
สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยพึงได้รับสิทธิดังกล่าวในการต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความจริง กองทุนยุติธรรมเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้เข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยให้ความช่วยเหลือสำหรับประชาชนที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือ ในเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เช่น ค่าจ้างทนายความ ค่าใช้จ่ายในการไปศาล ค่าขึ้นศาลหรือค่าธรรมเนียมศาล ในเรื่องการเยียวยาช่วยเหลือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายและในเรื่องการประกันตัวขณะถูกดำเนินคดีให้คนที่ไม่มีเงินประกันตัวในคดีอาญาต่อสู้คดีได้โดยไม่ต้องถูกคุมขังในระหว่างที่ศาลยังไม่ตัดสินความผิดและมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่
แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า สิทธิในการเข้าถึงเงินกองทุนยุติธรรมนั้นมีข้อจำกัดและปัญหาอุปสรรคอย่างมาก โดยขอยกตัวอย่างผ่านคดีหรือกรณีที่ทางมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนได้พบเจอมาในการทำงาน 3 พื้นที่ ดังนี้
พื้นที่แรก คือ พื้นที่จังหวัดสกลนคร กรณีโรงงานน้ำตาล พบปัญหาในเรื่องของหลักทรัพย์และเงินในการประตัวเพื่อสู้คดีความในชั้นศาลโดยชาวบ้านผู้ถูกฟ้องดำเนินคดีได้ขอความช่วยเหลือในการประกันตัวระหว่างถูกดำเนินคดีอาญา มีรายหนึ่งในการสืบเสาะของเจ้าหน้าที่อ้างว่าตัวผู้ขอเงินในการประกันตัวมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 2 แปลง ซึ่งเจ้าหน้าที่เห็นว่าสามารถที่จะนำที่ดินดังกล่าวมาเป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัวได้ จึงไม่อนุมัติเงินประกันให้ แต่ข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของมารดาไม่ใช่ของตัวผู้ขอ อันเป็นการตรวจสอบที่ไม่ครอบคลุมรอบด้านและไม่ได้ดูข้อเท็จจริงจริงๆ การที่เจ้าหน้าที่มองว่าชาวบ้านมีที่ดิน จึงถือว่าเป็นผู้ไม่ยากจน สามารถนำไปเป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัวได้นั้น เห็นว่าเป็นการซ้ำเติมให้ผู้ขอเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ซึ่งความคิดดังกล่าวยังขัดกับแนวคิดเรื่อง พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเท่าเทียม และประเด็นเรื่องการรับรองความประพฤติของผู้ขอความช่วยเหลือเงินกองทุนจากผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันก็ยังเป็นอีกปัญหาหนึ่ง ถ้าหากผู้ขอมีความขัดแย้งเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่บุคคลดังกล่าวจะรับรองความประพฤติให้แก่ผู้ขอได้ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ต้องมาศาลของชาวบ้าน พบว่า หลักเกณฑ์จำนวนเงินสำหรับค่าเดินทางนั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยในการกำหนดค่าเดินทางให้ชาวบ้านนั้น กำหนดให้ไม่เกิน 2 เที่ยวต่อ 1 วัน คือไปกลับ และไม่เกินอัตราค่าโดยสารรถประจำทาง ซึ่งในความเป็นจริงการเดินทางปัจจุบันของชาวบ้านและระยะเวลาที่ศาลนัดนั้น จำเป็นต้องเดินทางโดยรถยนต์ที่ต้องเช่ารถเดินทางมาศาลเอง เนื่องจากรถโดยสารใช้เวลาในการเดินทางนานและไม่ตรงกับระยะเวลาที่จะเดินทางมาและกลับจากศาลได้
สำหรับในพื้นที่จังหวัดเลย กรณีเหมืองแร่ทองคำ พบปัญหาเรื่องระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติให้ความช่วยเหลือ พบว่าในการพิจารณาคำร้องมีระยะเวลาที่นานมาก และไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ทำให้ไม่ทันต่อความต้องการและก่อให้เกิดความล่าช้าในการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน สุดท้ายชาวบ้านต้องหาหลักทรัพย์อื่นมาเป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัวในการต่อสู้คดี เนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาที่จะต้องส่งฟ้องคดีต่อศาลแล้ว นอกจากนี้ กรณีคนที่เคยได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมแล้ว ถ้าถูกฟ้องคดีอีก ก็จะไม่ได้พิจารณาให้ความช่วยเหลืออีก ทั้งๆที่บุคคลเหล่านั้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาก็ได้รับการยกฟ้องเป็นผู้บริสุทธิ์
สุดท้าย พื้นที่จังหวัดสงขลา กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา พบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายทนายความ เจ้าหน้าที่มองว่ามีทนายความอื่นที่ให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว และอ้างว่า ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรค 2 ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ศาลต้องจัดหาทนายความให้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องจ้างหรือจ่ายค่าทนายความให้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องสิทธิในการเลือกทนายความ ที่ไม่ควรจำกัดเฉพาะทนายความที่ขึ้นบัญชีกับกองทุนยุติธรรม เพราะบางคดีต้องใช้ทนายความที่มีความรู้ ความชำนาญเฉพาะคดีนั้นๆ รวมถึงถ้าหากการต่อสู้ของชาวบ้านเป็นการฟ้องคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วนั้น การที่จะได้รับความช่วยเหลือเรื่องเงินกองทุนยุติธรรมก็เป็นเรื่องเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐมองว่าชาวบ้านเป็นศัตรูต่อรัฐ สิทธิบางอย่างก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ทุกพื้นที่พบเหมือนกัน ก็คือ คณะกรรมการที่พิจารณากองทุนได้ตัดสินความผิดล่วงหน้าแทนศาลในการพิจารณากองทุนยุติธรรมจังหวัดว่า ผู้ที่มาขอรับการสนับสนุนนั้นกระทำผิดจริง ทั้งๆที่คดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจากศาล เช่น กรณีของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จังหวัดเลย คณะอนุกรรมการมีความเห็นว่า จากการที่กลุ่มผู้ขอรับความช่วยเหลือได้เข้าขัดขวางและปิดกั้นทางเข้าประชุมสภา อบต.ทำให้สมาชิกไม่สามารถขึ้นไปยังห้องประชุมได้ เป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย รบกวนการปฏิบัติงานของผู้อื่น รวมถึงกรณีของชาวบ้านเทพา จังหวัดสงขลา ที่คณะอนุกรรมการมีความเห็นว่าการกระทำของชาวบ้าน เป็นการกระทำที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและมีผลกระทบต่อความเสียหายของประชาชนส่วนร่วม จึงไม่เป็นไปตาม พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม
จากกรณีดังกล่าวข้างต้นนี้ เห็นได้ว่า การพิจารณาเช่นนี้ขัดกับหลักการที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และมีสิทธิได้รับอิสรภาพจนกว่าศาลจะพิพากษาเป็นที่สุดว่า ให้ลงโทษจำคุก อันเป็นไปตามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 29 วรรค 2 ที่กำหนดว่า ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดและก่อนมีคำพิพากษา อันถึงที่สุดแสดงว่า บุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้และตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย ข้อ 11 (1) (2) หลักการสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อที่ 11 ที่ว่า บุคคลซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความผิดอาญา มีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาโดยเปิดเผยและผู้นั้นได้รับหลักประกันทั้งหลายที่จำเป็นในการต่อสู้คดี
ดังนั้นสิทธิการเข้าถึงกองทุนยุติธรรมของประชาชน คณะกรรมการกองทุนยุติธรรมควรต้องระลึกไว้เสมอว่า การอนุมัติให้ความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม เป็นการทำตามเจตนารมณ์รากฐานที่มาของกองทุน นั่นคือ เป็นขั้นแรกของการแก้ไขและลดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม อีกทั้ง การที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชนเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะนั้น รัฐไม่ควรมองว่าการกระทำของชาวบ้านดังกล่าวเป็นอาชญากรรมและตัดสิทธิไม่ให้เข้าถึงกองทุนยุติธรรม แต่รัฐควรคุ้มครองสิทธิของชาวบ้านในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทั่วถึงกันของประชาชน และช่วยให้การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมมีความเป็นธรรมและมีมนุษยธรรมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อเป็นการคุ้มครองตามหลักการสิทธิมนุษยชน
บทความโดย วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน


