟูเหมืองแร่ ทั้งพื้นที่ในเหมือง และบริเวณรอบนอกเหมือง ที่ชุมชนได้อาศัยอยู่ หลายคดีที่ผ่านมาชาวบ้านต้องไปใช้กระบวนการยุติธรรมทางศาลในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนซึ่งไม่คุ้มค่าต่อการรอคอย ส่วนการฟื้นฟูเหมืองแร่เพื่อให้ชาวบ้านได้อยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีดังเช่นก่อนมีเหมืองแร่ ก็ยังคงต้องรอคอย ไม่ได้เห็นการฟื้นฟูที่เป็นจริง หรือเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในท้ายประทานบัตร หรือตามกฎหมายแต่อย่างใด แม้ปัจจุบันกฎหมายแร่ฉบับใหม่ จะได้กำหนดว่า ความเสียหายที่จะได้รับการชดเชยนั้น ให้การชดเชยความเสียหายต่อจิตใจอันเป็นผลเนื่องมาจากความเสียหายต่อร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยของผู้เสียหาย และหากผู้เสียหายถึงแก่ความตาย สามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดาน ของบุคคลนั้นชอบที่จะได้รับค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อจิตใจได้ และมีการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษ ก็ตาม แต่การที่จะได้รับค่าชดเชยก็คงต้องใช้กระบวนการยุติธรรมทางศาลไปเรียกร้องอีกอยู่ดี ดังนั้น กฎหมายใหม่จึงอาจจะไม่ได้ตอบโจทก์ที่แท้จริงของชาวบ้านที่อยู่รอบพื้นที่เหมืองหรือพื้นที่ๆที่จะทำเหมือง เพราะสิ่งที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบเหมืองแร่คาดหวัง พวกเขาไม่ได้คาดหวังเพื่อให้มีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นให้กลับคืนมาเหมือนเดิม แต่พวกเขาคาดหวังว่า…

“ฉันขอแค่ที่ฉันเคยอยู่ ไม่ต้องมีเหมืองจะได้ไหม”

บทความโดย เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

______________
ที่มาภาพ : ภาพอินโฟกราฟิกของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ