
ย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๒๙ น.ส.เชอรี่แอน ดันแคน นักเรียนโรงเรียนพระกุมารเยซูคริสต์ (โฮลี่) อายุ ๑๖ ปี ถูกฆาตกรรมทิ้งศพในป่าชายเลนจังหวัดสมุทรปราการ ตำรวจได้จับกุมนายวินัย แฟนของเชอรี่แอนและลูกน้องอีก ๔ คน คือ นายรุ่งเฉลิม หรือ เฮาดี้ กนกชวลาชัย นายธวัช กิจประยูร นายพิทักษ์ ค้าขาย และ นายกระแสร์ พลอยกุ่ม
อัยการสั่งไม่ฟ้องนายวินัย ส่วนลูกน้องทั้งสี่คนโดนส่งขึ้นศาลทั้งหมด
คดีนี้อาศัยพยานปากเอก คือ นายประเมิน โภชพลัด คนขี่รถสามล้อรับจ้าง ที่อ้างว่าเห็นทั้งหมดแบกร่างเชอรี่แอนออกมาจากอาคารที่ทำงานของนายวินัย ซึ่งภายหลังนายประเมินถูกจับกุมและสารภาพว่าให้การเท็จปรักปรำจำเลย เนื่องจากได้รับเงินค่าจ้างจากพนักงานสอบสวนจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท และสังกะสีมุงหลังคาอีก ๕๐ แผ่น ศาลตัดสินให้เขาจำคุก ๘ ปี ข้อหาให้การเท็จ
ส่วนจำเลยทั้งสี่คนลูกน้องนายวินัย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประหารชีวิตทั้งหมด ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับยกฟ้อง แต่ระหว่างยื่นฎีกาศาลสั่งให้ควบคุมตัวไว้ก่อน และต่อมาในปี ๒๕๓๘ ศาลฎีกาได้ยกฟ้องปล่อยตัวผู้บริสุทธิ์ทั้งสี่คน ซึ่งเป็นเวลาที่ผ่านไป ๖ ปี ที่พวกเขาต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายในคุกกับข้อหาที่พวกเขาไม่ได้กระทำ นายรุ่งเฉลิม หรือเฮาดี้ เสียชีวิตภายในเรือนจำระหว่างรอคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งในระหว่างนั้นเขาได้เขียนกลอน แพะรับบาป และส่งจดหมายไปให้ลูกสาวเพื่อยืนยันว่าเขาไม่ได้กระทำผิดและตกเป็นจำเลยทั้งๆ ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนนายพิทักษ์ ได้เสียชีวิตเมื่อปลายปี ๒๕๓๖ หลังออกมาจากเรือนจำเพียง ๕ เดือน ขณะที่นายธวัชเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง หลังนายพิทักษ์เสียชีวิตได้ไม่นาน และนายกระแสร์ ที่ต้องอยู่อย่างพิการไปชั่วชีวิต (และเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลว เมื่อ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๕) อันเป็นผลจากถูกซ้อมในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาของตำรวจเพื่อเค้นให้รับสภาพ
หลังมีคำพิพากษาฎีกาไม่นาน ตำรวจกองปราบปรามชุด พล.ต.ต.คำนึง ธรรมเกษม ผบก.ป. รื้อคดีและสามารถจับฆาตกรตัวจริง คือ นายสมพงษ์ หรือ จ้าย บุญฤทธิ์ นายสมัคร ธูปบูชากร และ น.ส.สุวิบูล พัฒนพงษ์พานิช แฟนอีกคนของนายวินัย ที่ถูกซัดทอดว่าเป็นผู้จ้างวาน ต่อมา ศาลชั้นต้นตัดสินประหาร น.ส.สุวิบูล และนายสมพงษ์ ส่วนนายสมัคร ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต และสุดท้ายศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง น.ส.สุวิบูล ส่วนมือฆ่าเชอรี่แอน ต้องรับโทษตามที่ศาลชั้นต้นตัดสิน
ห้วงเวลาเดียวกันนี้เองแพะที่เหลืออีก ๒ คน คือ นายกระแสร์ และนายธวัช (เสียชีวิตระหว่างการต่อสู้คดีแพ่งนี้) ร่วมกับทายาท-ภรรยาของนายรุ่งเฉลิม และนายพิทักษ์ ตัดสินใจร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพนักงานสอบสวนในคดีนี้ทั้งหมด ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย ๕๔ ล้านบาท จากปี ๒๕๓๘ ที่มีการฟ้องร้อง ศาลแพ่งพิจารณาคดีนี้นานกว่า ๖ ปี ก่อนที่จะมีคำพิพากษาออกมาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทั้งสี่เป็นเงิน ๒๖ ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ๗.๕% ต่อปี รวมที่ต้องจ่ายแล้วประมาณ ๓๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท (แม้ศาลอุทธรณ์และฎีกาจะพิพากษาว่าทั้งสี่เป็นผู้บริสุทธิ์และจับกุมผู้กระทำผิดตัวจริงได้แล้ว แต่ขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเรื่องการเยียวแก่จำเลยในคดีอาญา ที่จะทำให้ได้รับการเยียวยาระหว่างคุมขัง การเรียกร้องการชดเชยเยี่ยวยาของทั้งสี่ จึงทำให้ต้องกระทำโดยการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรงทั้งหมด)
คดีเชอรี่แอน ไม่เพียงโด่งดังจนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์โศกนาฎกรรมความรัก ยังเป็นตำนานแพะรับวิบากกรรมของแพะรับบาป ในคดีนี้ก่อให้เกิดการตื่นตัวและเปลี่ยนแปลงการทำงานทั้งตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษา ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานใหม่ของวงการยุติธรรมไทยและนำมาสู่แนวความคิดเกี่ยวกับการจ่ายค่าความเสียหายให้แก่จำเลยในคดีอาญา ที่เห็นว่า จำเลยในคดีอาญาที่ต้องสูญเสียอิสรภาพของตน เพราะถูกจองจำอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล หรือต้องโทษตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาล เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดว่า ผู้นั้นไม่ได้กระทำความผิดหรือการกระทำของผู้นั้นไม่เป็นความผิด ควรได้รับค่าทดแทนในความเสียหายจากการที่บุคคลนั้นต้องสูญเสียอิสรภาพ อันได้แก่ การสูญเสียสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การสูญเสียสิทธิในการประกอบอาชีพ ฯลฯ รวมทั้งบรรดาค่าใช้จ่ายต่างๆ อันเกิดจากการใช้จ่ายต่อสู้คดีของตน แต่แนวความคิดดังกล่าวไม่ปรากฏว่า มีการตรากฎหมายขึ้นรองรับบทบัญญัติดังกล่าวแต่ประการใด
จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้มีการบัญญัติถึงสิทธิของจำเลยไว้ อันเป็นที่มาของพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ๒๕๔๔ เพื่อเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหายและจำเลยผู้บริสุทธิ์ในคดีอาญา ซึ่งการคุ้มครองสิทธิของประชาชนดังกล่าวยังคงได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ ด้วย และนี่เป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อทำหน้าที่ในส่วนนี้โดยตรง
แต่กระนั้นแล้ว เนื่องจากระหว่างการพิจารณาคดีนี้ ตำรวจได้จับกุมผู้กระทำผิดตัวจริงได้ แต่เมื่ออัยการฟ้องคดีแรกไปก่อนแล้วอัยการกลับไม่มีอำนาจที่จะสามารถถอนคดีออกมาได้ และหากคดีสิ้นสุดก็ไม่สามารถรื้อฟื้นคดีใหม่ได้ด้วย ทำให้แม้ทราบว่าจำเลยในคดีแรกไม่ได้กระทำผิดแต่จำเลยก็ถูกพิจารณาคดีไปตามฟ้อง และหากไม่ได้รับการประกันตัวก็ยังคงต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำต่อไป จึงเป็นปัญหาที่นำมาซึ่งการกำหนดมาตรการการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่ออกมาใหม่ แต่เนื่องจากการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ มีผลกระทบต่อหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งคำพิพากษา หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ที่เป็นกฎหมายใหม่นี้จึงถูกกำหนดไว้อย่างจำกัดและรัดกุม โดยเมื่อการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่เกิดจากความผิดพลาดของรัฐ จึงได้ให้อำนาจพนักงานอัยการในฐานะตัวแทนของรัฐในการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ และมีอำนาจในการถอนฟ้องคดีที่สั่งฟ้องไปแล้วได้ หากระหว่างนั้นมีพยานหลักฐานว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์
การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และเยียวยาจำเลยในคดีอาญาของประเทศไทย จึงมิใช่เกิดขึ้นมาได้เอง หากแต่เกิดจากการเรียกร้องและต่อสู้ของผู้ได้รับผลกระทบ ประกอบคนในสังคมก็ตะหนักได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมิใช่เป็นความผิดพลาดในส่วนบุคคลเท่านั้น หากแต่กระบวนการยุติธรรมเองก็มีความผิดพลาด ซึ่งถูกการกดดันเรียกร้องให้ต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ในไทย และมีอีกหลายอย่างที่กระบวนการยุติธรรมไทยยังต้องปรับเปลี่ยนและปฏิรูปกันต่อไป
บทความโดย ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน


