หมิ่นประมาท คือ การใส่ความผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ เช่น พูด เขียน พิมพ์ข้อความ หรือ แสดงกริยาต่าง ๆ โดยการใส่ความดังกล่าวนั้นต้องเป็นการกระทำให้บุคคลที่สามรับทราบ ซึ่งเป็นการทำให้ผู้ถูกใส่ความนั้นได้รับความเสียหาย ในประเทศไทยผู้กระทำการหมิ่นประมาทนั้นจะมีความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา กล่าวคือ การหมิ่นประมาทนั้น ผู้กระทำจะมีความรับผิดทางแพ่ง ฐานละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ซึ่งมีหลักการสำคัญ คือ ผู้กระทำได้กล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความที่ขัดต่อความเป็นจริง เป็นผลให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ นอกจากนี้ การหมิ่นประมาทยังถูกบัญญัติให้เป็นความผิดหนึ่งในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งมีลักษณะการกระทำ คือ ผู้กระทำความผิดได้ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งในการพิจารณาข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาทในทางอาญานั้น อาจเป็นความจริงหรือความเท็จก็ได้

กฎหมายไทยได้กำหนดให้หมิ่นประมาทเป็นความผิดอาญา ตั้งแต่ประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 โดยกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ โดยบัญญัติเป็นความผิดหลักไว้ในมาตรา 326 ส่วนมาตรา 327 คือ ความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้ตาย และมาตรา 328 คือ ความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งเป็นมาตราที่มีการนำมาฟ้องร้องดำเนินคดีกันมากที่สุด

“มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้ง จำทั้ง ปรับ”

“มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาดภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท”

คดีหมิ่นประมาททางอาญา ผู้เสียหายสามารถดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำการหมิ่นประมาทได้โดยสองรูปแบบ คือ ร้องทุกข์ต่อตำรวจ แล้วพนักงานสอบสวนจะสอบสวนดำเนินคดีให้ และพนักงานอัยการส่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล อีกรูปแบบคือผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วยตนเอง และเมื่อดำเนินคดีอาญาแล้วผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลแพ่งหรือศาลอาญาก็ได้ (คือการฟ้องอาญาและเรียกค่าเสียหายด้วย)

เนื่องจากต้นทุนของผู้เสียหายในการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทนั้นน้อยมาก ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการรวบรวมพยานหลักฐานเฉพาะเพื่อการพิสูจน์จำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการหมิ่นประมาท และเสียเวลาไปให้การและเบิกความเท่านั้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งตำรวจและอัยการ รวมทั้งศาล จะถูกให้เข้ามาเป็นเครื่องมือที่ทำงานให้กับผู้เสียหาย ทั้งกระบวนการออกหมายเรียกผู้ต้องหา ออกหมายจับ การตั้งข้อหา การสอบสวน การสั่งฟ้อง และการพิจารณาคดี ล้วนเดินหน้าไปโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้เสียหายเพียงแค่มาแจ้งความแล้วที่เหลือก็ไม่ต้องลงทุนอะไรด้วยตัวเองอีก แต่ในทางตรงกันข้าม กระบวนการเหล่านี้ทำให้ผู้ถูกกล่าวหามีภาระต้องเดินทางมารายงานตัวหลายครั้ง (บางคดีเฉพาะในชั้นตำรวจและอัยการอาจใช้ระยะตั้งแต่ 1 ถึง 5 ปี ระหว่างนั้นต้องมารับทราบคำสั่ง รายงานตัวทุกเดือน) และต้องหาทนายความมาช่วยเหลือทางกฎหมาย พร้อมแสวงหาหลักฐานมาต่อสู้คดีด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ ในกระบวนการทางอาญา เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล ผู้ต้องหาส่วนใหญ่จะต้องยื่นประกันตัว หากไม่สามารถหาหลักทรัพย์มาได้จะต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำระหว่างการพิจารณาคดี และหากไม่มีทนายความ หรือไม่มีเวลาและทรัพยากรเตรียมตัวต่อสู้คดีที่เพียงพอก็อาจแพ้คดี และถูกสั่งลงโทษจำคุกหรือลงโทษปรับได้ อีกทั้ง การตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ยังส่งผลกระทบด้านชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ทางสังคมของผู้ถูกดำเนินคดีเมื่อต้องเดินทางไปขึ้นโรงพักหรือขึ้นศาลด้วย ซึ่งกลายเป็นว่า ฝ่ายผู้แสดงความคิดเห็นต้องแบกรับภาระต้นทุนที่หนักกว่าฝ่ายผู้เสียหายมาก เมื่อคดีเข้าสู่ชั้นศาลแล้วผู้เสียหายยังสามารถเข้าเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้อีกด้วย (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1) ซึ่งไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาล เนื่องจากในคดีอาญาจะไม่มีค่าธรรมเนียมศาล นอกจากว่าศาลจะเห็นค่าเสียหายที่เรียกมานั้นสูงเกินจริง ศาลอาจสั่งให้จ่ายค่าธรรมเนียมดังว่าก็ได้

ข้อหาหมิ่นประมาทจึงมักถูกนำมาใช้ฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งปิดปาก หรือการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของประชาชน (Strategic Lawsuits Against Public Participation – SLAPP) ในช่วงหลายปีมานี้ มีตัวอยางการฟ้องคดีในลักษณะ SLAPP หรือการฟ้องกลั่นแกล้งที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน โดยคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาเป็นกฎหมายที่ถูกนำมาใช้ฟ้องชาวบ้านมากที่สุด เช่น การแกล้งฟ้องฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีคดีของชาวบ้านกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ที่ต่อสู้ในกรณีเหมืองแร่ทองคำ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เคยถูกบริษัทที่ประกอบกิจการเหมืองแร่ฟ้องร้องไกลถึงศาลจังหวัดภูเก็ต และศาลจังหวัดแม่สอด โดยโจทก์อ้างว่า มีผู้เห็นข้อความ ณ จังหวัดดังกล่าวที่ไปยื่นฟ้อง ซึ่งในข้อเท็จจริงบริษัทสามารถฟ้องที่ศาลจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานของบริษัท หรือเป็นภูมิลำเนาของชาวบ้านได้ การฟ้องคดีดังกล่าวจึงทำให้ชาวบ้านต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินไปต่อสู้คดีจำนวนมาก เป็นต้น

ทั้งนี้ หากคำนึงถึงเรื่องเสรีภาพการแสดงออก (Freedom of Expression) หรือสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสื่อสารมวลชน (Freedom of Press) ในการวิพากษ์วิจารณ์และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ จึงเป็นสิทธิพื้นฐาน (Fundamental Rights) ซึ่งเป็นปกติที่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะต้องยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่าง แต่การใช้เสรีภาพดังกล่าวย่อมมีขอบเขตด้วยเพราะสิทธิและเสรีภาพนี้จะต้องเกี่ยวพันกับบุคคลอื่น รวมถึงความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวมอาจมีจึงอาจกฎหมายในการจัดระเบียบการใช้สิทธิและเสรีภาพดังกล่าวได้หากมีความจำเป็นอันสำคัญที่จะต้องมีกฎหมายควบคุมการแสดงออกดังกล่าวได้ด้วยวิธีการที่รุนแรงน้อยที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่กฎเกณฑ์นั้นจะมีผลถึงขนาดที่จะทำให้การแสดงออกไม่สามารถกระทำได้เลยนั้นการแสดงออกนั้นจะต้องมีภยันตรายร้ายแรงต่อสังคมอย่างชัดแจ้งอย่างแท้จริงเท่านั้น

ผู้เขียนจึงขอเสนอให้ความผิดข้อหาหมิ่นประมาทต้องไม่มีโทษในทางอาญา ซึ่งหากผู้ที่ถูกกล่าวหาเห็นว่า การถูกวิจารณ์นั้นเป็นความเท็จและก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ก็สามารถที่จะเลือกการดำเนินคดีทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 423 “ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขา โดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่า ข้อความนั่นไม่จริงแต่หากควรจะรู้ได้”

โดยในกระบวนการพิจารณาคดีแพ่งนี้ จะไม่สร้างภาระให้กับจำเลยมากจนเกินไป จำเลยไม่ต้องมีภาระต้องหาหลักทรัพย์มาประกันตัวและมีโทษจำคุก การพิจารณาทางแพ่งซึ่งเน้นหาข้อเท็จจริงว่า มีการกระทำซึ่งเป็นการหมิ่นประมาทให้โจทก์เสียหายหรือไม่ โดยไม่มีการอาศัยกระบวนการยุติธรรมมาเอาเปรียบหรือเข้ามาเป็นเครื่องมือดำเนินคดีแทนก็ไม่เป็นภาระของรัฐที่ต้องมาดำเนินคดีอันเกี่ยวกับเรื่องข้อพิพาทอันเป็นความผิดส่วนตัวระหว่างเอกชน

บทความโดย ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ