ภาพความทรงจำในวันวาน เมื่อครั้งเสียงไซเรนส่งสัญญาณดังก้องป่า ตามมาด้วยระเบิดตูม! สนั่นภูเขา และแรงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงบ้านเรือน ชุมชน คงตามมาหลอกหลอนจนทำให้หลายคนสะดุ้งตื่นกลางดึกอยู่บ้าง แม้ว่าเหมืองที่นี่จะถูกรื้อถอนออกไปแล้วก็ตาม

วันนี้ พื้นที่ที่เคยเป็นโรงแต่งแร่ขนาดใหญ่ ขุมเหมืองที่ถูกขุดลึกราวกับหุบเหว รวมถึงบริเวณใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารเคมี โลหะ จำพวก แมงกานีส เหล็ก แคดเมียม และสารหนู รวมถึงไซยาไนด์ กำลังมีการเร่งฟื้นฟูให้กลับคืนมาโดยชาวบ้าน ในนาม ‘กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน’ ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย พร้อมด้วยเครือข่าย

เรื่องราวของชุมชนแห่งนี้ มีประวัติศาสตร์ให้เรากล่าวขาน จากพื้นที่การทำเหมืองแร่ทองคำสู่การเรียกร้อง “ปิดเหมืองฟื้นฟูภูเขา” ให้กลับคืนมา โดยสองมือสองเท้าของประชาชน

เหมืองทองคำเปิดประตูสู่ความเจริญ

คงจะกล่าวไม่ผิดนักว่า โครงการเหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลย เริ่มคืบคลานเข้ามาในพื้นที่อย่างเงียบเชียบตั้งแต่ทศวรรษที่ 30 เมื่อกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศนโยบายว่าด้วยการสำรวจและพัฒนาแร่ทองคำ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2530 ซึ่งเป็นปฐมเหตุแห่งการเข้ามาของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ภายใต้ บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยการได้รับสิทธิสำรวจแร่และทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่ 4 พื้นที่น้ำคิว-ภูขุมทอง ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 340,000 ไร่ ใน 4 อำเภอ คือ อำเภอเมือง ภูเรือ ท่าลี่ และวังสะพุง

 

ต่อมาในปี 2536 บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ในการขอใช้พื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อทำการสำรวจแร่ จำนวน 6 แปลง พบว่ามีสินแร่ทองคำคุ้มค่าแก่การทำเหมือง 3 แห่ง ได้แก่ ภูทับฟ้า ภูเหล็ก และภูซำป่าบอน ในตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

ว่าด้วยพ.ร.บ.แร่ ปีพ.ศ.2510 หลังดำเนินการในขั้นตอนอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่แล้วเสร็จ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด จึงได้ยื่นคำขอประทานบัตร ในปี 2538 จนกระทั่งได้รับประทานบัตรเมื่อปี 2546 จำนวน 6 แปลง คิดเป็นพื้นที่ 2.07 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,308 ไร่ โดยตั้งอยู่บนภูทับฟ้า จำนวน 5 แปลง (1,080 ไร่) และภูซำป่าบอน อีก 1 แปลง (228 ไร่) เป็นระยะเวลา 25 ปี กล่าวคือ ประทานบัตร 3 แปลงแรก มีอายุตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2546 – 26 กันยายน 2570 และอีก 3 แปลง มีอายุตั้งแต่ 23 มกราคม 2546 – 22 มกราคม 2571

ปี 2549 บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้รับอนุญาตให้เปิดการทำเหมืองและประกอบโลหกรรมแร่ทองคำ เหมืองเริ่มดำเนินการในเดือนกันยายน เสมือนการเปิดประตูสู่ความเจริญให้กับชุมชนแห่งนี้

“ตอนแรกชาวบ้านก็ดีใจว่าจะมีเหมืองทอง จะมีการพัฒนา ชาวบ้านและชุมชนจะได้มีงานดีๆ ทำ ไม่ต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ” ระนอง กองแสน หรือแม่รส แม่หญิงแห่งบ้านนาหนองบงกล่าว พร้อมบอกว่าขณะนั้นตนมีอายุ 45 ปี

เมื่อความเจริญไม่เป็นดั่งหวัง

เหมืองแร่ทองคำที่นี่ มีกำลังการผลิตประมาณ 1,200-1,500 ตันต่อวัน โดยใช้วิธีการทำเหมืองแบบหาบ (Open pit) คือการเปิดหน้าดินแบบขั้นบันไดโดยการขุดหรือเจาะระเบิดเพื่อเอาสินแร่ออกมา จากนั้นจะนำสินแร่ไปกองไว้ เพื่อทำการบดย่อยแร่ให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ สินแร่ที่ผ่านการบดอย่างละเอียดจะเข้าสู่กระบวนการแต่งแร่ มีการเติมปูนขาวเพื่อปรับความเป็นกรด-ด่าง จากนั้นเติมสารไซยาไนด์เพื่อละลายทองคำ และเติม Activated carbon เพื่อให้คาร์บอนไปจับทองคำออกมาจากสารละลายไซยาไนด์

ส่วนการแยกทองคำออกมาจากผิวของคาร์บอนจะมีการใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์และโซเดียมไซยาไนด์ เพื่อละลายทองคำออกมาจากคาร์บอน จากนั้นเข้าสู่การแยกทองคำออกจากสารละลายด้วยวิธีการทางไฟฟ้า (Electroplating) ทองที่ได้จะนำไปหลอมเป็นทองคำแท่ง ซึ่งจะยังมีสารเจือปนอยู่ จากนั้นจะส่งไปยังฮ่องกงเพื่อทำให้บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง จึงจะได้ทองคำบริสุทธิ์ 99.99 % สำหรับจำหน่าย

แต่ความเจริญเหมือนจะไม่เป็นดั่งหวัง เมื่อเหมืองแร่ดำเนินกิจการยังไม่ทันถึงขวบ ก็เริ่มปรากฏผลกระทบขึ้น ซ้ำยังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ชาวบ้านจำนวน 6 หมู่บ้าน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ต้องร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทฯ ให้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เกิดขึ้น ซึ่งนำมาสู่การตั้ง ‘คณะทำงานเก็บตัวอย่างน้ำ’ และเริ่มก่อตั้ง ‘กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน’ ในตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เพื่อต่อสู้คัดค้าน และเรียกร้องให้ยกเลิกการทำเหมือง ในปี 2550 นี้เอง

“ผลกระทบการทำเหมือง เช่น เสียงระเบิด หรือการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการทำเหมือง เช่น แหล่งน้ำ เมื่อฝนตกจะทำให้ปลาตาย เราจึงเริ่มเก็บข้อมูลในส่วนนี้” มล คุณนา หนึ่งในสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน ให้ข้อมูล

ปี 2551 กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำผิวดิน และตะกอนดิน ตรวจพบ สารหนู สารตะกั่ว และสารแมงกานีสในห้วยเหล็ก สารแมงกานีสในห้วยผุกและห้วยฮวย และพบแคดเมียมปนเปื้อนในน้ำประปาบาดาลบ้านนาหนองบง (คุ้มน้อย)

 

หลังจากนั้นคือ ปี 2553 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ออกประกาศเตือนประชาชนไม่ให้ดื่มน้ำจากห้วยผุก ห้วยเหล็ก และน้ำประปาบาดาลบ้านนาหนองบง (คุ้มน้อย) และไม่ควรนำมาใช้ประกอบอาหาร อีกทั้งประกาศไม่ให้ประชาชนบริโภคหอยขมที่เก็บได้จากลำห้วยเหล็ก

ทั้งนี้ จากการเก็บตัวอย่างเลือดของประชาชน 6 หมู่บ้าน จำนวน 725 คน วิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลรามาธิบดี และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตรวจหาสารไซยาไนด์ สารปรอท และสารตะกั่ว พบว่าประชาชนร้อยละ 6.6 มีปริมาณสารปรอทเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด 35 ไมโครกรัมต่อลิตร (องค์การอนามัยโลกประกาศว่าไม่มีระดับของสารปรอทใดๆ ในร่างกายที่ถือว่าปลอดภัย) ประชาชนร้อยละ 17 มีปริมาณสารไซยาไนด์เกินค่ามาตรฐานที่ 0.2 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ส่วนสารตะกั่วยังไม่พบเกินค่ามาตรฐาน

นับได้ว่า ปี่กลองแห่งการต่อสู้ของชาวบ้านในนามกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ กับเหมืองแร่ทองคำ เริ่มดังกึกก้องขึ้นตั้งแต่บัดนั้น พร้อมกันนี้ยังมีคดีความและความรุนแรง ที่ตีคู่ตามมาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

การฟ้องคดีปิดปาก แต่มิอาจปิดกั้นหัวใจของการต่อสู้

ตลอดระยะเวลาการต่อสู้ของชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ เป็นการแลกด้วยชีวิตและทรัพย์สิน บนฐานความเสี่ยงอย่างแท้จริง ดังปรากฏจากลักษณะคดีแต่ละประเภทและข้อกล่าวหา อาทิ คดีอาญา ข้อหา บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย หมิ่นประมาท ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, คดีแพ่ง ข้อหาละเมิด ต่างกรรมต่างวาระ เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท, 150 ล้านบาท, 70 ล้านบาท เป็นต้น รวมแล้วจำนวน 27 คดี

คดีแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2553 บริษัท ทุ่งคำ จำกัด แจ้งความดำเนินคดีกับ นายสมัย ภักดิ์มี ร่วมกับนักศึกษาและเยาวชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ในข้อกล่าวหาว่า ทั้งหมดร่วมกันบุกรุกเข้าไปในพื้นที่สัมปทานของบริษัทฯ ซึ่งอัยการจังหวัดเลยมีคำสั่งไม่ฟ้อง ในเวลาต่อมา

ภาพ : เพจเหมืองแร่เมืองเลย v2

 

จนกระทั่ง ใบอนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ในการทำเหมืองหมดอายุลง ในปี 2555 กลุ่มชาวบ้านก็เริ่มทำการคัดค้านอย่างหนักหน่วงขึ้น และตามมาด้วยการก่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “กำแพงใจ” เพื่อขัดขวางการขนแร่และการทำงานของเหมือง หลังจากการเรียกร้องปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ “ปิดเหมือง” ไม่ได้รับการแก้ไข

“ช่วงที่ใบอนุญาตขอใช้พื้นที่ป่าในการทำเหมืองหมดอายุ บริษัทฯ ก็พยายามขอต่อ ส่วนเราก็คัดค้านมาโดยตลอด จนปี 56 เราจึงเริ่มทำกำแพง ซึ่งตอนนั้นบอกเลยว่าชาวบ้านสู้ตาย เป็นห่วงกำแพง ชีวิตจิตใจเราคือกำแพง เพราะกำแพงคือกั้นไม่ให้เขาขนไซยาไนด์เข้ามา และขนเอาสินแร่ออกไป” ภรณ์ทิพย์ สยมชัย หรือแม่ป๊อบ สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ เล่าย้อนประวัติศาสตร์การต่อสู้อย่างถึงพริกถึงขิง

การตัดสินใจในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการต่อสู้จากการสร้างกำแพงใจ ได้มีผลกระทบเกิดขึ้นตามมาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการฟ้องคดีปิดปาก (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPPs) บริษัทฯ เรียกค่าเสียหายรวมกว่า 270 ล้านบาท ซึ่งได้สร้างความกังวลใจให้กับชาวบ้านจนไม่เป็นอันทำมาหากิน

เมื่อการขึ้นโรงขึ้นศาลกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาเหล่านั้น มิหนำซ้ำความรุนแรงกำลังคุกคามเข้ามา แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ก็เชื่อว่ากำแพงใจยังจะถูกสร้างขึ้นจากพวกเขาอยู่ดี

ค่ำคืนแห่งความฝันร้าย และวันขนแร่เถื่อน

แม้ว่ากำแพงที่ก่อสร้างขึ้นจะถูกทุบทำลายลง แต่ชาวบ้านก็ระดมทุนระดมแรงกันสร้างขึ้นใหม่ ครืน…ครืน…เครื่องจักรของรถแบ็คโฮ รถไถเข้ารื้อพังทลายพวกเขาก็มิได้ย่อท้อ ร่วมกันก่อขึ้นมาอีกครั้ง เพราะมันคือกำแพงใจ ที่กล้าแกร่งดุจหินผาภูซำป่าบอน

สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น เมื่อการขอต่ออายุใช้พื้นที่ป่าสงวนฯ เพื่อทำเหมืองแร่ไม่สำเร็จ และนำมาซึ่งการปิดตัวลงของเหมืองแร่ทองคำในปี 2556 ขณะที่บริษัทฯ ก็มีความมุ่งหวังที่จะขนแร่ภายในเหมืองจำนวนหนึ่ง ซึ่งตนอ้างว่ามีกรรมสิทธิ์และเป็นเจ้าของออกไป พร้อมทั้งยังคงเลือกใช้มาตรการตอบโต้โดยการไล่ฟ้องร้องดำเนินคดีกับคนในชุมชน เยาวชน สื่อมวลชน และนักวิชาการ ที่ให้ข่าวหรือเคลื่อนไหวเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือง

ภาพ : เพจเหมืองแร่เมืองเลย v2

ท่ามกลางการเรียกร้องของชุมชนให้ปิดเหมืองอย่างถาวร ฟื้นฟูการปนเปื้อน และภูเขาให้กลับคืนมา ก็แววเสียงข่าวการขู่สังหาร หมายเอาชีวิตแกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ ลอยมาถี่ๆ ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้ลดธงแห่งการคัดค้านลงมาเลย

จนแล้วจนรอดก็เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น กลางดึกของวันที่ 15 พฤษภาคม ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 บริเวณทางเข้าหมู่บ้านนาหนองบง โดยมีกองกำลังเถื่อนโพกผ้าดำ ติดอาวุธกว่า 200 คน เข้ามาปิดล้อมหมู่บ้าน ลักษณะการปฏิบัติการคล้ายการจู่โจมของทหาร มีการตะโกนส่งเสียงดัง ข่มขู่อาฆาต จับชาวบ้านกักขัง มัดมือไขว้หลัง ให้คว่ำหน้าลงกับพื้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงและคนชรา จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านหลายสิบรายได้รับบาดเจ็บและสูญเสียแก่ทรัพย์สิน

แล้วมีการทำลายกำแพงใจ เพื่อเปิดทางให้มีการขนแร่ออกไปได้ ซึ่งชาวบ้านเรียกมันว่า “วันขนแร่เถื่อนแห่งชาติ”

ในเวลาต่อมาสืบทราบว่าคนบงการ วางแผน และบัญชาเหตุการณ์ให้กลุ่มชายฉกรรจ์ใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านในค่ำคืนนั้น คือ นายทหารสองพ่อลูก จึงมีการแจ้งความดำเนินคดีและใช้ระยะเวลาในการต่อสู้คดีนานกว่า 3 ปี ศาลจึงมีคำพิพากษาถึงที่สุดจำคุกนายทหารพ่อ-ลูกนั้น

ภาพ : เพจเหมืองแร่เมืองเลย v2

“มีชายฉกรรจ์เข้ามาในหมู่บ้าน แล้วเราก็เป็นหนึ่งในคนที่ถูกจับมัดมือมัดเท้า แล้วนอนคว่ำบนพื้นซีเมนต์ช่วงกลางดึกและไม่สามารถขยับตัวได้” บ๋อย, ภัทราภรณ์ แก่งจำปา

ทุกครั้งที่หวนนึกถึงเรื่องราวเสมือนฝันร้ายในค่ำคืนนั้น ทำให้เธอข่มอารมณ์ความรู้สึกซึ่งเป็นบาดแผลฝังลึกภายในใจไม่อยู่จนต้องปล่อยโฮออกมา ก่อนจะใช้ฝ่ามือปาดน้ำตาขณะไหลลงอาบสองแก้ม เพื่อหยุดมัน

หลังจากนั้นแววตาของเธอกลับเปลี่ยนเป็นเปล่งประกาย แล้วทอดออกไปมองภูเขาอย่างมีความหวัง

ความหวังที่จะฟื้นฟูให้กลับคืนมาสู่อ้อมกอดของชุมชน

ความหวังสู่การฟื้นฟูภูเขาให้กลับคืนมา

ธนาคารดอยช์ แบงก์ เอจี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้บริษัท ทุ่งคํา จํากัด จําเลย ล้มละลาย และได้มีคําสั่งลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของ บริษัท ทุ่งคํา จํากัด จําเลย เด็ดขาด ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังนั้น นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจำเลย ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483

 

นอกจากนี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน โดยนางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ ที่ 1 กับพวกรวม 165 คน เป็นโจทก์ ได้ยื่นฟ้อง บริษัท ทุ่งคำ จำกัด (คดีหมายเลขดำที่ สว.(พ)1/2561 ) ในฐานความผิด ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 เรียกร้องให้มีการแก้ไขและฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดจากการทำเหมืองพร้อมเรียกค่าเสียหาย 44 ล้านบาท ซึ่งศาลจังหวัดเลย มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 สั่งเหมืองแร่ทองคำ ดำเนินการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทั้งในและนอกเหมือง โดยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดจนกว่าสิ่งแวดล้อมจะกลับสู่สภาพเดิมตามมาตรฐานราชการ ทั้งน้ำและดิน ให้กลับสู่สภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ราชการกำหนด โดยให้ประชาชนเข้าร่วมในการทำแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วย

อีกทั้งศาลยังสั่งให้ บริษัทฯ ชดเชยเยียวยาค่าเสียหายผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำให้กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดครอบครัวละ 104,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 จำนวน 149 ครอบครัว (คำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ สว.(พ)1/2561 จำเลย ศาลจังหวัดเลย, 2561) ฝ่ายจำเลยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ โจทก์จึงยื่นแถลงขอออกคำบังคับคดี

กระทั่งมีการประมูลทรัพย์สินของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหมด โดยบริษัท บริหารและการพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือ เจนโก้ เป็นผู้ได้รับการประมูลงานรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง โรงงานถลุงและแต่งแร่ทองคำ รวมทั้งการขนถ่ายอุปกรณ์ และรับผิดชอบกำจัดและบำบัดกากสารพิษที่ตกค้างด้วย ทั้งนี้ ภายในระยะเวลา 270 วัน ตามข้อตกลงในสัญญา คือ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 – พฤษภาคม 2567

ดังนั้น ในวันที่รถบรรทุกขนย้ายเครื่องจักรและอุปกรณ์การทำเหมืองแร่ ออกจากพื้นที่ จึงเป็นวันที่ชาวบ้านที่นี่มีความสุขที่สุดในรอบ 20 ปี ผู้เฒ่าหลายคนต้องหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตัน เพราะไม่คิดว่าจะมีวันนี้มาถึงในช่วงอายุของตนที่ยังมีลมหายใจอยู่ ซึ่งความฝันต่อไปก็คือการฟื้นฟูภูเขา ป่าไม้ และสภาพพื้นที่ให้กลับคืนมาเพื่อลูกหลาน

การฟื้นฟูเหมืองแร่ โดยภาคประชาชน

วันที่ 11 มิถุนายน 2566 ชาวบ้านกลุ่มฅนรักบ้านเกิด 6 หมู่บ้าน ในตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย พร้อมด้วยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวง คณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยผูก ประชาชนในหมู่บ้านรอบเหมืองแร่ทองคำร้าง และประชาชนในพื้นที่ตำบลเขาหลวง นอกจากนี้ยังมีองค์การส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนแรดแกรม (Radical Grandma Collective (RadGram) อาจารย์สาขาการเมืองและการปกครองระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงอาจารย์และนักศึกษาจากสาขาจิตวิทยาชุมชน มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ โลเวล (University of Massachusetts Lowell) สหรัฐอเมริกา รวมแล้วในราว 100 คน ทำกิจกรรม “ปลูกป่าคืนชีพภูเขา ครั้งที่ 1”

ภาพ : เพจเหมืองแร่เมืองเลย v2

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและสนุกสนาน ผสมผสานกันหลายช่วงวัย เมื่อแต่ละคนได้นำพันธุ์ไม้ท้องถิ่นจำนวนกว่า 5,000 ต้น และเมล็ดพันธุ์ไม้พื้นบ้านที่ชาวบ้านช่วยกันเก็บรวบรวมอีกไม่น้อยกว่า 5,000 เมล็ด พร้อมด้วยอุปกรณ์สำหรับการปลูก อาทิ จอบ เสียม พร้า หรือแม้กระทั่งหนังสติ๊ก เพื่อออกมาทำกิจกรรม ที่เรียกว่า “ปลูกป่าคืนชีพภูเขา” หรือการฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน โดยการร่วมกันปลูกป่าในพื้นที่รอบๆ หมู่บ้าน และบริเวณรอบพื้นที่เหมืองแร่ทองคำที่ถูกทิ้งร้างบริเวณ “ภูซำป่าบอน” ซึ่งมีความเสื่อมโทรมจากการทำเหมืองแร่ และมีสภาพถูกทิ้งร้างมานาน

“รู้สึกว่าวันเวลาที่เราเฝ้ารอมานานมาถึงเสียที” แม่รส กล่าวด้วยความตื้นตัน

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ชาวบ้านรอคอยมานานตลอดเวลาการต่อสู้กับเหมือง ซึ่งผ่านความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ จากการถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถูกทำร้ายกลางหมู่บ้าน และการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมไปกว่า 27 คดี จนศาลพิพากษาให้ฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชนต้องมีส่วนร่วม ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเรียกร้องให้มีการ “ปิดเหมืองและฟื้นฟู” แม้ว่ายังไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการหลังจากศาลตัดสินมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี ก็ตาม

สมาชิกกลุ่มฅนรักบ้านเกิดฯ ยังบอกด้วยว่า แม้ว่าแผนการฟื้นฟูของรัฐบาลตามคำสั่งศาลยังไม่เกิดขึ้น แต่วันนี้ก็ภูมิใจที่มีคนข้างนอกเห็นความสำคัญทำให้รู้สึกสุขใจ สมกับที่เราหวังไว้ได้เริ่มต้นแล้ว

“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราเลือกปลูกป่าบน ‘ภูซำป่าบอน’ เพราะเป็นภูเขาแรกที่เราสูญเสียไปจากเหมืองแร่ และเป็นภูเขาที่สำคัญกับชีวิตคนในชุมชนมาก เราเคยใกล้ชิดพึ่งพาหาอาหารตลอดเวลา เคยได้ไปหาอยู่หากิน จึงคิดว่าคงจะดีที่ได้ลงมือฟื้นฟูแม้มันจะเพียงน้อยนิดเราก็ดีใจที่เราได้ทำเสียที” แม่รสอธิบายย้ำ ในวันนั้น

1 ปีต่อมา “การปลูกป่าฟื้นฟูภูเขาคืนมา ครั้งที่ 2” ก็ได้ถูกจัดขึ้นอีกครั้ง คือ วันที่ 26-27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยนอกจากกลุ่มฅนรักบ้านเกิดฯ แล้ว ยังมีส่วนร่วมจากเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่และองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ส่วนราชการและหน่วยงานในท้องถิ่น รวมทั้ง คณะครูและน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนนักวิชาการ และสื่อมวลชน มาร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูภูเขาในครั้งนี้ด้วย

และแน่นอนว่าการฟื้นฟูโดยภาคประชาชน จะยังคงมีอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี จนกว่าความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและภูเขาจะกลับคืนมาสู่อ้อมกอดของชุมชนอีกครั้ง


อ้างอิง :
เพจเหมืองแร่ เมืองเลย V2
เปลี่ยนไปเลย ชะตากรรมของเมืองเลยภายหลังจากการเข้ามาของเหมืองทองคำ : สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
https://waymagazine.org/goldmine-loei/
https://thecitizen.plus/node/21004
คดีความที่เกี่ยวข้องกับเหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลย : คิม ไชยสุขประเสริฐ และ สุทธิเกียรติ คชโส เรียบเรียง
https://thecitizen.plus/node/95963
https://hardstories.org/th/stories/environmental-justice/loeis-lingering-wounds
https://thecitizen.plus/node/6315
https://www.isranews.org/content-page/item/65772-gold-65772.html

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ