
คุณเคยถูกแกล้ง หรือ แกล้งคนอื่นหรือไม่? ตอนฉันเป็นเด็กก็เคยถูกเพื่อนแกล้ง และถูกล้อเลียนเรื่องโรคประจำตัวจนร้องไห้เช่นกัน ซึ่งฉันเชื่อว่าเราทุกคนต่างต้องเคยผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตอนเด็ก หรือกระทั่งตอนโต แต่คุณคงรู้ใช่ไหมว่านับวันมันยิ่งลุกลาม และรุนแรงมากขึ้นทุกที ที่การกลั่นแกล้งมันกลายเป็นสิ่งคุกคามที่เข้าถึงตัวเราได้ง่ายมากจนหลีกเลี่ยงมันได้ยาก เพราะปัจจุบันเราเข้าถึงกันได้ง่ายด้วยการสื่อสารที่ใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ต เปิดเข้าสู่โลกออนไลน์ไร้พรมแดน ที่คนทั่วทั้งโลกสามารถรู้จักกันได้โดยไม่ต้องพบเจอกันมาก่อน การกลั่นแกล้งแบบธรรมดาจึงถูกพัฒนามาเป็นการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ด้วยการสื่อสารผ่านข้อความบนสื่อโซเชียลต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ เกมส์ออนไลน์ เวปไซต์ต่างๆ เป็นต้น คือ “Cyberbullying” หรือ การถูกกลั่นแกล้งโดยการใช้เครื่องมือสื่อสาร ที่ถือกำเนิดขึ้น
ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หากคุณได้ติดตามข่าวอยู่บ้าง คุณน่าจะเคยได้ยินข่าวการฆ่าตัวตายของ “ซอลลี่” สมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง วง f(x) จากประเทศเกาหลีใต้ ที่เป็นกระแสอยู่ช่วงหนึ่ง โดยหลายคนเชื่อว่า การที่เธอตัดสินใจหลับไปตลอดกาลเช่นนี้ ก็เพราะเธอตกเป็นเหยื่อของ Cyberbullying หรือ การถูกกลั่นแกล้งโดยการใช้เครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ และสื่อสารให้คนอื่นๆ สามารถเห็น มีการแชร์ต่อ จนกลายเป็นกระแสไวรัล (การพูดถึงหรือการบอกต่อกันแบบปากต่อปาก) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ จนกลายเป็นเครื่องมือหลักในการรังแกและกลั่นแกล้งกัน ซึ่งตัวซอลลี่เองก็มีผู้ติดตามเธอบนโลกออนไลน์มากมายอยู่แล้ว โดยเฉพาะในอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามเธอมากกว่า ๕ ล้านคน ที่เข้ามาแสดงความเห็นต่างๆเกี่ยวกับเธอ ซึ่งหลายข้อความที่แสดงออกถึงความเกลียดชัง การวิจารณ์ด้วยคำพูดรุนแรง ที่เข้าข่ายเป็นการคุกคามเธอ ยิ่งเธอเป็นบุคคลสาธารณะด้วยแล้ว มันจึงรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเธอจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แล้วจบชีวิตในที่สุด ซึ่งหลายคนที่เคยบูลลี่ (กลั่นแกล้ง) เธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกผิดต่อการตายของเธอแต่อย่างใด ถึงอย่างนั้นการตายของเธอก็กลับเป็นแรงผลักดันให้คนในเกาหลีใต้มีความพยายามที่จะเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อจัดการกับ Cyberbullying โดยกฎหมายฉบับใหม่นี้เรียกว่า “กฎหมายซอลลี่”
คราวนี้เราลองย้อนกลับมาดูในประเทศไทยเราบ้าง ที่มีกรณีเกิดขึ้นกับนักร้องสาวชื่อดังและมีดีกรีเป็นผู้ชนะจากรายการ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่นที่ ๖ อย่าง “ซานิ นิภาภรณ์” หรือ “ซานิ AF6” เช่นกัน โดยเธอได้มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บSHOW ทางช่อง New18TV ว่า ที่กว่าจะมาถึงวันนี้ เจ้าตัวต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ทั้งเรื่องการถูกเหยียดเพศ การถูกบูลลี่ จนทำให้เคยคิดอยากจะฆ่าตัวตายเลยทีเดียว ซึ่งมีตอนหนึ่งที่ซานิเล่าประมาณว่า ตนได้เข้าไปอ่านคอมเม้นในโซเชียลที่พูดถึงเธอ พออ่านแล้วหยุดอ่านไม่ได้ อ่านทั้งคืน มีแต่คำที่เหยียดเธอ แม้ซานิจะถูกบูลลี่ด้วยเรื่องส่วนตัวขนาดนี้ แต่เธอก็ยังโชคดีที่คิดได้เร็ว และมีครอบครัวที่ให้กำลังใจ จนทำให้เธอผ่านพ้นการคิดฆ่าตัวตายได้
จากทั้งสองกรณีตัวอย่างที่ได้นำเสนอ หลายคนอาจจะไม่เคยทราบว่า พฤติกรรม Cyberbullying บนโลกออนไลน์ นั้น มีความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นได้ โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ ระบุถึงการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทไว้ว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจว่า การที่จะเข้าข่ายความผิดหมิ่นประมาทนี้ได้ จะต้องเป็นการสื่อสารด้วยข้อความเท็จ หรือ ไม่ใช่เรื่องจริงเท่านั้น ส่วนการสื่อสารด้วยข้อความที่เป็นจริงจะไม่เป็นความผิดในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงที่อาจนำความเดือดร้อนมาสู่ผู้สื่อสารด้วยข้อความต่อสาธารณะได้ เนื่องจากองค์ประกอบของความผิดนั้น เพียงแค่ใช้ข้อความที่เป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม แล้วน่าจะส่งผลให้ผู้อื่นนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือ ถูกเกลียดชังจากสังคม ไม่ว่าข้อความดังกล่าวจะเป็นจริงหรือเท็จก็ตาม ย่อมถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว โดยการพิสูจน์ความจริงตามกฎหมายนั้น เปิดโอกาสให้กระทำได้ หากข้อหาที่ได้หมิ่นประมาทเป็นประโยชน์แก่ประชาชน แต่ถ้าหากเป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อพิสูจน์แล้วไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ย่อมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๐ “ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน” ดังนั้น จากสองกรณีตัวอย่างข้างต้น ล้วนแต่เป็นการหมิ่นประมาทในเรื่องส่วนตัว แม้จะพิสูจน์ไปก็ไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชน จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาท และต้องห้ามไม่ให้พิสูจน์ สำหรับกฎหมายไทย
อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานหมิ่นประมาทกรณีเช่นนี้ สามารถยอมความกันได้ แต่คนส่วนใหญ่มักไม่ได้ตระหนักถึงความผิดที่เกิดจากการสื่อสารด้วยข้อความที่ไม่ระมัดระวัง หรือ ไม่เกรงกลัวการถูกดำเนินคดี จนเป็นประเด็นปัญหาสังคมที่ทำให้มีกรณีหมิ่นประมาทเกิดขึ้นมากมาย ทั้งกรณีที่โดนฟ้องร้อง หรือ กรณีที่ไม่ได้ดำเนินคดีแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างไรก็ยังส่งผลกระทบต่อผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อการถูกบูลลี่บนสังคมออนไลน์ ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแต่ดารา หรือ ผู้มีชื่อเสียงเท่านั้น แม้กับคนทั่วไปก็สามารถเกิดขึ้นได้ จากกระแสไวรัล ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือ ถูกเกลียดชังจากสังคม ที่มีความรุนแรงไม่ต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะเอาผิดกับสังคมที่ได้เข้ามาแสดงความเห็น ความเกลียดชัง จากการเสพข้อความที่เป็นหมิ่นประมาท ซึ่งตัวผู้เขียนเห็นว่า ควรมีกฎหมายที่คุ้มครองการถูก Cyberbullying เช่นเดียวกับประเทศเกาหลีที่กำลังพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น ที่ถือเป็นความรุนแรงในสังคมออนไลน์ที่นับวันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมีความตระหนักคิดก่อนโพสข้อความ หรือ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น ที่จะไม่ใช้กระบวนการบูลลี่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรมจากการ Cyberbullying ดังที่กล่าวมาข้างต้น
แม้การแสดงความคิดเห็น หรือ การแสดงออกทางความคิด จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามหลักการสิทธิมนุษยชนและหลักการแห่งประชาธิปไตย แต่การบูลลี่ดังกล่าวข้างต้นก็ไม่ใช่กระบวนการในหนทางสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยแต่อย่างใด ซึ่งเราทุกคนควรที่จะต้องระมัดระวังในการสื่อสาร เพื่อเป็นการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมจาก Cyberbullying ไม่ให้เกิดเพิ่มขึ้นอีก
บทความโดย กานต์ ตามี่ ฝ่ายกฎหมายปกครองมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน


