
ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย พบว่า นโยบายของภาครัฐมีลักษณะส่งเสริมระบบทุนนิยม ที่ภาครัฐใช้ในการพัฒนาประเทศ อันเป็นช่องทางที่ทำให้บริษัทเอกชนเข้ามามีส่วนครอบงำเศรษฐกิจอย่างมาก โดยภาครัฐมีการออกข้อจำกัดทางกฎหมาย นโยบายต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากร มีการยึดทรัพยากรมาเป็นของรัฐ รวมถึงการนำทรัพยากรไปสัมปทานให้กับนายทุนที่มีอำนาจเงินใช้แสวงหาประโยชน์ อาทิเช่น การออก พรบ.แร่ พ.ศ.2560 โดยมีการวางหลักการไว้ว่า แร่เป็นของรัฐ มีการแบ่งขนาดพื้นที่ของเหมืองเพื่อลดขั้นตอนให้ง่ายต่อการอนุญาต การให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินสมควร และการกำหนดช่องว่างทางกฎหมายเพื่อเลี่ยงบทบัญญัติเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน การออกคำสั่งของ คสช.ฉบับที่ 3/2559 และฉบับที่ 4/2559 โดยประกาศการยกเว้นการใช้บังคับกฎหมาย ว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และยกเลิกการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม สำหรับการประกอบกิจการบางประเภทโดยอ้างว่า คำสั่งฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ในการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศต่อไป การกำหนดแผนเรื่องกำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ แผนพัฒนาไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP) จนนำไปสู่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการลงทุนสร้างเขื่อนและรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อน ฯลฯ ซึ่งการกระทำดังกล่าวของภาครัฐนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่เป็นธรรม เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน กลุ่มทุน จนทำให้เกิดช่องว่างระหว่างสังคมชนบทกับสังคมเมือง นำไปสู่ความเลื่อมล้ำทางรายได้ขึ้นในกลุ่มคนในสังคม รวมถึงเกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อสังคมมักจะมีปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมาเสมอ
จากปัญหาและความเลื่อมล้ำดังกล่าวจึงทำให้ภาคประชาชนเกิดขบวนการเคลื่อนไหวโดยมีการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในมิติต่างๆ เพื่อจำกัดอำนาจรัฐไปพร้อมกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนซึ่งนำไปสู่การเคลื่อนไหวในประเด็นสำคัญต่างๆ ดังเช่น สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผลสะท้อนมาจากปัญหาความทุกข์ยาก ไม่มีที่นาทำกิน ถูกเจ้าของที่ดินและนายทุนขูดรีด สมัชชาคนจน ซึ่งเป็นเครือข่ายของชาวบ้านคนยากจนจากชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาของรัฐ อันเกิดขึ้นท่ามกลางการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน น้ำ ป่า ระหว่างรัฐและภาคธุรกิจกับชาวบ้าน ฯลฯ
นอกจากนี้ ทิศทางการเคลื่อนไหวของประชาชนก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการร้องทุกข์หรือเรียกร้องให้รัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้รับการเหลียวแล การตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจรัฐ การประท้วงอำนาจรัฐ และเรียกร้องการถ่ายโอนอำนาจที่รัฐเคยมีมาเป็นของประชาชน ซึ่งจะเป็นกรณีที่เกิดจากการตัดสินใจของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะกรณีโครงการพัฒนาต่างๆ จนเกิดการยืนยันว่าควรให้ชุมชนเป็นผู้ตัดสินใจหรือมีส่วนร่วมเห็นชอบด้วย ดังเช่น กลุ่มฅนรักบ้านเกิด 6 หมู่บ้าน-คัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำในจังหวัดเลย กลุ่มคนรักษ์บ้านแหง-คัดค้านเหมืองลิกไนต์ในจังหวัดลำปาง กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดอุดรธานี-คัดค้านเหมืองโปแตซในจังหวัดอุดรธานี กลุ่มรักษ์วานรนิวาส-คัดค้านเหมืองโปแตซในจังหวัดสกลนคร กลุ่มเครือข่ายเทใจให้เทพาไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน-คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดสงขลา เครือข่ายชุมชนรักษ์อ่าวปากบารา-คัดค้านท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล และเครือข่ายประชาชน 8 ลุ่มน้ำโขง-คัดค้านการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงในประเทศลาว เป็นต้น
จากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ได้กล่าวมานั้น ภาครัฐและภาคเอกชนเองก็ได้มีมาตรการตอบโต้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน ตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจรัฐ หรือเรียกร้องการถ่ายโอนอำนาจรัฐให้มาเป็นของประชาชน โดยวิธีการหนึ่งที่ภาครัฐและภาคเอกชนนำมาใช้เพื่อยับยั้ง ขัดขวาง ข่มขู่การวิพากษ์วิจารณ์และการแสดงความคิดเห็น หรือเสรีภาพในการแสดงออกของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ก็คือ การใช้กระบวนการทางกฎหมายควบคุมการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออก ซึ่งเรียกกระบวนการดังกล่าวนี้ว่า “การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก” หรือที่รู้จักการในภาษาอังกฤษว่า “SLAPP” โดยจุดมุ่งหมายของรัฐหรือเอกชนต้องการใช้คดีเพื่อหยุดกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการปกป้องประโยชน์สาธารณะ ซึ่งในปัจจุบัน วิธีการดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้กับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในหลายพื้นที่ เช่น กรณีเหมืองแร่ทองคำ ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งเป็นกรณีที่บริษัทประกอบธุรกิจเหมืองแร่ทองคำได้ดำเนินการฟ้องชาวบ้านเป็นจำเลย โดยมีสาเหตุมาจากการที่ชาวบ้านในพื้นที่ได้คัดค้านการทำเหมืองของบริษัท เนื่องจากการทำเหมืองได้ส่งผลกระทบต่อชุมชน ชาวบ้านจึงได้เรียกร้อง ร่วมกันด้วยการก่อสร้างซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้าน มีข้อความว่า “หมู่บ้านนี้ไม่เอาเหมือง” และมีการติดตั้งป้ายว่า “ปิดเหมืองฟื้นฟู” ตลอดเส้นทางในหมู่บ้าน บริษัทจึงฟ้องคดีแพ่งเรียกร้องต่อชาวบ้าน 6 คน สมาชิกกลุ่มฅนรักบ้านเกิด 6 หมู่บ้าน ตำบลเขาหลวง ให้ชดใช้เงินแก่บริษัทจำนวน 50 กว่าล้านบาท โดยอ้างว่าข้อความดังกล่าวหมิ่นประมาทบริษัท และอีกกรณีหนึ่ง คือ กรณีที่ชาวบ้านได้เข้าร่วมประชุมของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวง (อบต.ฯ) โดยในวันประชุมได้มีชาวบ้านกลุ่มฅนรักบ้านเกิดฯหลายคนเดินทางไปเพื่อเข้าร่วมประชุม และแสดงความเห็นคัดค้านการที่จะอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าไม้สำหรับทำเหมืองต่อไป เนื่องจากยังไม่มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้ การเข้าร่วมประชุมดังกล่าวทำให้มีการดำเนินคดีในข้อหาความผิดต่อเสรีภาพ และความผิดต่อพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 กับชาวบ้านบางส่วน ทั้งๆที่เป็ฯการเดินทาวมาเพื่อร่วมประชุมและเพื่อแสดงการเรียกร้องและยื่นข้อเสนอให้กับรัฐในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้านเท่านั้น โดยสมาชิกอบต.ฯได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าทีตำรวจและถูกฟ้องเป็นคดีอาญา
ซึ่งต่อมา ในผลคดีแพ่งเกี่ยวกับการติดป้ายนั้น ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยศาลได้วินิจฉัยมีประเด็นที่น่าสนใจว่า “การกระทำดังกล่าวนับได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมทำได้ เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต จึงไม่เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและไม่เป็นการละเมิดโจทก์”
ส่วนคดีที่ 2 คดีอาญา ศาลได้วินิจฉัยมีประเด็นที่น่าสนใจว่า “การชุมนุมดังกล่าวเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย มาตรา 3 (5) ซึ่งหมายความว่า หากเป็นการประชุมที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการและมีการออกจดหมายซึ่งเป็นไปตามระเบียบและตามกฎหมายต่างๆ ดังนี้ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 จะไม่นำมาบังคับใช้ในเรื่องดังกล่าว เพราะไม่เข้าองค์ประกอบตามพระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่ต้นแล้ว อีกทั้ง การชุมนุมสาธารณะเป็นเสรีภาพพื้นฐานที่จำเป็นของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” ย่อมหมายความว่า ศาลได้ให้คำรับรองว่าหากการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบโดยปราศจากอาวุธ ถือเป็นสิ่งทำได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ
จากการที่ภาครัฐและภาคเอกชนนำกฎหมายมาใช้บังคับกับชาวบ้านอย่างไม่เป็นธรรมนั้น ทางชาวบ้านเองได้มีการตอบโต้การกระทำดังกล่าว โดยดำเนินการฟ้องคดีกลับ เช่น จากกรณีเหมืองทองเลย ที่ชาวบ้านถูกบริษัทฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 50 กว่าล้านบาท ชาวบ้านเห็นว่าการใช้สิทธิฟ้องคดีของบริษัทนั้นเป็นการใช้สิทธิที่ไม่สุจริตทำให้ชาวบ้านได้รับความเสียหาย ชาวบ้านจึงตัดสินใจดำเนินการฟ้องคดีกลับต่อบริษัทเป็นคดีแพ่ง ซึ่งต่อมาศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ชาวบ้าน โดยศาลได้วินิจฉัยมีประเด็นที่น่าสนใจว่า “แม้การใช้สิทธิทางศาลเป็นสิทธิที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แต่จะเป็นการใช้สิทธิทางศาลที่มีความมุ่งหมายหรืออาจจะทำให้บุคคลอื่นเสียหายโดยอาศัยศาลเป็นเครื่องมือกำบังแกล้งกล่าวหาบุคคลอื่นนั้น ย่อมถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อโจทก์”
นอกจากนี้ วิธีหนึ่งที่ภาครัฐและภาคเอกชนเองใช้ในตอบโต้การเคลื่อนไหวภาคประชาชน ก็คือ การสร้างเงื่อนไข และการจำกัดสิทธิการเข้าถึงกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของชาวบ้านหรือชุมชน ไม่ว่าจะเป็น สิทธิการเข้าถึงกองทุนยุติธรรม ในเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เช่น ค่าจ้างทนายความ ค่าใช้จ่ายในการไปศาล ค่าขึ้นศาลหรือค่าธรรมเนียมศาล สิทธิในการได้รับการเยียวยาช่วยเหลือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในคดีอาญา เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือเยียวยาความเสียหาย สิทธิในการเข้าถึงเงินประกันตัวในคดีอาญาสำหรับผู้ที่ไม่มีเงินประกันตัวในคดีอาญาได้ต่อสู้คดีโดยไม่ต้องถูกคุมขังในระหว่างที่ศาลยังไม่ตัดสินความผิดและมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในทางปฏิบัติกลับพบว่า สิทธิในการเข้าถึงเงินกองทุนยุติธรรมนั้นมีข้อจำกัดและปัญหาอุปสรรคอย่างมาก เช่น ปัญหาเรื่องระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติให้ความช่วยเหลือ พบว่า ในการพิจารณาคำร้องมีระยะเวลาที่นานมาก และไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ทำให้ไม่ทันต่อความต้องการและก่อให้เกิดความล่าช้าในการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน ทำให้ไม่อาจจะได้รับการช่วยเหลือในการประกันตัวได้ทันเวลา ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายทนายความ ที่เจ้าหน้าที่มองว่ามีทนายความอื่นที่ให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว หรือต้องใช้บริการจากทนายความที่ขึ้นทะเบียนกับกองทุนยุติธรรมเท่านั้น และยังมีการอ้างว่า ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรค 2 ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ศาลต้องจัดหาทนายความให้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องจ้างหรือจ่ายค่าทนายความให้ ปัญหาเรื่องสัดส่วนของคณะกรรมการที่พิจารณาส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการทั้งหมด ไม่มีตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปเป็นคณะกรรมการเลย และปัญหาที่สำคัญที่ทุกพื้นที่ประสบเจอ คือคณะกรรมการที่พิจารณากองทุนได้ตัดสินความผิดล่วงหน้าแทนศาลในการพิจารณากองทุนยุติธรรมจังหวัดว่า ผู้ที่มาขอรับการสนับสนุนนั้นกระทำผิดจริง ทั้งๆ ที่คดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจากศาล เป็นต้น
สิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ในทางปฏิบัติกระบวนการดังกล่าวเป็นแค่เพียงพิธีกรรมที่รัฐและเอกชนใช้เพื่อหาความชอบธรรมให้กับตนเองเท่านั้น โดยมีปัญหาการจำกัดสิทธิของประชาชนหลายอย่าง เช่น ปัญหาจากการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานรัฐในการริเริ่มให้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น การใช้กติกาในการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่เป็นธรรมจากรัฐหรือทุน เช่น กีดกันคนไม่เห็นด้วยไม่ให้เข้าร่วม ใช้ข้อมูลของตนฝ่ายเดียวประชาสัมพันธ์โครงการมากกว่าการรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายไม่เห็นด้วยได้ทำข้อมูลอีกด้านมาโต้แย้ง มีการใช้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ากีดกันไม่ให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วมเวที การจัดเวทีในค่ายทหาร และมีการแจกสิ่งของจูงใจ เป็นต้น
เสรีภาพในการชุมนุม ซึ่งมีกฎหมายรับรองและเป็นสิทธิเสรีภาพที่สามารถจะกระทำได้ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น การที่รัฐมีมาตรการออกกฎหมายรวมถึงการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม ย่อมจะต้องคำนึงว่า การชุมนุมสาธารณะย่อมกระทำได้ หากกระทำตามรัฐธรรมนูญที่รองรับไว้ และต้องคำนึงถึงบริบททางสังคมและปัญหาของประชาชนด้วยว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด โดยพิจารณาถึงผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายกับผลกระทบที่เกิดกับประชาชนโดยภาพรวม แต่ในทางปฏิบัติภาครัฐมีการบังคับใช้ พรบ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือหรือข้อหาในการฟ้องร้องคดีกับชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาใช้เสรีภาพในการชุมนุมเพื่อปกป้องสิทธิของตนหรือส่วนรวมอันชอบธรรม ทำให้เห็นได้ว่า มีการฟ้องคดีโดยใช้พรบ.การชุมชนสาธารณะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องกรณีที่ชุมชนลุกขึ้นมาปกป้องชุมชนและทรัพยากร หรือการที่ประชาชนชุมนุมเพื่อแสดงออกเรียกร้องทางการเมือง
เมื่อโครงสร้างกฎหมายและกระบวนการนโยบายของรัฐยังไม่เอื้อต่อประชาชนเพียงพอ การออกนโยบาย กฎหมาย รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมาย รัฐยังดำเนินการเป็นไปในทางที่นำทรัพยากรไปสัมปทานให้กับนายทุนที่มีอำนาจเงินใช้แสวงหาประโยชน์ โดยปิดกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการ ดังนั้น รัฐควรต้องเปลี่ยนทัศนคติ มุมมองใหม่ และให้ความสำคัญว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด หรือที่เรียกว่า อำนาจอธิปไตย ไม่ใช่ให้ความสำคัญที่กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เสนอผลประโยชน์ให้แก่รัฐเหมือนที่ผ่านมา อันเป็นการส่งเสริมระบบทุนนิยม ฉะนั้น การออกนโยบาย กฎหมาย รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ จะต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นอย่างมาก ดังเช่นยุครัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งถือว่าเป็นยุคของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ร่วมให้ข้อมูล ปรึกษาหารือ ตัดสินใจ ติดตามตรวจสอบ และถอดถอนผู้ทุจริต ทั้งยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการทางนโยบายของรัฐอีกด้วย
บทความโดย วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
*บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสรุปบทเรียนการทำงานครบรอบ 10 ปี ของ ศูนย์ข้อมูลชุมชน


