
เมื่อลมสงบ ชายฝั่งทะเลมักจะมีแต่ทราย จนเกิดเป็นสันดอนทรายอยู่ทั่วไปหมด ทำให้อยากลงเดินด้วยเท้าเปล่าเพื่อไปสำรวจความสวยงามของธรรมชาติ ก้าวแรกที่ได้สัมผัสลงไปนั้นอ่อนนุ่ม ปรากฏเป็นรอยเท้าที่ยุบตัวลงตามน้ำหนัก บ่งบอกได้ว่าชายหาดที่นั่นมีทรายจำนวนมากน้อยแค่ไหน แต่ปัจจุบันชายหาดที่สามารถเดินเล่นได้อาจจะมีไม่มากแล้ว เพราะโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลนั้นได้ถือกำเนิดขึ้นมากมายในประเทศไทย ด้วยความเชื่อที่ว่า ชายฝั่งกำลังถูกกัดเซาะอย่างหนักมากขึ้นทุกปี โดยมีสาเหตุมาจากธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์ที่ทำให้เกิดการพังทลายของชายฝั่ง ซึ่งส่วนตัวคิดว่า ถ้าเป็นสาเหตุอย่างหลังก็คงน่าเชื่อถือมากที่สุด เนื่องจากกิจกรรมมนุษย์ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบล้างผลาญ และช่วยกันเพิ่มปริมาณขยะมากขึ้นทุกปี ย่อมส่งผลต่อสภาวะโลกร้อนที่มีส่วนให้สภาวะอากาศนั้นผิดแปลกไป จนส่งผลต่อกระบวนการธรรมชาติอื่นๆ ตามมาด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีสิ่งปลูกสร้างต่างๆที่ลุกล้ำลงไปบนชายหาดและทะเลอีกต่างหากด้วย อย่างไรก็ตาม การป้องกันและแก้ไขปัญหาด้วยโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งเช่นว่าดังกล่าว จะใช่วิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสมจริงหรือไม่ รึอาจจะเป็นการทำลายชายฝั่งทะเลที่มากขึ้นกว่าเดิม จนไม่หลงเหลือชายหาดให้เดินเล่นอีกต่อไป
โดยมาตรการแก้ไขการกัดเซาะชายฝั่งของหน่วยงานรัฐปัจจุบัน สามารถแบ่งได้เป็น ๓ มาตรการหลักๆ คือ ๑) การถอยร่นย้ายถิ่นฐานให้พ้นเขตอิทธิพลของน้ำทะเล ๒) การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ๓) การใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมป้องกันแก้ไข ซึ่งมาตรการที่ ๓ ถือได้ว่าเป็นมาตรการที่หน่วยงานของรัฐและเอกชนไทยนิยมนำมาใช้ในการป้องกันรักษาชายฝั่งมากที่สุด ด้วยการใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมในการป้องกันชายฝั่งทะเล (Structural measures) ในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งกรมทรัพยากรธรณี ยังเคยกล่าวว่า โครงสร้างป้องกันทางวิศวกรรมที่เหมาะสม เป็นเพียงแนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้น หากเป็นระยะยาวจำเป็นต้องมีแผนการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่เหมาะสม และมีมาตรการหรือกฎหมายใช้ควบคุมการพัฒนาพื้นที่ไม่ให้มีผลกระทบกับสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเล…
แต่ปัจจุบันกฎหมายที่ถูกแก้ไขกลับเป็นการส่งเสริมให้มีโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลแบบโครงสร้างทางวิศวกรรมได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม คือ ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกําหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการซึ่งต้องจัดทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางการจัดทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ ๓ พ.ศ.๒๕๕๖ ที่เป็นการปลดล็อคอีไอเอในโครงการเขื่อนริมตลิ่งทั้งหมด ให้ยกเลิกความในลำดับที่ ๒๕ ในเอกสารท้ายประกาศ ๓ แห่งประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม ลงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๕ คือ ตัดโครงการก่อสร้างกำแพงริมชายฝั่ง ติดแนวชายฝั่งทุกขนาดที่มีความยาวตั้งแต่ ๒๐๐ เมตรออกไป และคงไว้เพียง ๒ รายการที่ต้องทำอีไอเอ ได้แก่ ๑) รอดักทราย เขื่อนกันทราย และคลื่น รอบังคับกระแสน้ำ ทุกขนาด ให้เสนอในขั้นขออนุมัติ หรือ ขออนุญาตโครงการ ๒) แนวเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งทะเล ทุกขนาด ให้เสนอในขั้นขออนุมัติ หรือ ขออนุญาตโครงการ
ซึ่งส่งผลให้ชายหาดหลายๆแห่ง มีโครงการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากมาย ไม่ว่าจะโดยหน่วยงานส่วนท้องถิ่นเองหรือหน่วยงานระดับชาติ และโครงการส่วนใหญ่มักจะทุ่มงบประมาณไปที่การทำโครงสร้างแข็งทันที โดยไม่มีการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบที่สอดคล้องกับระดับผลกระทบในพื้นที่แต่อย่างใด
มาตรการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น เขื่อนกันคลื่น (Breakwater) กำแพงกันคลื่น (Seawall) เขื่อนกันทรายและคลื่น (Jetty) รอดักทราย คันดักทราย (Groin, Groyne) การเติมทรายชายหาด (Beach Nourishment) ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าโครงการใดต้องทำอีไอเอหรือไม่ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งหากพิจารณาดูให้ดี จะเห็นว่า การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ไม่จำต้องทำเป็นโครงสร้างแข็งเสมอไป เพราะยังมีทางเลือกที่เป็นมิตรกับธรรมชาติมากที่สุด อย่างเช่น การเติมทราย ที่ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบอื่นๆตามมา แต่การแก้ไขปัญหาด้วยโครงสร้างแข็ง ยังไม่ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมที่สุด เพราะจะแก้ไขได้เฉพาะจุดที่มีการสร้างโครงสร้างป้องกันเท่านั้น แต่กลับไปส่งผลกระทบต่อบริเวณข้างเคียงที่ไม่มีโครงสร้าง ทำให้มีการกัดเซาะใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นโดมิโน
ดังกรณีตัวอย่างของ โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีกรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นผู้จัดทำโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวน้อย บริเวณหมู่ที่ ๒ ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รูปแบบเป็นเขื่อนคอนกรีตชั้นบันได ตลอดความยาวอ่าวเป็นระยะทาง ๑,๑๓๔ เมตร (ตลอดแนวอ่าวน้อย) ซึ่งการก่อสร้างโครงการแบ่งเป็น ๓ ระยะ ได้แก่ ระยะที่ ๑ (กม.๐+๐๐๐ ถึง กม.๐+๔๕๐) มีการก่อสร้างไปแล้วบางส่วน ส่วนระยะที่ ๒ (กม.๐+๔๕๐ ถึง ๐+๙๕๐) และระยะที่ ๓ (กม.๐+๙๕๐ ถึง กม.๑+๑๓๔) ยังไม่มีการก่อสร้างแต่อย่างใด เนื่องจากมีการดำเนินคดีในโครงการนี้จนศาลมีคำพิพากษา (คดีหมายเลขดำที่ ส.๖/๒๕๕๙ และคดีหมายเลขแดงที่ ส.๒/๒๕๖๒) ออกมาว่า ให้ระงับการก่อสร้างในโครงการไว้ก่อนจนกว่าจะดำเนินการขออนุญาตเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ซึ่งก่อนที่จะมีคำพิพากษาคดีนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา กรณีนี้น่าจะแสดงให้เห็นว่า อ่าวน้อยไม่ได้มีการกัดเซาะรุนแรงที่จะต้องเร่งดำเนินโครงการแต่อย่างใด แต่การทำโครงการกลับเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น
โดยนักวิชาการฝ่ายผู้ฟ้องคดี ผศ.ดร.สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องปัญหาการกัดเซาะของชายหาดในประเทศไทย เคยชี้แจ้งว่า “สภาพพื้นที่อ่าวน้อยมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก และการเปลี่ยนแปลงมีลักษณะเป็นการเกิดขึ้นหมุนเวียนเป็นปกติตามธรรมชาติของทรายที่ถูกพัดพาด้วยกระแสน้ำทะเลและลม ซึ่งพื้นที่ที่ชายหาดหายไปในช่วงหนึ่ง ก็จะถูกทับถมกลับคืนมาด้วยทรายที่ถูกพัดพาเข้าชายฝั่ง เป็นเช่นนี้ ทุก ๆ ปี ซึ่งไม่อาจจะถือว่าเป็นการกัดเซาะที่ส่งผลกระทบต่อชายหาด ถือได้ว่า สภาพของอ่าวน้อยเป็นอ่าวที่มีความสมดุลสถิต มีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่น้อยมากค่อนไปข้างเสถียรภาพแล้ว ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ในแต่ละปี โดยที่ไม่จำต้องมีการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น หรือโครงสร้างแข็งเพิ่มเติมเพื่อทำการป้องกันการกัดเซาะแต่อย่างใด
นอกจากนี้ อ่าวน้อยเป็นอ่าวที่มีความสวยงามตามธรรมชาติอยู่แล้ว หากมีโครงสร้างเช่นเขื่อนกันคลื่นเกิดขึ้นย่อมทำให้สภาพชายหาดนั้นสูญหายไป ไม่เหลือความสวยงามตามธรรมชาติอย่างแน่นอน” ประกอบกับปัจจุบัน พบว่า บริเวณโครงการระยะที่ ๑ ที่มีโครงสร้างบางส่วนของเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล สามารถป้องกันการกัดเซาะได้ในช่วงฤดูมรสุม หรือ ภัยพิบัติ เช่น ปาบึก ที่ผ่านมาได้ แต่กลับส่งผลกระทบให้บริเวณใกล้เคียงที่ไม่มีโครงสร้าง เกิดการกัดเซาะขึ้นมาจนพื้นที่ชายหาดค่อยๆหายไปในบางส่วน
อีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่ผู้เขียนอยากจะกล่าวถึงให้เห็นเทียบเคียง คือ โครงการเสริมทรายชายหาดพัทยา จังหวัดชลบุรี ที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติของชายหาด ความเป็นมาของโครงการนี้ เกิดจากปัญหาการกัดเซาะชายหาดพัทยาเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งชายหาดพัทยาในช่วงน้ำขึ้นไม่มีหาดแห้งให้นักท่องเที่ยวได้ใช้งาน และหากปล่อยทิ้งไว้ในเวลาอีกไม่นานจะไม่เหลือทรายชายหาดพัทยาอีกต่อไป ในปี พ.ศ.๒๕๕๓ ทางกรมเจ้าท่าจึงได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำเนินการศึกษาวางแผนแม่บทและสำรวจออกแบบเพื่อเสริมทรายบูรณะชายหาดพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในระยะยาวและสามารถฟื้นฟูสภาพชายหาดพัทยา ให้กลับมาสวยงามเหมือนในอดีต ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้ดังเดิม โดยแผนแม่บทของการพัฒนาโครงการประกอบไปด้วยการเติมทรายเสริมชายหาดพัทยามีความกว้าง ๓๕ เมตร ระยะทางจากชายหาดพัทยาเหนือบริเวณโรงแรมดุสิตธานี จนถึงชายหาดพัทยาใต้บริเวณวอล์คกิ้งสตรีทความยาวประมาณ ๒,๘๐๐ กิโลเมตร ใช้งบประมาณประมาณ ๔๒๙ ล้านบาท แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ นอกจากนี้ กรมเจ้าท่ายังจะต่อยอดโครงการนี้ด้วยการของบประมาณปี ๒๕๖๓ เพื่อก่อสร้างเสริมทรายชายหาด ระยะความยาวประมาณ ๗ กิโลเมตร และจะต่อยอดไปยังพื้นทรายที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศอีกต่อไปด้วย กลายเป็นโครงการต้นแบบเสริมทรายชายหาดที่แก้ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะที่ประสบความสำเร็จ โดยที่ไม่ต้องดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างแข็งแต่อย่างใด
ทั้งสองกรณีตัวอย่างข้างต้น ทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า กรณีชายหาดพัทยามีการกัดเซาะที่รุนแรงกว่าอ่าวน้อยอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับใช้มาตรการด้วยการเติมทรายชายหาด ไม่มีการก่อสร้างโครงสร้างแข็งแต่อย่างใด เพราะให้คุณค่าความสำคัญของชายหาดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์ไว้ ส่วนกรณีอ่าวน้อยกลับมีความพยายามที่จะก่อสร้างเขื่อนป้องกันที่เป็นโครงสร้างแข็งให้ได้บนชายหาด ทั้งที่รายงานวิชาการชี้ชัดว่า โครงสร้างดังกล่าวไม่มีความจำเป็น เพราะไม่มีเหตุการณ์กัดเซาะรุนแรง จึงน่าสงสัยว่า ความพยายามดังกล่าวนั้น เป็นไปเพื่อต้องการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งจริง หรือไม่ หรือ เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่แก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งตามที่กล่าวอ้าง ดังที่เกิดขึ้นกับอีกหลายๆพื้นที่ในประเทศไทย ณ ขณะนี้ ที่เป็นการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่ “สวนกระแสธรรมชาติ”
บทความโดย กานต์ ตามี่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายปกครอง มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน


